อ. แหวว พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร นัดกับคุณเปา ชวนทีมงานที่เติบโตแยกย้ายกันไปทำงานเพื่อช่วยเหลือคนไร้รัฐในทางกฎหมาย มาคุยกันที่มูลนิธิสยามกัมมาจล เช้าวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๗ หลังจากผมห่างไปนานหลายปี
จำได้ว่าที่พบกันครั้งหลังสุดตอนไประนองและเกาะสอง - มะลิวัน (๑) (๒) และก่อนหน้านั้น ๖ เดือน ไปชายแดนตาก (๓) ที่เมื่อฟื้นความหลัง ผมตีความว่า อ. แหวว เป็นคนมีไฟแรงสูง (passion) ที่แพร่เชื้อติดต่อไปยังคนใกล้เคียง จึงมีลูกศิษย์มาก ประกอบกับทำต่อเนื่อง ในลักษณะทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน จึงมีผลงานเป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไป
ท่านและลูกศิษย์ ทำงานไปเรียนรู้ไป ในลักษณะของ การเรียนรู้จากประสบการณ์ ผมยุให้ท่านตีพิมพ์ผลงานและขอตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์ ท่านก็ทำงานเพลินจนมาขอตำแหน่งตอนใกล้เกษียณอายุราชการ และผมเขียนคำรับรองผลงานริเริ่มทางวิชาการของท่านที่ (๔) และปรารภผลงานของท่านที่ (๕)
เมื่อเป็นการพบปะกันหลังทิ้งช่วงไปหลายปี จึงเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้พัฒนาการของสมาชิกแต่ละคนในช่วงเวลา ๑ ทศวรรษ ทั้งจากการสังเกต และจากการฟังเรื่องราว เป็นโอกาสที่หายาก รวมทั้งเป็นโอกาสให้ผมเรียนรู้ว่าสภาพของการปฏิบัติตามกฎหมายสัญชาติของไทยก้าวหน้าไปมากแค่ไหน
ตื่นเช้าวันที่ ๒๘ ธันวาคม ก็ได้รับอีเมล์ของ อ. แหวว ส่งรูปความหลังมาให้ เริ่มจากวันอังคารที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ที่หมู่บ้านห้วยแห้ง อ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรี การเสวนาเพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย
ในภาพ คนที่นั่งด้านขวามือของผมคือ รศ. ดร. ขจิต จิตเสวี ผอ. ฝ่าย ๑ ด้านความสัมพันธ์ข้ามชาติและทางเลือกในการพัฒนา ของ สกว. ในขณะนั้น สภาพของผมในขณะนั้นคือ เป็น ผอ. สกว. ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในด้านปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย รวมทั้งไม่รู้เรื่องความตึงเครียดระหว่างฝ่ายปกครองบ้านเมืองกับประชาชนในบริเวณนั้น แต่ก็โชคดีที่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ เข้าใจว่าผู้เข้าร่วมเสวนาน่าจะตระหนักว่าท่าทีของ ผอ. สกว. ตรงไปตรงมา ต่อหลักการใช้วิชาการเพื่อช่วยเหลือสถานะบุคคลตามกฎหมาย
ต่อมาในเดือนกันยายน ๒๕๕๓ ที่ อ. อุ้มผาง จ. ตาก (๖) (๗) (๘) เป็นครั้งแรกที่ อ. แหววลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับ ๔ หมอ และมีความร่วมมือแน่นแฟ้นมาจนปัจจุบัน
ต่อมา ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่มูลนิธิสยามกัมมาจล
ต่อมาเดือนกันยายน ๒๕๕๗ ไประนองและเกาะสองของพม่า (๑) (๒) ดังชุดรูปที่ท่าเรือไปเกาะสองของ อ. แหวว
ครั้งสุดท้ายที่พบกันวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๒ ที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ดังชุดรูป
รูปหมู่ของผู้มาร่วมเสวนาวันที่ ๒๘ ธันวาคม มีดังนี้
เป็นการพูดคุยทบทวนเรื่องราวของ อ. แหวว นักกฎหมายที่ไปเรียนมาด้านกฎหมายเพื่อคนรวย คือกฎหมายธุรกิจ แต่บุญบันดาลให้มาเป็นนักกฎหมายเพื่อคนจนและคนยาก ด้วยวิญญาณของค่านิยมของการทำเพื่อประโยชน์ของผู้ต้องการความช่วยเหลือ ที่ผมบอกว่าเป็นคล้ายติดยาเสพติด คือติดเอ็นดอร์ฟินที่หลั่งออกมาเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น
ผมได้เรียนรู้ว่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่มีการตีความกฎหมายต่างกันโดยต่างหน่วยงาน หรือต่างกลุ่มคน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน เรื่องทำนองนี้คงจะไม่มีวันหมด เพราะกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องการหลักการทางสังคมศาสตร์และค่านิยมหรือจริยธรรมมาประกอบการตีความด้วย โดยทีม อ. แหวว เน้นหลักการด้านสิทธิมนุษยชน เข้าทำนองนักกฎหมายมนุษยนิยม ไม่ใช่อำนาจนิยมอย่างหน่วยงานผู้รักษากฎหมายโดยทั่วไป ผมตีความอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ
