การประชุม 4th World Scout Education Congress ที่นิวยอร์ก ระหว่างวันที่ ๑ - ๓ ธันวาคม ๒๕๖๖   ช่วง The Future of Education and Skills : Looking Beyond 2030 ประเทืองปัญญามาก  ให้มุมมองที่ต่างจากการศึกษาที่ดำรงอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ   

วิทยากร คือ Andreas Schleicher, OECD Director for Education and Skills    บอกเราว่า การศึกษาในปัจจุบันต้องเน้นเตรียมคนไปเผชิญอนาคตที่เราจินตนาการไปไม่ถึง    ในการบรรยายหัวข้อ Educating learners for their future – not our past   ที่มีความทันสมัย  อิงข้อมูล และผ่านการสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด ของผู้มีประสบการณ์สูงที่สุดคนหนึ่งด้านการศึกษาของโลก

เขาเน้นการพัฒนาสมรรถนะด้านการเป็น Agency ของผู้เรียน (ความเป็นผู้ริเริ่มกระทำการ) ว่าสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตในโลกอนาคต   ที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และคิดต่อว่า การบริหารระบบการศึกษาของรัฐไทยมีผลในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง    เพราะระบบการศึกษาของเราบริหารแบบควบคุมสั่งการ หรือ top-down   ทำให้ครูไม่มีสมรรถนะด้านการเป็นตัวของตัวเอง   ไม่กล้าคิดริเริ่มสร้างสรรค์เอง    เอาแต่คอยรับคำสั่ง    ครูที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมการทำงานแบบนี้จะหนุนให้นักเรียนมีสมรรถนะ agency  เพื่อเติบโตเป็น agentic citizen ได้อย่างไร 

 ถัดมาคือการพัฒนาชุดความคิด เน้น Growth Mindset ที่หนุนให้เกิดความมานะพยายามต่อสู้ความยากลำบาก โดยเชื่อว่าตนเป็นคนที่พัฒนาได้   แม้เผชิญความล้มเหลวก็ไม่ล้มเลิกความมานะพยายาม   

ต่อด้วย ความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity)  จากการศึกษาที่เน้นฝึกตั้งคำถาม มากว่าเน้นที่คำตอบ    ประเทศที่การศึกษาอ่อนแอด้านนี้ เด็กยิ่งโต ความสร้างสรรค์ยิ่งลดลง    เข้าทำนองการศึกษาทำลายเด็ก    เพราะมุ่งสอนให้เด็กเชื่อและจำ    ส่งผลทำลายความกล้าคิดกล้าทดลอง 

 ในยุคนี้ ทักษะที่เคยเรียกว่า soft skills  บางตัวกลายเป็น hard skills เช่น curiosity, courage, leadership   และ hard skills บางตัวกลาย soft skills เพราะ AI เข้ามาแทนที่   เป็นแนวคิดว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป ทักษะจำเป็นก็เปลี่ยนไปด้วย

ที่น่าสนใจมากคือแนวคิดการแข่งขันระหว่างเทคโนโลยีกับการศึกษา    ดังในรูป

    

ที่เขาได้แนวคิดมาจากหนังสือ The Race Between Education and Technology (2009)  เขียนโดย Claudia Goldin & Lawrence F. Katz   ว่าการศึกษาต้องพัฒนาให้อยู่เหนือพัฒนาการของเทคโนโลยี สังคมจึงจะดี   เรากำลังเข้าสู่สภาพที่ท้าทายวงการศึกษามาก ว่าจะยกระดับขึ้นไปเหนือเทคโนโลยีได้อย่างไรในอนาคต    เพื่อให้คนอยู่เหนือเทคโนโลยี    ให้เทคโนโลยีรับใช้คน   ไม่ใช่คนรับใช้เทคโนโลยี 

ในยุคที่ความรู้เพิ่มเร็วแบบระเบิดเช่นปัจจุบัน  การศึกษาต้องหนุนให้ผู้เรียนคิดเองว่าอยากเรียนอะไร และเรียนรู้อย่างไรจึงจะเกิดผลดีที่สุด  ที่ผมตีความว่า การศึกษาต้องมุ่งหนุนให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยใคร่รู้ (curiosity)   เกิดไฟ (passion) แห่งการเรียนรู้ลุกโพลง    ซึ่งหมายความไม่ใช่ผู้รอรับการถ่ายทอดความรู้จากครูหรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ   แต่เป็นผู้ไขว่คว้าค้นหาความรู้และพัฒนาสมรรถนะของตนเอง             

 Andreas Schleicher เสนอภาพอนาคตด้านการศึกษาหลากหลายแบบ ทั้งที่ก่อผลดี และก่อผลร้ายต่อบุคคลและสังคม   และบอกว่ายังมีภาพอนาคตได้อีกเป็นร้อยแบบ   ที่เราไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะเป็นอย่างไร    แต่เราพอจะเดาได้ว่า ดำเนินการอย่างไร  ส่งผลต่อคุณลักษณะคนในอนาคตแบบไหน

ผมแปลกใจที่ YouTube ชิ้นนี้มีคนเข้าชมน้อย    ทั้งๆ ที่มีคุณภาพสูงยิ่ง    คนในวงการศึกษาควรเข้าชม

วิจารณ์ พานิช

๒๐ ธ.ค. ๖๗