บทความ University 4.0 : A vision for the future of higher education  เขียนโดยอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Aston   บอกว่า  “They must become champions of inclusive innovation and drivers of positive socioeconomic transformation, creating thriving innovation ecosystems that deliver sustainable, place-based development and inclusive growth. This is the promise of University 4.0.” 

๔ ยุคของมหาวิทยาลัย

บทความบอกว่า สามารถแบ่งมหาวิทยาลัยได้เป็น ๔ ยุค ทำหน้าที่สนองสังคมแต่ละยุคสมัย ดังนี้

Classical university (University 1.0)  เพื่อสอนแบบถ่ายทอดความรู้

Research university (University 2.0)  เพื่อสร้างความรู้ใหม่

Entrepreneurial university (University 3.0)  เพื่อหนุนเศรษฐกิจ  เกิดความร่วมมือสามประสาน (triple helix)  คือ วิชาการ อุตสาหกรรม และรัฐบาล 

University 4.0  ร่วมสร้างความก้าวหน้าของบ้านเมืองและโลก จากการเข้าไปจัดการความท้าทายของโลกแห่งความเป็นจริง (real-world challenges)    เกิดความร่วมมือสี่ประสาน คือเพิ่มกลไกในพื้นที่ (place-based development)    สร้างผลกระทบในสภาพชีวิตจริง (real-world impact)   คำหลักสำหรับมหาวิทยาลัย ๔.๐ คือ นวัตกรรม (innovation)  กับ พันธกิจเพื่อสังคม (engagement)    โดยมิติที่ ๔ ของสี่ประสาน (quadruple helix) คือชุมชน

ผมตีความว่า มหาวิทยาลัย ๔.๐ คือมหาวิทยาลัยที่ทำงานวิชาการในโลกแห่งชีวิตจริง    และสร้างผลกระทบได้จริง    เน้น place-based impact  คือผลกระทบในพื้นที่ดำเนินการของตน    ที่ผลกระทบสร้างความเสมอภาคเพิ่มขึ้นในสังคม (inclusive growth)    อย่างกรณี มทส. ที่ผมทำหน้าที่นายกสภา ต้องสร้างผลกระทบต่อพื้นที่นครชัยบุรินทร์เป็นเป้าหมายหลัก   ต่อประเทศไทยและโลกเป็นเป้าหมายเสริม   และผลกระทบนั้นต้องเกิดแก่ผู้ด้อยโอกาสมากกว่าต่อคนรวย   

โลกแห่งความเป็นจริงในขณะนี้คือ digital transformation   เน้นที่ AI transformation   ที่มหาวิทยาลัยไทยต้องช่วยให้พื้นที่ในความรับผิดชอบของตน  และประเทศไทย ใช้ความเป็นจริงนี้ สร้างความเป็นจริงใหม่ที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานในพื้นที่รับผิดชอบของตน    รวมทั้งตัวมหาวิทยาลัยเอง ต้องใช้ความเป็นจริงใหม่ ในการปรับตัวมหาวิทยาลัยเอง สู่มิติใหม่ในการทำภารกิจ ที่พิสูจน์ว่าตนเองมี give มากกว่า take   หรือมี ROI (Return on Investment) สูง ต่อสังคม  

หัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ  ต้องระวัง ไม่หลงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งอดีต   ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งอนาคต   ซึ่งหมายความว่า  ที่ผ่านมาบุคลิกของคนมหาวิทยาลัยคือ ความอนุรักษ์นิยม   ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง    ทำอย่างไรจะขับเคลื่อนวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยให้เป็นวัฒนธรรมก้าวหน้า (progressive)   วัฒนธรรมมุ่งเป้าโลกที่เป็นจริงมากกว่าโลกวิชาการ   หรือสามารถเชื่อมโลกวิชาการกับโลกที่เป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งคำหลักเพื่อการนี้คือ พันธกิจเพื่อสังคม (social engagement)   

มหาวิทยาลัย ๔.๐ ทำงานวิชาการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คนหลากหลายแบบ    นำเอานวัตกรรม (ความรู้และเทคโนโลยีที่กินได้ขายได้) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต และของการทำมาหากิน ของผู้คนทุกระดับ ทุกวิถีชีวิต   

มหาวิทยาลัย ๔.๐ ต้องสร้างจิตวิญญาณและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อความยั่งยืนของโลกและสภาพแวดล้อม (SDG)  โดยคนมหาวิทยาลัยต้องพัฒนาจิตวิญญาณด้านใน (IDG) เป็นหลักสำคัญของชีวิต     

