ดิฉันได้นำเสนอ กระบวนการเรียนรู้ ตาม Model ของท่าน อ.ดร.อาจอง  ชุมสาย ณ อยุธยา ไป 3 ตอนแล้ว  ซึ่ง กระบวนการเรียนรู้ : ๓ ตอน ใช้ศีล สมาธิ ปัญญา สร้างคนดี คนเก่ง เป็นตอนสุดท้ายของบทบาทผู้เรียน   ต่อไปนี้เป็น ตอน บทบาทครู บ้างนะคะ


          การเรียนรู้เพื่อที่จะยกระดับจิตใจของเด็กให้สูงขึ้น ครูมีบทบาทมากเลย จากการวิจัยที่โรงเรียนของผมนะครับ พบว่า ไม่มีอะไรวิเศษยิ่งกว่าครู  ครูที่ดีจะช่วยให้เด็กเป็นคนดีได้  เพราะฉะนั้นครูจะมีบทบาทที่สำคัญที่สุด รองลงมาติดๆ กันน่ะครับก็คือการฝึกสมาธิ ครูจะเหนือกว่าการฝึกสมาธิ

 

          ทั้งสองอย่างนี้สำคัญมากเลยน่ะครับ เราต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาครับ แล้วการสร้างแรงบันดาลใจเนี่ยมันไม่ได้จากการพูดคุยเฉยๆ น่ะครับ แต่มันได้จากการเข้าถึงใจของผู้เรียนเลยน่ะครับ การสร้างแรงบันดาลใจเนี่ย อาศัยความรัก ความเมตตา ครูต้องมีความรักความเมตตา ต่อศิษย์ รักลูกศิษย์ของเราน่ะครับ โดยไม่หวังผลตอบแทนเลยนอกจากความดีน่ะครับ

          จะให้เกิดขึ้นกับตัวเด็กน่ะครับ จุดนี้เราต้องใช้สัมผัสที่ 6 เพราะว่าเด็กเขาจะรับได้โดยไม่ต้องไปพูดอะไรเลย ครูจะต้องพูดจากใจ แล้วมันก็จะเข้าไปถึงใจของผู้เรียนน่ะครับ แล้วเราสามารถสร้างแรงบันดาลใจด้วยวิธีการอันนี้น่ะครับ ที่จะนำไปสู่ใจของผู้ฟังอย่างรวดเร็ว แล้วก็เราเจอว่าเด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วมากเลย

          นโยบายของท่านรัฐมนตรี ของรัฐบาลนี้จะสามารถเกิดผลได้อย่างรวดเร็วถ้าเผื่อเรารู้เคล็ดตรงนี้น่ะครับ ทั้งประเทศน่ะครับ  อันนี้ต้องรีบดำเนินการ ท่านรัฐมนตรี วิจิตร ศรีสะอ้าน ก็จะมาเยี่ยมเรา วันที่ 13 ธันวาคม นี้ น่ะครับจะมาดูที่โรงเรียนน่ะ ว่าทำยังงัยถึงได้ผลเร็ว แล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงเด็กของเราได้น่ะครับ  ท่านกำลังจะมาน่ะครับ เดี๋ยวก็คงจะได้ดูแล้วก็คุยกัน

          ความเมตตาก็เป็นเรื่องสำคัญ ศีล สมาธิ ปัญญา เมตตา ต้องไปด้วยกันหมด แล้วเมตตานี้ผมเคยทดลองแผ่เมตตาให้ต้นไม้ที่จุฬาฯ ให้นิสิตเป็นคนแผ่เมตตา เราเริ่มต้นด้วยการปลูกจากเมล็ดน่ะครับ ต้นดาวกระจาย สูง 2 นิ้ว นะครับ เราแบ่งออกเป็น 2 แปลง ดินเราผสมกันก่อนน่ะครับแล้วค่อยแยกออกไป เราให้น้ำ ให้ปุ๋ย ให้อะไรทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด ทั้ง 2 แปลง ปรากฏว่าแปลงที่ได้รับความเมตตาจากพวกนิสิตเนี่ยนะครับ  มันจะโตเร็วขึ้นมาน่ะครับ เราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน เราวัดผลน่ะครับ  ข้างที่ได้รับความเมตตา มีดอกทุกต้น ความสูง จะสูงกว่าอีกข้าง 49.2 % อันนี้โดยนิสิตเอง ควบคุมโดยอาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ ฝ่ายพฤกษศาสตร์นะครับเข้ามาช่วยควบคุม แล้วเราก็เห็นว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างเยอะเลย

