เช้ามืดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ผมออกไปเดินออกกำลังกายพร้อมกับฟัง YouTube เรื่อง Experimenting with AI in the Classroom   ในรายการ Education Now Webinar  ของ Harvard Graduate School of Education    ได้ไอเดียมาเขียนบันทึกนี้ 

เพราะมีวิทยากรท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ตนไม่คิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผลการศึกษาคือคะแนนสอบ    แต่ตนเชื่อว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาคุณสมบัติความเป็นผู้ก่อการ (Agency) ของผู้เรียน    ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง    

จึงนำมาสะท้อนคิดสถานการณ์การศึกษาไทย ว่าทำอย่างไรการศึกษาไทยจึงจะหนุนให้นักเรียนพัฒนาความเป็น agency ของตนเอง    ที่จะทำให้พลเมืองไทยในอนาคตมีความเป็น agentic citizen  หรือความเป็นพลเมืองผู้ก่อการ   ซึ่งหมายถึงการลุกขึ้นมาช่วยกันริเริ่มกิจกรรมเพื่อสร้างสรรค์สังคม    ไม่เป็นพลเมืองผู้เฉี่อยชา หรือนิ่งดูดาย (passive citizen)    หรือมุ่งแต่จะรอรับการช่วยเหลือ   

ผมมีความเชื่อว่า คุณสมบัติความเป็นผู้ก่อการเป็นสิ่งที่มีอยู่ในความเป็นมนุษย์   หรือเป็นธรรมชาติของมนุษย์    แต่คุณสมบัตินี้ถูกยับยั้งโดยการเลี้ยงดู  โดยกระแสสังคม และโดยระบบการศึกษา   ในทำนองเดียวกันกับเรื่องความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) ที่มีผลการวิจัยในต่างประเทศ บอกว่า    เด็กเล็กมีความสร้างสรรค์สูงมาก  แล้วลดลงเรื่อยๆ เมื่อโตขึ้น และเมื่อเข้าวัยรุ่นก็เหลือเพียงร้อยละ ๓ ของเมื่อเป็นเด็กเล็ก   

หากความเชื่อดังกล่าวถูกต้อง ระบบการศึกษาไทยต้องดำเนินการลดทอนปัจจัยกดทับยับยั้งความเป็นผู้ก่อการของเด็ก    ซึ่งหมายถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (learning ecosystem) ของเด็ก    ให้เด็กได้มีโอกาสได้ฝึกคิดเอง นำมาลองดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ   ได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลว ในการดำเนินการของตน    ซึ่งก็คือ การจัดให้เด็กได้เรียนรู้เชิงรุก (active learning) นั่นเอง   ไม่มีอะไรใหม่สำหรับวงการศึกษาไทยในเรื่องหลักการ   

แต่ที่วงการศึกษาไทยน่าจะร่วมกันเอาใจใส่คือ การสร้างระบบนิเวศของระบบการศึกษาไทย   ที่ลดวัฒนธรรมสั่งการจากผู้มีอำนาจให้ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ดำเนินการ    คือต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจสั่งการในแนวดิ่ง    มาเป็นความสัมพันธ์แนวระนาบ    ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน  และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก   

เราต้องไม่ลืมว่า เด็กมีความไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัว   สภาพแวดล้อมที่เน้นอำนาจแนวดิ่งจะส่งผลให้เด็กไม่กล้าคิดเอง  ไม่กล้าริเริ่ม    การฝึกฝนพัฒนาความเป็นผู้ก่อการจึงถูกยับยั้งโดยอัตโนมัติ   เด็กไทยจึงเติบโตขึ้นเป็นคนรอคำสั่งจากผู้มีอำนาจ    ไม่เป็นคนที่ร่วมกันริเริ่มการกระทำดีๆ ต่อสังคมด้วยตนเอง  โดยไม่รู้ตัว   

ผมเสนอในบันทึกนี้   เพื่อให้ท่านผู้อ่านพิจารณาว่า ความคิดของผมถูกต้องหรือไม่   เป็นความเพ้อฝันไร้สาระของคนแก่ หรือเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองของเรา    หากเป็นเรื่องสำคัญ เราจะร่วมกันทำอะไร และไม่ทำอะไรบ้าง   เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศในสังคม เน้นบรรยากาศในระบบการศึกษา ที่เน้นความสัมพันธ์แนวราบ   ความสัมพันธ์เชิงบวก ระหว่างกัน 

วิจารณ์ พานิช

๓๑ ธ.ค. ๖๗  วันสิ้นปี