วันนี้  มีโอกาส ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับแกนนำชมรมอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เนื่องในโครงการสานฝันเยี่ยมค่าย ปันรอยยิ้มคืนสู่น้อง ที่เพิ่งจัดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2568 ณ โรงเรียนบ้านสองคอน ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น จึงพอมีประเด็นนำมาเล่าสู่กันฟังพอประมาณ

 

ข้อจำกัดเรื่องงบ พลิกจากค่ายสร้างมาสู่การเยี่ยมค่าย

 

 

ปีการศึกษา 2567 เป็นปีที่ชมรมต่างๆ ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยเป็นประวัติการณ์  โดยชมรมอาสาพัฒนาได้รับการจัดสรรในจำนวนเงิน 14,000 บาท  ครั้นจะนำไปสู่ค่ายอาสาพัฒนาในมิติค่ายสร้าง หรือค่ายเรียนรู้คู่บริการ ประเมินแล้วคงไม่ไหว 

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีมติ เป็นการ “เยี่ยมค่าย” แทน

 

ส่วนตัวผมเห็นด้วยนะ เพราะการเยี่ยมค่าย ก็เหมือนการกลับไปประเมินผลในสิ่งที่เคยได้ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น  อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าที่ทำๆ ไว้นั้น ได้ใช้ประโยชน์จริงแค่ไหน มีการดูแลรักษาต่อกันอย่างไงบ้าง  ไม่ใช่ไปค่ายแล้วก็ลาร้าง แบบ “ตูมเดียวหาย”

 


กลับไปเยี่ยมค่าย “ไทยอาสาพัฒนาชุมชน”

 

ย้อนกลับไปเมื่อ วันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ 2567 ชมรมอาสาพัฒนา เคยได้จัดโครงการไทอาสาพัฒนาชุมชน (สู่ชนบท) ครั้งที่ 3 ณ โรงเรียนบ้านสองคอน ตำบลนาฝาย อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น ครั้งนั้นมีกิจกรรมหลายๆ อย่าง เช่น  การเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชน การทาสีกำแพงและตัวอาคารเรียน การทาสีลาน BBL ทาสีหอพระพุทธรูปประจำโรงเรียน กิจกรรมฐานการเรียนรู้ การมอบอุปกรณ์การเรียน การทำความสะอาดพื้นที่ชุมชน กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ กิจกรรมทำบุญตักบาตร บายศรีสู่ขวัญ 

 

ผมเคยเขียนถึงจุดเด่นค่ายที่ว่านี้ไว้นานแล้วว่า  มีกลิ่นอายความเป็นอาสาพัฒนาที่ชัดเจนพอตัว นับตั้งแต่ระยะต้นน้ำที่หมายถึงการพัฒนาโจทย์ (สนธิโจทย์) ร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชน ว่าชุมชนต้องการอะไร นิสิตมีศักยภาพแค่ไหน และจะร่วมลงมือทำร่วมกันอย่างไร 

 

รวมถึงระยะกลางน้ำ ที่พอลงมือจริง เห็นความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างนิสิตกับชุมชนอย่างหลากหลายมิติ แถมยังทะลุถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในหลักคิด “บวร” อย่างน่าสนใจ

 

ส่วนปลายน้ำ  จัดค่ายเสร็จแล้วก็มีการไปมาหาสู่ สื่อสารถึงกันไม่เป็นระยะๆ ระหว่างนิสิตกับชุมชน จนนำมาสู่การกลับไป “เยี่ยมค่าย”  ครั้งนี้

 

มีความหมายใดในการ “เยี่ยมค่าย”

 

การเยี่ยมค่ายในครั้งนี้ ใช้ชื่อโครงการว่า “สานฝันเยี่ยมค่าย ปันรอยยิ้มคืนสู่น้อง” เป็นการบริหารคน บริหารงบ บริหารเวลาได้อย่างน่าชื่นใจ  วันเวลา 2 วัน 1 คืน คือการทำงานบนสถานการณ์จริง ปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่นได้อย่างลงตัว ผ่านกิจกรรมฐานการเรียนรู้ต่างๆ ในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา”  เป็นต้นว่า

 

