ปฏิบัติการสำคัญที่สุดคือ ดำเนินการเปลี่ยนขาด (transform) ระบบการศึกษา จากระบบรวมศูนย์ ควบคุมสั่งการจากเบื้องบนหรือศูนย์กลาง ไปเป็นระบบกระจายอำนาจ ให้โรงเรียนมีอิสรภาพและความรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเอง เพื่อหนุนให้นักเรียนมีแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ และร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองอย่างมีเป้าหมาย
เป้าหมายต้องมาจากนักเรียนร่วมกันกำหนด หนุนโดยครู ไม่ใช่ส่วนกลางกำหนดแล้วสั่งการลงไปอย่างในปัจจุบัน
นอกจากนักเรียนมีแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้แล้ว ครูก็ต้องมีแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ด้วย ซึ่งมาจากค่านิยมว่า “ครูเป็นผู้เรียนรู้” ไม่ใช่ผู้รู้ ครูต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของตนและของหมู่คณะอยู่ตลอดเวลา (ตามแนวทางในหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้) ขยายหรือยกระดับความรู้สำคัญทั้ง ๓ ของครู คือ CK – content knowledge - ความรู้ด้านสาระวิชา, PK – pedagogic knowledge - ความรู้ด้านกระบวนการเรียนรู้ และ PCK – pedagogic content knowledge – ความรู้ด้านการเรียนเฉพาะวิชา โดยที่ CK หมายรวมถึงการเรียนรู้ด้านคุณค่าด้วย และไม่ใช่แค่เรียนวิชา แต่เรียนเพื่อพัฒนาครบทุกด้านของ VASK ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็น สมรรถนะสำคัญ ทั้ง ๓ ของครูมากกว่าเป็นเพียงความรู้
ในกรณีค่านิยมศึกษา PCK ที่ครูต้องพัฒนาใส่ตัวคือ สมรรถนะด้านการหนุนนักเรียนให้บ่มเพาะค่านิยมใส่ตัว
ขยายสิ่งดีที่มีอยู่แล้ว
โรงเรียนแนวพัฒนาค่านิยมในประเทศไทยไม่ได้มีที่เดียว (Meritton British International School ที่เชียงใหม่) แต่มีอีกหลายร้อยโรงเรียนหรืออาจจะถึงพันโรงเรียน นำโดยโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่บุรีรัมย์ และโดยโรงเรียนในโครงการโรงเรียนพัฒนาตนเอง (TSQP) ของ กสศ. อีกจำนวนหนึ่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยกิจกรรมหลักเรียกว่า จิตศึกษา ท่านที่ไปเยี่ยมดูงานที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาและได้เห็นขั้นตอนช่วงอาหารเที่ยงของนักเรียนและครู จะได้เห็นรูปธรรมของการบ่มเพาะค่านิยมด้าน การรู้คุณ(gratefulness)
โรงเรียนรุ่งอรุณ จัดการเรียนรู้องค์รวม เพื่อการเรียนรู้ชีวิต เป็นโรงเรียนที่นักเรียน (และครู) ได้พัฒนาค่านิยมบูรณาการอยู่ในชีวิตที่โรงเรียน และพัฒนาผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่นักเรียนได้รับการสนับสนุนให้ตั้งเป้าหมาย และดำเนินกิจกรรมเอง ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflection) ข้อเรียนรู้จากกิจกรรม
โรงเรียนปัญญาประทีป ใช้การศึกษา พุทธปัญญา คือพัฒนา ๒ นอก (กายภาวนา และศีลภาวนา) ๒ ใน (จิตตภาวนา และ ปัญญาภาวนา) ของนักเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม คือเรียนรู้ทั้งวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต โปรดดูกิจกรรมเรียนรู้ในเว็บไซต์ (๑) จะเห็นภาพของค่านิยมศึกษาที่บูรณาการอยู่อย่างเข้มข้น
โรงเรียนคุณธรรม ริเริ่มโดยมูลนิธิยุวสถิรคุณในปี ๒๕๕๗ แล้วโอนให้สถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรม มูลนิธิยุวพัฒน์ดำเนินการต่อในปี ๒๕๖๒ มีโรงเรียนในโครงการ ๕๐๐ โรงเรียน ใช้ “๔ + ๖ โมเดล” และ ๗ ตัวชี้วัด ตามในเว็บไซต์ (๒) ทางสถาบันพัฒนาโรงเรียนคุณธรรมได้ขอมาคุยกับผม และผมได้แนะนำเครื่องมือสะท้อนคิด (reflection) ด้านคุณธรรมหลังกิจกรรมต่างๆ โดยมีคำถามให้นักเรียนได้สะท้อนคิดคนเดียว และสะท้อนคิดร่วมกันเป็นกลุ่มผ่านกระบวนการสานเสวนา (dialogue) โดยครูคอยตั้งคำถามให้สะท้อนคิดเข้าประเด็นเชิงคุณธรรมหรือค่านิยม (gotoknow.org/posts/718055) และในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ทางสถาบันได้จัดวงเสวนาในกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากจำนวนหนึ่งที่โรงเรียนสตรีวิทยา ที่ผมจะเล่าในโอกาสหน้า รวมทั้งการเสวนาออนไลน์กับนิเทศอาสา และวิทยากรอาสา เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ที่จะเล่าในโอกาสหน้าเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดเจนว่าโครงการโรงเรียนคุณธรรมมีข้อเรียนรู้และความสำเร็จที่นำมาขยายผลได้
