ช่วงปีใหม่ ๒๕๖๘ ผมได้รับของขวัญปีใหม่เป็นชาหลายชนิด ทั้งที่ผลิตจำหน่ายโดยผู้ผลิตในประเทศไทย และในต่างประเทศ   ผมจึงได้โอกาสฝึกสติระลึกรู้ของตนเองจากการชงและดื่มชา    เป็นการเรียนรู้ด้านในอีกรูปแบบหนึ่ง

คนเรามักมีความยึดมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว    ดังคำว่า “ดื่มชา”   เรามักถึงน้ำชาที่มีขายหรือให้บริการโดยทั่วไป   แต่ในกรณีชาที่ผมได้รับเป็นของขวัญมีความต่าง    เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาให้มีความแปลกใหม่สำหรับให้เราได้อยู่กับปัจจุบันเพื่อรับรสและกลิ่นจำเพาะของชาแต่ละชนิด   

แต่จะได้รับรู้รสและกลิ่นจำเพาะของชาแต่ละชนิด  เราต้องชงชาตามกรรมวิธีที่เขาแนะนำ    และที่สำคัญยิ่งกว่า ต้องตั้งสติอยู่กับการชงชา และดื่มชา เพื่อรับรู้รส กลิ่น และความรู้สึกที่เกิดขึ่นในชั่วขณะนั้น   

ผมจึงได้เรียนรู้ว่า ในทุกเรื่อง ทุกกิจกรรมในชีวิต  เราสามารถใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เสมอ    หากเรารู้จักประยุกต์ใช้ “การเรียนรู้จากประสบการณ์” (experiential learning)   ซึ่งหมายความว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ เพื่อเก็บข้อมูลจากความรู้สึกนึกคิดของเราในขณะนั้น   เข้าสู่หน่วยความจำในสมอง    และนำมาตีความสะท้อนคิดสู่ความหมายหรือหลักการเชิงนามธรรม   สำหรับนำไปใช้ในโอกาสต่อไปของชีวิต   

“การเรียนรู้จากประสบการณ์” จะมีความลึก และแปลกใหม่ หากเราฝึกรับรู้ประสาทสัมผัส (sensing) ให้มีความละเอียดอ่อน รับรู้ประสาทสัมผัสได้ในหลากหลายมิติอย่างซับซ้อน  ที่ในหลายด้านไม่สามารถอธิบายเป็นถ้อยคำได้   

ผมเข้าใจว่า ขั้นตอนรับรู้ (sensing)  กับรู้สึก (feeling) ต่างกัน  เป็นคนละขั้นตอน    ในการประชุมคณะกรรมการ การประชุมวิชาการ Soul Connect Fest เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๘ มีท่านผู้รู้บอกว่า    คนเราต้องมีสติ รู้ว่าเมื่อไรจะใช้เหตุผลนำ เมื่อไรจะใช้ความรู้สึกนำ    ผมได้เรียนรู้จาก อ. หมอประเวศมานานแล้ว ว่านักวิชาการมักมืดบอดด้านความรู้สึก   เพราะถูกสอนให้ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความรู้สึก   ต้องอยู่กับข้อมูลหลักฐานหรือเหตุผล    ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องของวิชาการ   

แต่ชีวิตจริงมีมากและกว้างกว่าวิชาการ   มีความซับซ้อนกำกวม   ในขณะที่วิชาการเอาเรื่องแบบนี้ออกไปหมด เพื่อให้มีเพียงข้อมูลที่มีความชัดเจนแม่นยำเป็นรูปธรรม    ในชีวิตจริง โดยเฉพาะเมื่อต้องการเน้นที่มิติทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ   ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่คลุมเครือ มองได้หลายด้านหลายมิติ    ที่เราเรียกว่าเป็นสถานการณ์ที่ VUCA, BANI, Wicked Problem    

ผมตีความว่า หากเราฝึกตัวเองให้มีความสามารถรับรู้ในมิติที่ละเอียดอ่อนอยู่เสมอ เมื่อเราเผชิญเรื่องราวในชีวิตจริง เราจะรับรู้ (sensing) ได้อย่างละเอียดอ่อน และตีความหาความหมายได้เลยจากมิติที่คนทั่วไปคิด    ช่วยให้เราสร้างนวัตกรรมทางความคิดได้จากทุกย่างก้าว ทุกกิจกรรมที่เราเข้าร่วม   ทำให้ชีวิตมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลาในมิติด้านจิตตปัญญา     

ผมบอกตัวเองว่า การได้รับของขวัญปีใหม่เป็นชาแปลกๆ   เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา   ที่เกิดจากผมนำมาใช้ฝึกฝนตนเองด้านผัสสะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจการเคลื่อนไหว   ฝึกการอยู่กับปัจจุบันขณะ รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับปัจจุบันขณะผ่านผัสสะ ๗ ด้าน    เอามาตีความหาความหมายในชีวิต    ซึ่งในกรณีนี้คือการฝึกรับรู้และตีความหาความหมายจากปัจจุบันขณะ            

ผมได้เรียนรู้ว่า การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสนองความเคยชิน  กับดื่มเครืองดื่มเพื่อฝึกประสาทสัมผัสแตกต่างกัน    เครื่องดื่มหรือประสบการณ์แปลกใหม่ช่วยให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์  ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสแบบที่เราไม่เคยชิน   ช่วยให้เราได้สร้างสมประสบการณ์ชีวิตในมิติที่ลึกและตามปกติไม่เคยได้เรียนรู้   เพราะเราถูกฝึกมาให้รับรู้ประสาทสัมผัสในระดับที่หยาบ  หรืออธิบายได้ง่ายหรือชัดเจน    แต่ชีวิตจริงของมนุษย์ต้องเผชิญความไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนมากมาย   การได้ฝึกรับรู้และตีความหาความหมายในสถานการณ์เช่นนั้น จึงมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต ตามความเป็นจริงที่ไม่ชัดเจน มีความกำกวม ไม่แน่นอน        

วิจารณ์ พานิช

๖ ม.ค. ๖๘