• ฐานกิจกรรมสร้างคำศัพท์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันคิดและวิเคราะห์ร่วมกัน 

• ฐานกิจกรรมปิดตาจับไก่ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รู้จักความสามัคคีการทำงานเป็นหมู่คณะ

• ฐานกิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะ พวงกุญแจ 

• ฐานกิจกรรมารปรับปรุงภูมิทัศน์และต่อยอด และติดตามการดำเนินงาน จากโครงการที่ผ่านมา

 

ปัญหาและอุปสรรค

 

แกนนำชมรมอาสาพัฒนา ยืนยันว่าครั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคที่พบมีน้อยมาก นับตั้งแต่การยืมเงินโครงการ เดิมไม่มีใครยืมเงินทดรองจ่ายจากมหาวิทยาลัย สุดท้ายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ขันอาสาแบกรับให้ ยังผลให้มีเงินสำรองจ่ายในการไปเยี่ยมค่าย

 

ส่วนในพื้นที่ปัญหาเดียวที่พบ ก็คือ กิจกรรมทับซ้อนกัน สืบเนื่องจากทางโรงเรียนต้องนำนักเรียนไปรับทุนการศึกษาและเข้าร่วมกิจกรรมกับส่วนกลาง ซึ่งโปรแกรมนี้โผล่มาหลังจากที่ตกลงปลงใจว่าจะไปเยี่ยมค่าย ซึ่งเลื่อนไม่ได้  แต่ก็สามารถปรับห้วงเวลาที่เหลือเป็นกิจกรรมอื่นๆ ทดแทน อาทิเช่น กิจกรรมสานสัมพันธ์ชาวค่าย กิจกรรมปรับแต่งภูมิทัศน์ กิจกรรมเรียนรู้บริบทชุมชน

 

ปัจจัยความสำเร็จ

 

เท่าที่ประมวลจากเวทีการโสเหล่ครั้งนี้ พบประเด็นอันเป็นปัจจัยความสำเร็จหลายประเด็น เป็นต้นว่า

  • ความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุมเท สามัคคีของชาวค่าย
  • การนำบทเรียนจากค่ายรอบที่แล้วมาปรับใช้ เช่น การขยับเวลาในการออกเดินทางให้เร็วขึ้น การบริหารเวลาของกิจกรรมในแต่ละฐานให้กระชับ การมอบหมายภารกิจที่เป็นรูปธรรมแก่สมาชิกค่าย
  • การใช้คณะทำงานชุดเดิมยืนเป็นแกนหลักในแต่ละฐานกิจกรรม คู่ไปกับสมาชิกใหม่
  • การประชุมสรุปงาน และการสังเกต ประเมินผลการทำงานเป็นระยะๆ ทั้งระหว่างทำงานและเสร็จสิ้นกิจกรรมในแต่ละวัน
  • การประสานกับชุมชนเป็นระยะๆ ทางโทรศัพท์
  • การออกแบบกิจกรรมแต่ละฐานบนแนวคิด ผู้เรียนเป็นสำคัญ/ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • การออกแบบกิจกรรมในแต่ละฐานที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ / ปฏิบัติการร่วมกันในลักษณะบันเทิงเริงปัญญา
  • การให้ความร่วมมือของชุมชน  ทั้งการสนับสนุนวัตถุดิบประกอบอาหาร  การมาเป็นแม่ครัวประกอบอาหาร  การมาให้กำลังใจ การสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ

 

 

Soft skills ที่เกิดขึ้น

 

Soft skills ที่ถูกค้นพบในการไปเยี่ยมค่ายครั้งนี้  มีหลายทักษะ เป็นต้นว่า

 

  • ทักษะการเป็นผู้นำ และผู้ตาม ทั้งในหมู่นิสิต และนักเรียน
  • ทักษะในการอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม
  • ทักษะการสื่อสารสร้างสรรค์ ทั้งระหว่างนิสิตกับนิสิต นิสิตกับชุมชน (บวร)
  • ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
  • ทักษะการยืดหยุ่น ผ่อนปรน
  • ทักษะในการจัดลำดับความสำคัญ  รวมถึงการบริหารคน บริหารงาน
  • ทักษะของการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคาดการณ์ล่วงหน้า