ศูนย์คุณธรรม ทำหน้าที่ส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย ผมขอให้ Copilot ช่วยสรุปผลงานของศูนย์คุณธรรมที่ก่อผลกระทบเชิงบวกต่อการสร้างคุณธรรมแก่สังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ได้คำตอบดังต่อไปนี้ โดยให้เอกสารอ้างอิงด้วย
“ศูนย์คุณธรรมได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระดับคุณธรรมในสังคมไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาด้วยการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมคุณธรรมและค่านิยมที่ดีในสังคม ตัวอย่างเช่น:
- การจัดงาน THAILAND MORAL AWARDS: ศูนย์คุณธรรมได้จัดงาน THAILAND MORAL AWARDS 2023 เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานเชิงบวกและสร้างแรงบันดาลใจในสังคม1.
- การส่งเสริมระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit): มีการส่งเสริมระบบเครดิตทางสังคมเพื่อรองรับการทำความดี และสร้างพื้นที่ความดีในสังคม1.
- การขยายผลธนาคารความดี: มีการขยายผลธนาคารความดี ซึ่งเป็นการสร้างฐานข้อมูลของความดีที่สามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนาชุมชนและสังคม2.
- การสร้างธรรมนูญสันติสุขหมู่บ้าน: มีการสร้างธรรมนูญสันติสุขหมู่บ้านเพื่อส่งเสริมความสงบสุขและความร่วมมือในชุมชน2.
- การสร้างเศรษฐกิจเพื่ออยู่รอด: มีการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-192.
โครงการและกิจกรรมเหล่านี้ได้ช่วยให้คนในสังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าของความดีและคุณธรรม และส่งเสริมให้มีการปฏิบัติที่ดีต่อกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคมไทย
Learn more
1news.trueid.net2bing.com3moralcenter.or.th4moralcenter.or.th5www2.m-culture.go.th6mcot.net+2 more”
ระบบการศึกษาไทยสามารถเลือกเข้าไปร่วมหรือใช้กิจกรรมดังกล่าว นำมาดำเนินการในโรงเรียนหรือกลไกอื่นๆ ในระบบการศึกษาได้ หรืออาจนำมาสร้างแนวคิดใหม่ แนวทางใหม่ในการดำเนินการยกระดับค่านิยมของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้องก็ได้
ค่านิยมศึกษากับการเรียนรู้จากประสบการณ์
ได้กล่าวในตอนก่อนๆ แล้วว่า การพัฒนาค่านิยมของมนุษย์ไม่ว่าในวัยใด จะได้ผลแท้จริงต้องหนุนให้ผู้เรียนพัฒนาใส่ตัว ผ่านประสบการณ์ตรง ตามด้วยการสะท้อนคิด (reflection) โดยต้องหนุนให้นักเรียนนักศึกษาร่วมกันตั้งเป้า และร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ครู/อาจารย์ช่วยหนุนด้วยการตั้งคำถาม ให้มีเป้าหมายที่มีคุณค่าสูง มีความชัดเจน และช่วยตั้งคำถามหลากหลายแบบเพื่อการสะท้อนคิดที่ลุ่มลึกและครอบคลุมตามวัยหรือพัฒนาการของผู้เรียน
หลักการสำคัญคือ ควรเป็นกิจกรรมที่เป็นหรือสอดคล้องกับชีวิตจริง จะยิ่งดี หากเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อรับใช้ชุมชนหรือสังคม (service learning) สำหรับใช้ฝึกหมุนวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เรียกว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle ตามรูป
โดยเริ่มจากทีมผู้เรียนร่วมกันกำหนดว่า ในการร่วมกันทำกิจกรรมนั้นๆ นอกจากผลของกิจกรรมโดยตรงแล้ว ต้องการเรียนรู้อะไรบ้างในเรื่อง VASK (V = Values - ค่านิยม, A = Attitude - เจตคติ, S = Skills - ทักษะ, K = Knowledge - ความรู้) ในที่นี้จะอธิบายเฉพาะส่วนของการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมจากประสบการณ์ดังกล่าว
