หนังสือแปล ปัญญาเชิงระบบ พลังสร้างสรรค์และปัญญา ใช้ชีวิตดีขึ้นด้วยปัญญาเชิงระบบ   จัดพิมพ์โดย MadMan Books  แปลจากหนังสือ Being Better Better : Living with Systems Intelligence (2015)    เขียนโดยศาสตราจารย์ชาวฟินแลนด์ ๒ ท่านคือ Raimo Hamalainen กับ Esa Saarinen  และ Rachel Jones    โดยแนวคิดเรื่อง ปัญญาเชิงระบบร่วมกันเสนอโดยศาสตราจารย์ทั้งสองในปี ๒๕๔๗ คือ ๒๐ ปีมาแล้ว     

ผมตีความว่า นี่คือปัญญาปฏิบัติ  ที่เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) หรือจากชีวิตจริง    เป็นการเรียนรู้และปัญญาที่แท้จริงของมนุษย์   ที่ถูกบดบังโดยการเรียนรู้แบบแยกส่วนและเป็นเส้นตรง ของระบบการศึกษาที่มนุษย์พัฒนาขึ้น และมีส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาอารยธรรมมนุษย์มาหลายพันปี    และจะต้องใช้งานไปอีกเรื่อยไป

แต่จะต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้แนวปัญญาเชิงระบบ    เรียนรู้จากชีวิตจริง สถานการณ์จริง ที่มีการวนกลับเป็นวงรอบ (loop)    ในลักษณะ double-loop learning    และมองสถานการณ์จริงและการเรียนรู้จริงเป็นสภาพที่มีความซับซ้อน มีหลากหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง  ไม่เป็นเส้นตรง   มีความกำกวมไม่ชัดเจน และมีความไม่แน่นอนคาดเดาไม่ได้อยู่ในระบบ   ในแต่ละวงรอบของการเรียนรู้ต้องใช้พลังของการสะท้อนคิดร่วมกันและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน    เพื่อยกระดับความเข้าใจระบบที่ซับซ้อนนั้น

ปัญญาเชิงระบบจึงเกิดจากการเรียนรู้จากการสะท้อนคิด (reflective learning) สิ่งที่ประสบจากสถานการณ์จริง    ที่ต้องสะท้อนคิดสู่หลักการ   แล้วนำหลักการที่คิดได้ไปลองปฏิบัติ เพื่อตรวจสอบว่าคิดได้ตรงความเป็นจริงหรือไม่   ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle                   

ผมมองว่า ปัญญาเชิงระบบ  หรือปัญญาจากประสบการณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีจุดจบ  มีการเรียนรู้และปรับตัวเรื่อยไปไม่สิ้นสุด    เพราะสภาพแวดล้อมของระบบมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง    และที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นๆ   และเมื่อปัญญาประดิษฐ์เก่งขึ้นอย่างในปัจจุบัน และดูเสมือนว่าจะคิดเก่งกว่ามนุษย์ในหลายด้าน ปัญญาเชิงระบบในโลกนี้จะเป็นอย่างไร 

คำตอบของผมคือ   ระบบการศึกษาของมนุษย์ต้อง “เดินสองขา”    คือขาเรียนรู้วิชาการอย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  กับขาเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง    ควบคู่กันไป    เพื่อให้มนุษย์มีปัญญาเชิงระบบ   และเป็นผู้สร้างปัญญาเชิงระบบใส่ตัว จากการดำรงชีวิต การทำงาน และจากปฏิสัมพันธ์  ทั้งจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับเพื่อนมนุษย์  และจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI    

ผมจึงลองเสวนากับ Gemini ทดสอบความคิดของเขาและถามเกี่ยวกับแนวคิดของผม ได้คำตอบดังนี้ 

การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้แบบวนซ้ำ และวัฏจักรการเรียนรู้ของคอล์บ ช่วยส่งเสริมระบบอัจฉริยะได้อย่างไร