เราได้เรียนรู้จากคุณเอ๊ะ ทนายความที่เวลานี้เป็น สส. บอกว่าตอนเป็นทนายเป็นผู้ใช้กฎหมาย ตอนนี้เป็น สส. ทำหน้าที่ออกกฎหมาย ตนเองอยากเห็นการแก้ปัญหาสังคมโดยใช้วิชาการ เราได้รับรู้ว่า การมีความเห็นและท่าทีต่างกันเป็นธรรมดาของการรวมกลุ่มไม่ว่ารูปแบบใด รวมทั้งในพรรคการเมือง
ผมชี้ให้เห็นว่า ความรู้จากหลักการหรือกฎหมายไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาหรือพัฒนาบ้านเมือง เพราะหลักการหรือกฎหมายเป็นการลดทอนความซับซ้อน เอามาเฉพาะแก่นของเรื่อง แต่ในชีวิตจริงไม่ว่าเรื่องใด มีความซับซ้อนและไม่คงที่ (เป็นพลวัต) การประยุกต์ใช้กฎหมายหรือหลักการจึงต้องตามมาด้วยการเก็บข้อมูลผลของการใช้ นำมาสะท้อนคิดเพื่อเรียนรู้หลักการเพิ่มเติม เอามาประกอบการใช้กฎหมาย และทีม อ. แหวว เน้นสะท้อนคิดโดยใช้หลักการทางสังคมศาสตร์แนวมนุษย์นิยม เป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นวงจรเรียนรู้และพัฒนาไม่รู้จบ ทำให้สามารถผลิตผลงานวิชาการได้เรื่อยไป
ฟังดูแล้ว ทายาททางวิชาการของ อ. แหวว น่าจะเป็น ผศ. ดร. ธนภัทร ชาตินักรบ (อ. แบ๊งค์) แห่งคณะนิติศาสตร์ มธ. ที่เป็นผู้เขียนเอกสารขอตำแหน่งศาสตราจารย์ให้แก่ อ. แหวว อีก ๗ คนที่มาร่วม ๕ คนเป็นลูกศิษย์ที่มีงานทำแล้ว สองคนเป็นอาจารย์ คนหนึ่งเป็นข้าราชการกรมการปกครอง คนหนึ่งเป็น สส. และอีกคนหนึ่งทำงานเอ็นจีโอ ที่จริงยังมีที่ทำงานองค์การต่างประเทศ และที่ไม่ได้มาร่วมอีกจำนวนมาก การมีลูกศิษย์กระจายตัวอยู่ในที่ต่างๆ หลากหลายหน้าที่แต่ยังติดต่อประสานงานกันนี้ น่าจะเป็นกลุ่มนักกฎหมายเพื่อสังคมที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมมหาศาล
ตอนท้ายคุณเปาช่วยสรุปการพูดคุย ๓ ชั่วโมงเศษ ตามในภาพ ได้เป็นข้อสรุป ๓ ประเด็นหลักสำหรับให้คนรุ่นต่อไปพิจารณาดำเนินการ
- ความเห็นของผม เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ
- ถอดบทเรียนการทำงานของ อ. แหววในช่วง กว่า ๓๐ ปี สำหรับใช้ขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อคนยากลำบากจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคนชายของ คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ
- วิชาการเกี่ยวกับการใช้ชุดกฎหมาย นำข้อมูลของเหตุการณ์ทั้งหมดมาตีความเพื่อการเรียนรู้ และยกระดับความรู้ทั้งความรู้ทางวิชาการและความรู้ปฏิบัติ
ผมให้การบ้านคำถาม AAR ๖ ข้อ ให้รวบรวมเผยแพร่ในกลุ่มภายใน ๗ วัน เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน
เช้ามืดวันที่ ๒๙ ธันวาคม ผมออกไปเดินออกกำลังพร้อมกับฟังเสียงการประชุมที่บันทึกไว้ ได้ข้อสรุปว่า ช่วงเวลา ๓ ชั่วโมงเศษให้ประโยชน์แก่ผมมาก ในด้านช่วยให้ระลึกชาติกลับไป ๓๒ ปี สมัยทำงานเป็น ผอ. สกว. ช่วยให้เข้าใจว่าพฤติกรรมบางแบบของผมก่อผลดีหรือไม่ดีอย่างไรบ้าง รวมทั้งได้เข้าใจพฤติกรรมของคนอื่นในมิติที่ลึก เป็น real-world learning ที่มีค่ายิ่งต่อชีวิต นำสู่การสะท้อนคิดเรื่องราวในอดีต สู่การเรียนรู้ที่ลึก ได้การเรียนรู้จากการปฏิบัติ
ถึงเช้าวันปีใหม่ ลูกศิษย์ อ. แหวว ๔ คนทะยอยส่งการบ้าน ตอบคำถามครบถ้วน ๖ ข้อทุกคน และทุกคนประทับใจความสามารถในการสรุปการสนทนา ๓ ชั่วโมง ลงในกระดานขาวหนึ่งหน้าและอธิบายได้อย่างเชื่อมโยงครบถ้วน และทุกคนเข้าใจเรื่องพลังของการดำเนินการกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนไร้สัญชาติหรือไร้รัฐในมิติที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการเรียนรู้จากการปฏิบัติ และพลังของการจัดการ
วิจารณ์ พานิช
๑ ม.ค. ๖๘
ไม่ได้เห็นพี่เปาและอ.แหวว นานมากเลยครับ
อยากบันทึกตอบในโกทูโนค่ะ แต่เพิ่มบันทึกไม่ได้ค่ะ พยายามแล้วหลายรอบค่ะ เลยไปตอบในเฟซบุ๊คค่ะ ตามนี้ค่ะ »> #ขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์พานิช #สำหรับความเห็นเพื่ออาจารย์แหวว #ในการดำเนินชีวิตหลังเกษียณ #คำขอเมื่อขอนัดคุย #คำตอบเมื่อคุยแล้ว การนัดพบในกาลเวลาเมื่อเดือนธันวาคม2567 #กวนตะกอนอีกครั้งเมื่อวันที่9กุมภาพันธ์2568https://www.facebook.com/archanwell/posts/pfbid02AiA9WVnRGVwKfR1xexNhQxQdGe9Y7g3KUysKQqBiZJ3yU7Ris4CmKQEvbdxjaNeAl