ในการเลือกทำกิจกรรมนั้นๆ ผู้เรียนร่วมกันกำหนดรายการค่านิยมที่ต้องการฝึกฝนเรียนรู้ และบันทึกรายการไว้ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนที่ ๑ ของวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของ โค้ลบ์ คือการมีประสบการณ์ตรง (Concrete Experience) ที่ทันใดนั้นผู้เรียนก็สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นและสะท้อนคิดไปพร้อมๆ กันในขั้นตอนที่ ๒ (Reflective Observation) โจทย์ข้อเรียนรู้ที่ร่วมกันกำหนดไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้ผู้เรียนโฟกัสข้อสังเกตไปยังพฤติกรรมและปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ค่านิยมนั้นๆ และสะท้อนคิด โดยผู้เรียนตั้งคำถามเพื่อการสะท้อนคิดของตนเอง และครู/อาจารย์ ทำหน้าที่โค้ช ช่วยตั้งคำถามให้สะท้อนคิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเน้นสะท้อนคิดสู่หลักการเชิงนามธรรม (abstract conceptualization) ด้านค่านิยมที่เชื่อมสู่ชีวิตที่ดีของคนเอง และของผู้อื่น รวมทั้งของชุมชนหรือสังคม และของโลก อันเป็นขั้นตอนที่ ๓ ในรูป
เมื่อผู้เรียนสะท้อนคิดสู่หลักการสำคัญแล้ว ครู/อาจารย์ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง (sketical) ต่อหลักการที่ตนตกผลึก (conceptualize)ได้ เพื่อจะได้นำเอาหลักการดังกล่าวไปทดลองใช้ในขั้นตอนที่ ๔ (Active Conceptualization) ในสถานการณ์เดิม หรือในสถานการณ์ใหม่ที่คิดว่าน่าจะต้องการการดำเนินการตามแนวคิดหรือหลักการนั้น เพื่อหาทางพิสูจน์ว่าหลักการที่ตนตกผลึกได้ ใช้ได้จริงหรือไม่
เมื่อดำเนินการตามวงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของ โค้ลบ์ หลายๆ รอบ จะเกิดผลดีต่อผู้เรียนอย่างน้อย ๓ ด้าน คือ (๑) เกิดความเข้าใจเรื่องค่านิยมจากประสบการณ์ตรงของตนเอง (๒) เกิดการพัฒนาทักษะการสะท้อนคิดจากสิ่งที่สังเกตเห็นจากการปฏิบัติ (๓) รู้จักรับฟังข้อสะท้อนคิดของผู้อื่น (เพื่อนๆ) ที่แตกต่างจากข้อสะท้อนคิดของตน ทำให้เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนได้หลากหลายแง่มุมยิ่งขึ้น
การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นศาสตร์ใหม่สำหรับสังคมไทย ผมได้เขียนหนังสือ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’จากประสบการณ์ ที่ดาวน์โหลดได้ฟรีจากลิ้งค์ที่ให้ไว้
ความท้าทายจากสภาพความเป็นจริงในระบบการศึกษาไทย
ดังกล่าวแล้วข้างต้นว่าการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมจะเกิดผลได้จริงต้องการระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ใช้ความสัมพันธ์แนวราบ และจิตวิทยาเชิงบวก รวมทั้งมีตัวอย่างที่ดี ที่ผู้ใหญ่ที่บริหารหรือกำกับดูแลระบบการศึกษาไทยพึงได้ทบทวนว่า วงการศึกษาไทยมีจุดอ่อนในเรื่องดังกล่าวตรงที่ใดบ้าง ค่านิยมของการเห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ส่วนรวม ค่านิยมด้านความซื่อสัตย์สุจริต มีจุดแข็งหรือข้อย่อหย่อนในชีวิตความเป็นจริงของคนในระบบการศึกษาไทยอย่างไร
ที่ว่าปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาค่านิยมของเด็กและเยาวชน มาจากการมีตัวอย่าง (Role Model) ที่ดีนั้น ในโรงเรียนและในวงการศึกษาไทยมีตัวอย่างที่ดี กับตัวอย่างที่เลวในสัดส่วนใด ข้อมูลนี้ในสังคมหรือชุมชนรอบตัวเด็กเป็นอย่างไร
ระบบนิเวศดังกล่าวรวมทั้งใน โซเชี่ยลมีเดีย ด้วย เด็กและเยาวชนไทยได้รับตัวอย่างที่ดีและที่เลวในสัดส่วนใด มีมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากสภาพแวดล้อมเชิงค่านิยมเลวอย่างไร ได้ผลแค่ไหน เป็นความท้าทายของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคต
วิจารณ์ พานิช
๒๑ มิ.ย. ๖๗
ห้องนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น ๒๒