          เอาล่ะดังนั้นความรักความเมตตา เนี่ยสำคัญมาก เด็กจะเจริญเติบโตได้ดีก็ต่อเมื่อได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อ-แม่ เพราะว่า พ่อ-แม่คือครูคนแรกของลูกน่ะครับ พ่อ-แม่จะมีความสำคัญมากเลย แล้วครูก็เหมือนกันครับ ต้องให้ความรักความเมตตาต่อศิษย์เสมอ

          ตอนนี้เรามาดูบทบาทของครูกันสักนิดหนึ่งน่ะครับ เราเอากระบวนการเรียนรู้เมื่อกี้เนี่ยเข้ามาใช้ในการสร้างรูปแบบการสอน

          ประการแรกเราต้องเข้าใจว่า เขาต้องการอะไร กรณีนี้เราต้องการสร้างคนดีเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องการให้เขาเป็นคนดี อย่าไปห่วงเรื่องความเก่ง เรื่องความเก่งเราอย่าไปเน้นความเก่งครับ สร้างความดีกันให้ได้ แล้วเขาจะเก่งเอง เพราะฉะนั้นเป้าหมายของรูปแบบนี้ก็คือ สร้างคนดีขึ้นมา น่ะครับ

 

          เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้เรียน ผู้เรียนไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่เราจะป้อนข้อมูลให้เขา ใส่ข้อมูลให้เขาเยอะแยะน่ะครับ แล้วก็เด็กท่องจำ ...เอาล่ะ  เขาจะเก่ง เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่รับรองว่าเขาสอบเสร็จแล้วเขาลืมหมดล่ะครับ เขาไม่เก็บไว้ ความจำจะไม่อยู่กับเขาต่อไป เราลืมหมดใช่มั้ยครับตอนที่เราเรียนอยู่ชั้นประถมเราเรียนอะไรบ้าง ถ้าเราไม่ใช่ครูเราก็คงลืมหมดแล้วล่ะ ว่าเราเรียนอะไร เพราะฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจผู้เรียนว่าเขาคือมนุษย์ไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ เราก็ต้องจัดการเรียนการสอนว่าเขาคือมนุษย์ เขาจะต้องมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เขาจะต้องซักถามเราได้ หาคำตอบจากเรา แล้วเราก็จะต้องหาวิธีให้เขาหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองน่ะ แล้วเขาต้องเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์

          แล้วบทบาทของครูก็ต้องเปลี่ยนครับ เราไม่ใช่ครูผู้สอนอีกต่อไปแล้ว เราเป็นครูผู้อำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ต้องช่วยให้เขาเกิดการเรียนรู้ครับ เราต้องให้เขามีส่วนร่วมในวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์เราต้องช่วยเขา เขาจะต้องบอกเราว่าเขาอยากจะเรียนรู้อะไร อยากจะเรียนรู้อย่างไรน่ะ ไม่ใช่ครูเพียงจัดคนเดียว เราต้องให้เด็กมาช่วยจัด แล้วเขาจะสนุกสนาน เขาอยากจะเรียนรู้แล้วเขาจะเรียนรู้ได้ดีมาก ถ้าเขามีส่วนร่วมแบบนี้น่ะครับ

 

          ...เรามาเข้าหลักการสัดนิดหนึ่ง หลักการของรูปแบบอันนี้น่ะครับ อันแรกนี้สำคัญที่สุดเลย แบบอย่าง แบบอย่างครับ  เพราะว่าผู้เรียนนี้เขาเห็นเราเป็นอย่างไร เขาเลียนแบบเราได้เร็วมาก

