R2R Journeyในวงการ KM เคยเห็นท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ท่านมักจะพูดถึง KM เป็นเวอร์ชั้นต่างๆ ก็เลยลองตามรอยท่านถอดบทเรียนการขับเคลื่อน R2R ในช่วงเวลา 18-19 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ก็เลยลองแบ่งออกเป็น R2R 1.0 R2R 2.0 R2R 3.0 และ R2R 4.0 (ปัจจุบัน) เมื่อขยายความแต่ละช่วงเวลาจะเห็นพัฒนาการของการขับเคลื่อนงานวิจัยในการพัฒนางานประจำ ดังนี้
R2R 1.0 เป็นจุดเริ่มต้นของการนำแนวคิด R2R มาใช้ เน้นการสร้าง Inspiration และ Passion ให้เกิดขึ้นในคนทำงาน เปิดมุมมองการทำวิจัยให้เป็นเรื่องไม่ยาก ต่อยอดโจทย์วิจัยจากการพัฒนางานต่างๆ Pitfall ซึ่งอาจมีหลายคนสับสนได้ว่า R2R คือ CQI แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ R2R ก็คือ วิจัย และมีองค์ประกอบ 4 อย่างคือ (1) มีโจทย์วิจัยมาจากงานประจำ (2) คนทำงานเป็นผู้ทำวิจัย (3) กลุ่มตัวอย่างก็คือผู้ป่วยหรือผู้รับบริการที่ได้รับผลลัพธ์จากการทำวิจัยนี้โดยตรง (4) ผลการวิจัยนำกลับมาใช้พัฒนางานประจำที่ทำอยู่ ความท้าทายในยุคนี้คือ การทำ Icebreaking ในคนทำงานให้รู้สึกว่า “วิจัยไม่ใช่เรื่องที่ยาก” และการจัดการเรียนการสอน จะยังไม่เน้นในเรื่องการสอนวิทยาการวิจัยที่ยากมากนับ ในการออกแบบการเรียนรู้โดยใช้ฐานคิด KM เน้นการ Share & Learning R2R
2.0 สร้าง Inspiration ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง 1.0 กับ 2.0 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเพราะจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า มีความยั่งยืนมากน้อยเพียงไร ซึ่งกาลเวลาที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า R2R อยู่ในหัวใจของทุกคนที่อยู่เรียนรู้ร่วมกันมาตั้งแต่ R2R 1.0 และมองว่างานวิจัยตามแบบของ R2R คือ พลังใจ และเริ่มมองเห็นหลายๆ คนที่มีทัศนคติที่ดีงามต่อวิทยาการวิจัย มีการเรียน ไปศึกษาอบรมต่อเพื่อเพิ่มความรู้ทางระเบียบวิธีวิจัย และมีความอดทนต่อความยากที่ซับซ้อนขึ้นของการทำวิจัย
R2R 3.0 การสร้างผลงานในระดับที่ Advance ขึ้น จากคนทำงานตัวเล็กๆ ที่ทำงานประจำไปวันๆ หลายคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานไปสู่ในระดับชาติและระดับนานาชาติมากขึ้น งานวิจัยในภูธรมีความทัดเทียมเชิงวิชาการมากขึ้น เป็นลักษณะงานวิจัยและพัฒนาเชิงระบบมากขึ้น หลายๆ คนผันตัวเองมาเป็นเจ๊ดัน หรือ R2R Facilitator ชักชวนผู้คนและเป็นพี่เลี้ยงให้คนอื่นๆ มากขึ้น รวมถึงลักษณะงานวิจัยมีการพัฒนาโจทย์วิจัยและออกแบบระเบียบวิธีวิจัยที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
R2R 4.0 การพัฒนางาน R2R2P หรือ Routine to Research to Policy ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น โจทย์วิจัยส่วนใหญ่มาจากนโยบาย ล้อไปกับการขับเคลื่อน Service Plan เป็นการทำงาน R2R ในมิติที่เป็นเชิงระบบมากขึ้น ผลงานวิจัยมีการเข้าสู่วงการเผยแพร่ผลงานประชุมวิชาการต่างๆ อย่างเป็นที่นิยม และการทำวิจัยเพื่อพัฒนางานเนียนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานมากขึ้น ผลงานวิจัยที่ได้สามารถนำไปเป็นผลงานเลื่อนระดับเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและแพร่หลาย รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนผลงานหรือขอใช้ผลงานข้ามหน่วยงาน ข้ามองค์กร เป็นทางการมากยิ่งขึ้น เพราะในการเลื่อนระดับผลงานนี้ “การขอใช้ผลงานวิจัย” เป็นเกณฑ์ข้อหนึ่งของการพิจารณาด้วย
จากต่อนี้ไปจาก R2R 4.0 ไปสู่ R2R 5.0 ในทัศนะส่วนตัวมองว่า ทิศทางของการขับเคลื่อน R2R น่าจะเป็นเรื่องของการปิด Pitfall ต่างๆ โดยเฉพาะการโจรกรรมทางวิชาการ การรับจ้างหรือจ้างวานทำวิจัย เป็นต้น ส่วนในรายละเอียดที่สำคัญหรือจุดเด่นในยุคถัดไปคือ การใช้ AI การใช้เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ร่วมด้วยมากขึ้น
บันทึก 11 กุมภาพันธ์ 2568
