ผมปิ๊งแว้บหัวข้อบันทึกนี้จากการอ่านหนังสือ The World I See : Curiosity, Exploration, and Discovery at the Dawn of AI เขียนโดย ศ. Fei-Fei Li แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ถึงบทที่ 8. Experimentation ที่เล่าถึงวิธีส่งเสริมให้มีการใช้ ImageNet ขับเคลื่อนการพัฒนา AI ด้านการรับรู้และตีความความหมายของภาพ ตามแนวทางที่ใช้พลังของ CrowdSourcing บน Internet

ยิ่งเมื่ออ่านถึงบทที่ 10 Deceptively Simple ที่เล่าการเผชิญความซับซ้อนในการวิจัยประยุกต์ใช้ AI ช่วยยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ที่เริ่มจากโจทย์ใช้ AI ช่วยหนุนให้การล้างมือของหมอมีความครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กำหนด ต่อด้วยการหนุนให้การบริบาลโดยพยาบาลให้ความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น ที่ต้องฟันฝ่าความไม่สบายใจของพยาบาล ว่าจะโดนใช้ระบบ เอไอ ตรวจสอบ ให้กลายเป็นระบบที่ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ความจริงว่า เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เช่นผู้ป่วยตกเตียง เหยื่อของความผิดพลาดมี ๒ คน คือผู้ป่วย กับพยาบาลเวร โดยพยาบาลเวรจะมีบาดแผลทางใจรุนแรงมากจากจิตวิญญาณความรับผิดชอบทางวิชาชีพ (เป็นระบบหนุน patient safety ไม่ใช่ระบบ performance review ต่อผู้ปฏิบัติงาน) นำสู่ระบบวิจัยที่ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้เดิมนับสิบเท่า และกลายเป็นงานวิจัยสหวิทยาการที่ครอบคลุมสาขาวิชาการกว้างขวางมาก ทีมวิจัยประกอบด้วย วิศวกร, นักวิจัย เอไอ, แพทย์, นักชีวจริยศาสตร์ (bioethicist), และนักกฎหมาย

อ่านไปคิดไป โดยสวมวิญญาณอดีตนักบริหารงานวิจัย ผมคิดชาลาปฏิบัติการใหม่ของนักบริหาร ววน. ออก ว่าต้องมีการจัดการโจทย์ที่มาจากภาคปฏิบัติ หรือชีวิตจริงของงานที่ซับซ้อน มีความร่วมมือของผู้นำวิจัยจากต่างศาสตร์ และมีทุนวิจัยหนุน โดยทีมวิจัยทำงานวิจัยในสไตล์เดียวกับที่ผมบริหาร สกว. เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว คือ “ข้ามเหวพร้อมกับสร้างสะพาน” คือมีเป้าหมายชัดเจน ใช้เป้าหมายนั้นสร้างเครื่องมือหรือวิธีการบรรลุเป้าหมายนั้น ซึ่งหมายความว่า หัวหน้าทีมวิจัยต้องกล้ารับโจทย์ที่ท้าทายสูง ยังไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้โจทย์นั้น ต้องพัฒนาและลองวิธีการใหม่ขึ้นใช้งานเพื่อการตอบโจทย์นั้น

วิจารณ์ พานิช๒๘ ต.ค. ๖๗