ใช่แล้วค่ะ การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้แบบวนซ้ำ และวัฏจักรการเรียนรู้ของคอล์บ ล้วนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมระบบอัจฉริยะ

เหตุผลก็คือ:

  • การเรียนรู้จากประสบการณ์:
    • ประสบการณ์ตรง: การเรียนรู้จากประสบการณ์เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ทำให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมของระบบได้อย่างชัดเจน เข้าใจความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ และสามารถระบุรูปแบบและวงจรป้อนกลับได้
    • การประยุกต์ใช้ในโลกจริง: การนำความรู้ทางทฤษฎีไปใช้ในสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าระบบทำงานอย่างไร และการกระทำของตนเองส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมอย่างไร
    • การเรียนรู้ที่ปรับตัวได้: การเรียนรู้จากประสบการณ์ส่งเสริมให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนความเข้าใจและพฤติกรรมตามประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของระบบอัจฉริยะที่ต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้
  • การเรียนรู้แบบวนซ้ำ:
    • ท้าทายสมมติฐาน: การเรียนรู้แบบวนซ้ำไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่ยังรวมถึงการตั้งคำถามถึงสมมติฐาน ความเชื่อ และแบบจำลองทางจิตที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา
    • การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ: การระบุและแก้ไขสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง แทนที่จะแก้ไขแค่ผลลัพธ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและครอบคลุมระบบโดยรวม
    • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง: กระบวนการวนซ้ำของการสะท้อนคิดและปรับเปลี่ยน ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
  • วัฏจักรการเรียนรู้ของคอล์บ:
    • มุมมองที่ครอบคลุม: วัฏจักรของคอล์บเน้นความสำคัญของทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์จริง การสะท้อนคิด การสร้างแนวคิดเชิงนามธรรม และการทดลองปฏิบัติ ทำให้เกิดความเข้าใจระบบที่ครอบคลุม
    • ความเชื่อมโยง: ลักษณะเป็นวัฏจักรของรูปแบบของคอล์บแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของแต่ละขั้นตอนในการเรียนรู้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสะท้อนคิดและนำไปประยุกต์ใช้ในประสบการณ์ต่อไป
    • การเรียนรู้ที่เป็นรายบุคคล: รูปแบบของคอล์บยอมรับว่าแต่ละบุคคลมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์จึงมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อสามารถปรับให้เข้ากับความแตกต่างของแต่ละบุคคล

สรุป:

การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้แบบวนซ้ำ และวัฏจักรการเรียนรู้ของคอล์บ ล้วนเป็นกรอบแนวคิดที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาระบบอัจฉริยะ โดยเน้นที่ประสบการณ์จริง การสะท้อนคิด และการปรับตัว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการเข้าใจและมีปฏิสัมพันธ์กับระบบที่ซับซ้อน

ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สะท้อนคิด และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบ และสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ปัญญาเชิงระบบเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์แต่กำเนิด และพัฒนาขึ้นผ่านการปฏิบัติและเรียนรู้   ปัญญาเชิงระบบกับปัญญาปฏิบัติเชื่อมโยงกัน    และผมตีความต่อว่า ปัญญาเชิงระบบเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับกระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset)  และกระบวนทัศน์เชิงบวก (positive mindset)   ในท่ามกลางความซับซ้อนไม่ชัดเจน มีโอกาสให้เราพัฒนาระบบ และพัฒนาตัวเราเองอยู่ด้วยเสมอ   

ต้องอ่านเองนะครับ จึงจะสนุกและสัมผัสความหมายที่แท้จริงของ “ปัญญาเชิงระบบ” ตามความหมายของผู้เขียน    ว่ามันมีอยู่ละเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ละคน   เราอาจตีความว่า หมายถึงอนิจจังไม่เที่ยง ก็ได้   

ท่านที่สนใจเข้าค้นเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://systemsintelligence.aalto.fi/   

วิจารณ์ พานิช 

๒๕ ธ.ค. ๖๗