ว่าด้วยผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบ

ชวสกุณชาดก 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๘. ชวสกุณชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๐๘)

ว่าด้วยราชสีห์ไม่รู้คุณนกหัวขวาน

             (นกหัวขวานโพธิสัตว์กล่าวกับราชสีห์ว่า)

             [๒๙] พญาเนื้อ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่าน ข้าพเจ้าได้กระทำกิจอย่างหนึ่งแก่ท่านตามกำลังที่ตนมีอยู่ ข้าพเจ้าจะได้อะไรเป็นเครื่องตอบแทนบ้าง

             (ราชสีห์กล่าวว่า)

             [๓๐] เจ้าอยู่ในระหว่างฟันของเราผู้มีเลือดเป็นอาหาร ผู้กระทำกรรมโหดร้ายอยู่เป็นนิตย์ การรอดชีวิตไปได้ก็นับว่าเป็นบุญอย่างใหญ่หลวง

             (นกหัวขวานโพธิสัตว์กล่าวว่า)

             [๓๑] ผู้ไม่รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นทำแล้ว ผู้ที่ไม่เคยทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ใคร ผู้ที่ไม่ตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำให้แล้ว น่าตำหนิ ความกตัญญูไม่มีในผู้ใด การคบหาผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์

             [๓๒] แม้ด้วยอุปการคุณที่กระทำต่อหน้า มิตรธรรมยังหาไม่ได้ในบุคคลใด บัณฑิตไม่ริษยา ไม่ด่าว่าบุคคลนั้น พึงค่อยๆ หลีกห่างจากเขาไปเสีย

ชวสกุณชาดกที่ ๘ จบ

---------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

จตุกกนิบาตชาดก กาลิงควรรค

ชวสกุณชาดก 

ว่าด้วยผู้ไม่มีกตัญญูไม่ควรคบ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภความอกตัญญูของพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นนกหัวขวานอยู่ในหิมวันตประเทศ. ครั้งนั้น ราชสีห์ตัวหนึ่งกินเนื้อ กระดูกติดคอจนคอบวม ไม่สามารถจับเหยื่อกินได้ เวทนากล้าแข็งเป็นไป.
               ลำดับนั้น นกนั้นเที่ยวขวนขวายหาเหยื่อ เห็นราชสีห์นั้นจึงจับที่กิ่งไม้ ถามว่า สหาย ท่านเป็นทุกข์เพราะอะไร? ราชสีห์นั้นจึงบอกเนื้อความนั้น. นกนั้นกล่าวว่า สหาย เราจะนำกระดูกนั้นออกให้แก่ท่าน แต่เราไม่อาจเข้าไปในปากของท่าน เพราะกลัวว่า ท่านจะกินเรา. ราชสีห์กล่าวว่า ท่านอย่ากลัวเลย สหาย เราจะไม่กินท่าน ท่านจงให้ชีวิตเราเถิด.
               นกนั้นรับคำว่าดีละ แล้วให้ราชสีห์นั้นนอนตะแคง แล้วคิดว่า ใครจะรู้ว่าอะไรจักมีแก่เรา จึงวางท่อนไม้ค้ำไว้ริมฝีปากทั้งข้างล่างและข้างบนของราชสีห์นั้น โดยที่มันไม่สามารถหุบปากได้ แล้วเข้าไปในปาก เอาจะงอยปากเคาะปลายกระดูก กระดูกก็เคลื่อนตกไป จากนั้นครั้นทำให้กระดูกตกไปแล้ว เมื่อจะออกจากปากราชสีห์จึงเอาจะงอยปากเคาะท่อนไม้ให้ตกลงไป แล้วบินออกไปจับที่ปลายกิ่งไม้.
               ราชสีห์หายโรคแล้ว วันหนึ่ง ฆ่ากระบือป่าได้ตัวหนึ่งแล้วกินอยู่.
               นกคิดว่า เราจักทดลองราชสีห์นั้นดู จึงจับที่กิ่งไม้ ณ ส่วนเบื้องบนราชสีห์นั้น
               เมื่อจะเจรจากับราชสีห์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ข้าแต่พระยาเนื้อ ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าได้ทำกิจอย่างหนึ่งแก่ท่านตามกำลังของข้าพเจ้าที่มีอยู่ ข้าพเจ้าจะได้อะไรตอบแทนบ้าง.

               ราชสีห์ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ข้อที่ท่านเข้าไปอยู่ในระหว่างฟันของข้าพเจ้าผู้มีโลหิตเป็นภักษาหาร ผู้กระทำกรรมหยาบเป็นนิจ ท่านยังรอดชีวิตอยู่ได้นั้น ก็เป็นคุณมากอยู่แล้ว.
               นกได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถานอกนี้ว่า :-
               น่าติเตียนคนที่ไม่รู้คุณที่เขาทำแล้ว ผู้ไม่ทำคุณให้แก่ใคร ผู้ไม่ทำตอบแทนคุณที่เขาทำไว้ ความกตัญญูย่อมไม่มีในบุคคลใด การคบคนนั้นย่อมไร้ประโยชน์.
               บุคคลไม่ได้มิตรธรรมด้วยอุปการคุณที่ตนประพฤติต่อหน้าในบุคคลใด บุคคลนั้น บัณฑิตไม่ต้องริษยา ไม่ต้องด่าว่า พึงค่อยๆ หลีกห่างออกจากบุคคลนั้นไปเสีย.

               ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นกนั้นก็บินหลีกไป.
               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต
               ส่วนนกในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาชวสกุณชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------