มหาวิทยาลัยจะเปลี่ยนขาด (transform) ตนเอง เพื่อทำหน้าที่แก่สังคมตามแนวทางข้างบนได้ ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (systemic change) ของประเทศ และของภูมิภาคภายในประเทศ   ที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ระบบทรัพยากรหรือการเงินที่เข้าไปหนุนมหาวิทยาลัย    รวมทั้งระบบประเมินผลงานหรือผลกระทบ    ระบบอุดมศึกษา (ไทย) ต้องการระบบประเมิน หรือการจัดลำดับแบใหม่    แทนที่ระบบ ranking ของบริษัทต่างประเทศ  ที่ใช้เกณฑ์ที่เอื้อต่อการครอบงำของตะวันตก   เราต้องการระบบประเมินที่หนุนให้มหาวิทยาลัยไทยทำหน้าที่ มหาวิทยาลัย ๔.๐ เพื่อสังคมไทย ชุมชนไทย อย่างแท้จริง         

 

เรื่องนิยามของ มหาวิทยาลัย ๔.๐ นี้   ไม่ได้มีนิยามเดียว    ผมลองถามสหาย เจมิไน เรื่องความหทยของมหาวิทยาลัย ๔.๐ และผลกรทบต่อมหาวิทยาลัยไทย   ได้รับคำตอบดังนี้

 “การศึกษาอุดมศึกษา 4.0: โอกาสและความท้าทายสำหรับมหาวิทยาลัยไทย"

การศึกษาอุดมศึกษา 4.0 หมายถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ลักษณะเด่นของการศึกษาอุดมศึกษา 4.0:

  • เน้นทักษะมากกว่าเนื้อหา: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในโลกจริง เช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
  • การเรียนรู้ที่ปรับเปลี่ยนได้: ใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของแต่ละบุคคล
  • การเรียนรู้อันหลากหลาย: ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามศาสตร์และการเชื่อมโยงความรู้จากหลากหลายสาขาวิชา
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต: ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
  • ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม: สร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้การเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย:

  • การปรับเปลี่ยนหลักสูตร: มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การลงทุนด้านเทคโนโลยี: ต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนออนไลน์และการเรียนรู้แบบผสมผสาน
  • การพัฒนาอาจารย์: ต้องพัฒนาอาจารย์ให้มีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและสามารถสอนในรูปแบบใหม่ๆ
  • การสร้างความร่วมมือ: ต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การสร้างนวัตกรรม: ต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม

โอกาส:

  • ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ: การศึกษาอุดมศึกษา  4.0 จะช่วยให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและมีความพร้อมในการทำงานในศตวรรษที่  21
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน: การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยมีความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ
  • สร้างสรรค์นวัตกรรม: การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคม
  • สร้างรายได้: การให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะช่วยสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัย

ความท้าทาย:

  • การขาดแคลนงบประมาณ: การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
  • การขาดแคลนบุคลากร: การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินการศึกษาในรูปแบบใหม่
  • ความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง: ทั้งอาจารย์และนักศึกษาอาจมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง
  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: นักศึกษาบางกลุ่มอาจไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี

สรุป

การศึกษาอุดมศึกษา 4.0 เป็นโอกาสสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยไทยในการปรับตัวและพัฒนาตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทายหลายประการ มหาวิทยาลัยต้องมีความพร้อมและความมุ่งมั่นในการปรับตัวเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้”

ซึ่งผมมองว่าคำตอบของเจมิไนแคบไป   ผมคิดว่าข้อเขียนของผมก่อนหน้าคำตอบของเจมิไน   ให้มุมมองต่อบทบาทของมหาวิทยาลัย ๔.๐ ที่กว้างกว่า   

เมื่อถาม Generative AI เจ้าอื่น  ก็ได้รับคำตอบที่แคบ อิง Industry 4.0    ที่สู้ข้อเสนอในบทความ University 4.0 : A vision for the future of higher education ไม่ได้   

    

สร้างระบบนิเวศเพื่อการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน

นี่คือหน้าที่ใหม่ของมหาวิทยาลัย ... สร้างระบบนิเวศของการสร้างนวัตกรรม  ที่กระจายอยู่ในทุกหย่อมหญ้า ทุกพื้นที่  ทุก sector ของสังคม  เพื่อสร้างการเติบโตและพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน (inclusive)   เพื่อเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็น เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (innovation-based economy)   และเป็นสังคมฐานนวัตกรรม (innovation-based society)   เน้นพัฒนาคนไทยให้เป็นผู้ก่อการ (agency)  เป็นนวัตกร (innovator)   เป็นนักร่วมมือ (collaborator)     โดยผมตีความว่าในปัจจุบันคนไทยโดยเฉลี่ยอ่อนแอในมิติผู้ก่อการ นวัตกร และนักร่วมมือ    

มหาวิทยาลัย ๔.๐ มีหน้าที่ร่วมสร้าง “พื้นที่นวัตกรรม”  จากมุมของฝ่ายวิชาการ    นั่นคือ มทส. ต้องทำหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนให้พื้นที่นครชัยบุรินทร์เป็นพื้นที่นวัตกรรม           

ขอขอบคุณ รศ. ดร. ประศักดิ์ ถาวรยุติการณ์ ที่กรุณาแนะนำบทความนี้ 

วิจารณ์ พานิช

๒๓ ม.ค. ๖๘