เช้าวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๗ ผมนั่งเครื่องบินกลับจากเชียงใหม่   ได้ที่นั่ง 1D   สักครู่ก็มีหญิงสูงอายุมานั่งที่ 1F   และที่นั่ง 1A – C เป็นทีมคณะแพทยศาสตร์ มช. ที่ผมคุ้นเคย    นำโดย ศ. (คลินิก) เกียรติคุณ นพ. นิเวศน์ นันทจิต   ผมถามเรื่องปัญหาค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลติดลบจากนโยบายผู้ป่วยมะเร็งรักษาทุกที่   และเสนอว่าต้องใช้ผลการวิจัยเพื่อหาทางออกที่ดีต่อผู้ป่วย และโรงพยาบาลอยู่ได้ทางการเงิน   

คงจะคุยกันเสียงดังจนสาวใหญ่ที่นั่งข้างผมจับความได้   จึงชวนผมคุย  ในที่สุดจึงรู้ว่าท่านเป็น สว. ชื่อกัลยา ใหญ่ประสาน มาจากจังหวัดลำพูน    ท่านแนะนำตัวเองว่าเป็นชาวนา  เน้นทำเกษตรอินทรีย์    เป็นศิษย์เก่าคณะเกษตร มช. รหัส ๑๙  แต่เรียนไม่ครบปีก็หนีเข้าป่าไปร่วมขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์    ไปอยู่ในเขตภูเขาแถวอำเภอแม่แจ่ม ที่เป็นเขตที่ขบวนการคอมมิวนิสต์ห้ามมีเสียงปืน   ใช้วิธีทำสงครามแย่งชิงประชาชน   ได้ไปเรียนเป็นหมอฝังเข็มที่ประเทศจีน   อยู่ในป่า ๔ ปี 

ท่านบอกว่าลูกชายคนโตเป็นหมอที่ศิริราช ชื่อ รศ. นพ. ณัชชา ยอดระบำ   ลูกชายคนเล็กเป็นนักไอทีทำงานบริษัท   คุยกันเพลินจนเครื่องบินลงไม่รู้ตัว   โดยรู้ว่าท่านเรียนจบปริญญาโท   โดยยังทำนา และเคยทำร้านอาหาร   และเป็น activist ตั้งแต่เป็นนักเรียนจนตอนนี้น่าจะอายุราวๆ ๖๖   และคำบอกเล่าการทำหน้าที่ สว. ของท่านทำให้ผมรู้จัก สว. สีน้ำเงิน    แต่ท่านเป็น สว. อิสระ     

กลับมาค้นที่บ้านจึงรู้ว่าท่านเป็นนักวิจัย สกว. ด้วย    มีผลงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบการตลาดเกษตรอินทรีย์ของเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จังหวัดลำพูน”      

หากค้น Google ด้วยคำหลัก “กัลยา ใหญ่ประสาน” จะพบว่า ท่านเป็นวุฒิสมาชิกที่อภิปรายบ่อยมาก   เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เข้ามาทำหน้าที่วุฒิสมาชิก  หาทางสร้างโอกาสมีชีวิตที่ดีแก่ชาวบ้าน อย่างน่าชื่นชม    เน้นการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน   

บอกเราว่า สังคมไทยไม่ไร้คนดี   ที่มุ่งทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 

วิจารณ์ พานิช 

๒๔ ธ.ค. ๖๗