วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผมได้โอกาสตรวจสอบสมมติฐานการทำงาน ตามชื่อบันทึกนี้   

ดังเล่าแล้วว่า ทีมงานโครงการโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ มาขอให้ผมให้ข้อเสนอแนะการทำงานพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมของมูลนิธิ  (๑)   จากการประชุมเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๗ เรานัดคุยกันที่โรงเรียนสตรีวิทยา วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗   เพื่อหาโอกาสเคลื่อนงานยกระดับผลกระทบต่อสังคมให้มากขึ้น    

เหมือนเทวดาจัดสรร  ทีมงานพื้นที่นวัตกรรมจังหวัดสระแก้ว เชิญผมไปร่วมงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่จังหวัดเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗  และปรากฏการณ์ของโรงเรียนบ้านหนองแก ดำเนินการโดย ผอ. เนาวะรัตน์ ถาวร กระตุกความคิดของผม ว่าโรงเรียนไทยที่มีผลงานเด่นมีโอกาสทำงานสร้างสรรค์ให้แก่ประเทศชาติได้    หากจับทางถูก และทางนั้นคือ “บันได บลูม” (Bloom’s Taxonomy) ว่าด้วยระดับของการเรียนรู้

การศึกษาไทย หลงนำเสนอผลงาน และยกย่องเฉลิมฉลองผลงานในระดับล่างๆ ของ  “บันได บลูม” คือบอกสอน หรือสอนให้จำ    และสอบความจำ หรืออย่างมากก็ความเข้าใจ   และหลงเข้าใจว่าการที่นักเรียนทำผลงานไปประกวดได้ดีนั้น สะท้อนการเรียนรู้ขั้นสูงของนักเรียน   ไม่หนุนการเรียนรู้ขั้นสูงด้วยกระบวนการสะท้อนคิด ที่ครูตั้งคำถามหลากหลายแบบให้นักเรียนสะท้อนคิด(reflect)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนคิดสู่หลักการเชิงนามธรรม (abstract conceptualization)    ตามหลักการของ Kolb’s Experiential Learning Cycle       

เหตุการณ์ที่สระแก้ว บอกผมว่า ที่เรียกว่า Active Learning ของวงการศึกษาไทยนั้น เก๊   ไม่เป็น Active Learning ที่แท้จริง   

ผมตั้งสมมติฐานว่า    หากแก้เรื่อง Active Learning   และนำ Reflective Learning เข้าสู่การศึกษาไทยได้   การศึกษาไทยจะมีโอกาส ยกระดับคุณภาพพลเมืองไทย เป็นกลไกพัฒนาบ้านเมืองสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ได้   และเรื่องการพัฒนาคุณธรรมก็จะบูรณาการอยู่ในการเรียนรู้แบบ holistic ไปในตัว    โดยที่การเรียนรู้ด้านคุณธรรมจะไม่เพิ่มภาระแก่ครู     แต่ครูต้องฝึกการตั้งคำถามกระตุ้นให้นักเรียนสะท้อนคิด    

เมื่อเริ่มประชุมที่โรงเรียนสตรีวิทยา    ผมเสนอให้คุยกันแบบสานเสวนา (dialogue)    ภายใต้หัวข้อ “การศึกษาไทยจะยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนไปสู่ส่วนบนๆ ของ Bloom’s Taxonomy ได้อย่างไร   เพื่อให้การศึกษาไทยทำหน้าที่ยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศเจริญแล้ว”   โดยแต่ละคนให้ข้อสะท้อนคิดของตนเอง  ไม่มีผิดมีถูก    และให้ผู้อาวุโสน้อยพูดก่อน   

การประชุมจึงสนุกมาก  เริ่ม ๙ น. เศษ    ถึงเที่ยงโดยไม่รู้ตัว   

ที่จริงผมสองจิตสองใจ ว่าการตั้งหัวเรื่องการคุยดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่    โชคดีที่ อ. นพพร สุวรรณรุจิ ที่ปรึกษามูลนิธิ โทรศัพท์มาหารือวันที่ ๒ มิถุนายน    ผมจึงลองขายไอเดีย และท่านเห็นด้วย    ผมจึงกล้าเสนอ    และตอนคุยเล่นๆ ผมก็ลองแย็ปๆ ดูเชิงก่อน   

แต่ละท่านที่มาประชุมเป็นผู้ใหญ่ และรับผิดชอบโรงเรียนใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง   ดูแลนักเรียนระดับมันสมองของประเทศ   เช่นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา   โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย    โรงเรียนสตรีวิทยา   โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย    โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย   โรงเรียนบดินทร์เดชา  เป็นต้น   ผมตั้งคำถามว่าโรงเรียนเหล่านี้มีโอกาสพัฒนานักเรียนของตนให้บรรลุการเรียนรู้ระดับสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างมากมายได้หรือไม่   เพื่อทำหน้าที่สร้างพลเมืองคุณภาพสูงครบทุกด้านให้แก่บ้านเมือง    โดยผมเสนอว่า ทำได้ หากใช้ Active Learning ของแท้   และใช้ Reflective Learning   ซึ่งที่จริงเป็นสิ่งเดียวกัน    เพราะ active learning ต้องลงท้ายด้วย reflection    โดยครูตั้งคำถามให้นักเรียนสะท้อนคิด   

 ข้อสะท้อนคิดของท่านอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนที่มาเป็นทีมงานโรงเรียนคุณธรรมของมูลนิธิยุวพัฒน์    ให้หลากหลายแง่มุมสร้างสรรค์ สำหรับนำไปปรับใช้ในโครงการระยะต่อไปได้ดีมาก 

ข้อคิดเห็นในที่ประชุม บอกชัดเจนว่า Active Learning  และ Reflective Learning เป็นการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค   ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย   ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ จากระบบควบคุมสั่งการ ไม่มีความยืดหยุ่น    ไปเป็นระบบกระจายอำนาจ ให้โรงเรียนตัดสินใจเองได้ (อย่างรับผิดชอบ)   ที่จะต้องหาวิธีกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงต่อไป    

ข้อท้าทายอีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ มาจากผู้ปกครอง ที่มีเป้าหมายแคบ คือต้องการให้ลูกเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ในสาขาที่ต้องการเท่านั้น   ไม่ต้องการให้ลูกเสียเวลากับเรื่องอื่นๆ   ดังคำพูดของนักเรียนว่า  “พ่อแม่ให้มาเรียน ไม่ได้ให้มาทำงาน” ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านหนึ่งเล่า   

ตกลงกันว่า กสศ. กับมูลนิธิยุวพัฒน์ จะร่วมกันจัด workshop Active Learning ให้แก่ผู้บริหารและแกนนำของโรงเรียนเหล่านี้ เพื่อทำความรู้จัก Active Learning ที่แท้จริง

เมื่อจบการประชุม ท่าน ผอ. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ดร. บุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต อุทานว่า “เราประชุมกันแบบ Active Learning นะนี่”   

ผมลองถาม Gen AI สามสหายของผม (Gemini, Copilot, ChatGPT) ด้วยคำถาม  Is active learning in Thai education a genuine active learning? How to make it more impactful to learning of students? How to make the students achieve higher level of Bloom's Taxonomy?    ได้คำตอบที่มีประโยชน์มาก    แต่ละสหายให้คำตอบที่แตกต่างกันเล็กน้อย    แต่เป็นคำตอบเชิงหลักการ ไม่ใช่เชิงกลยุทธสู่การเปลี่ยนขาด (transform) ระบบการศึกษา     

วิจารณ์ พานิช

๓ มิ.ย. ๖๗