          อย่างครูพละนะครับ สอนให้เล่นพละนี้ อ้าว..ทุกคน ยกมือขึ้นนะ เราทำให้เขาดูใช่มั้ยครับ นักเรียนเห็นทำตามแบบ เขาทำตามที่เราพูดหรือเปล่า เปล่าเลย เราบอกว่า ยกมือขึ้น เขาเห็นเรายกมือขึ้น แต่เขาเห็นกระโดดด้วยใช่มั้ยครับ ถ้าเผื่อเราบอกยกมือขึ้น ไม่ใช่ยกมือเฉยๆ ถ้าเผื่อเราบอกยกมือขึ้น ..บางคนยกมือข้างเดียว ยกมือสองข้างอะไรอย่างนี้ แต่นี้เขายกทั้งสองข้าง เพราะอะไรเราทำให้เขาดู เขากระโดดด้วย เพราะเรากระโดดให้เขาดู เขาไม่ได้ทำตามที่เราบอก แต่เขาทำตามที่เราทำ เพราะฉะนั้นครูต้องเป็นแบบอย่างครับ ไม่ใช่ทำเฉพาะต่อหน้า

          สมมติว่าเราอยากจะให้เด็กงดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า แต่เสร็จแล้วพอถึงวันครูครับ เราตั้งโต๊ะไว้เลี้ยงกันใช่มั้ยครับ เราตั้งขวดเหล้าไว้เต็มเลย ผมบอกอ้าว..ทำอย่างนี้ได้ยังงัย แล้วเด็กก็มาเสิร์ฟด้วยครับ แล้วเขาจำน่ะครับ โอย.. เพราะเราทำตัวอย่างแบบนี้น่ะครับ สอนเขาอย่าดื่มเหล้าน่ะ อย่าสูบบุหรี่ เขาก็สูบบุหรี่เอา น่ะฮะ ใช้ไม่ได้เลยแบบอย่างแบบนี้ เพราะว่าเด็กจะไม่มีวันเชื่อเราเลย แล้วเราสอนได้ยังงัย ในเมื่อเราสอนในสิ่งที่เราไม่เคยเชื่อ เราบอกอย่าสูบบุหรี่แล้วเราไปแอบสูบที่บ้าน เราอาจจะไปแอบสูบที่บ้าน เราอาจจะไม่ได้สูบต่อหน้าเด็กที่โรงเรียน  แต่เราไม่เชื่อ พอเราไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูด มันขาดพลังครับ

          เราสอนให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงเราจะต้องมาจากใจของเรา เราเชื่อในสิ่งนั้น ผมจะสั่งครูเลย ห้ามสอนในสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติไม่ได้ นี้สำคัญมากเลยครับ ต้องไม่ให้ครูสอน ครูต้องเป็นตัวอย่างในสิ่งที่ตัวเองจะสอน ต้องเป็นแบบฉบับ พอครูสอนอะไรแล้วมันมาจากใจ เขาเชื่อในสิ่งนั้น แล้วมันเข้าไปถึงใจของเด็กแล้วมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเกิดเราไม่พูดจากใจ แล้วเราไม่เชื่อ พูดตามทฤษฎี ตามหนังสือ  โอว...มันไม่ได้ผลเลยครับ เด็กท่องได้แต่เด็กก็ไม่ปฏิบัติ ครูก็ไม่ปฏิบัติแล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นการเป็นแบบอย่างนี้สำคัญ สอนด้วยแบบอย่าง

           ...ผมจะตั้งกฎสำหรับครู 2 ข้อน่ะครับ

ข้อ 1 จงเป็นตัวอย่างที่ดี นี่สำคัญมาก

ข้อ 2 จงกลับไปดูข้อ 1 ใหม่

          มีอยู่ 2 ข้ออย่างนี้น่ะครับ ให้เขากลับไปกลับมา จงเป็นตัวอย่างที่ดี แค่นี้เองครับนี่คือครูที่ดีน่ะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับปรุงครูกันใหม่น่ะครับ

 

          เราใช้หลักการของ EDU CARE  ...edu care นี่ภาษาลาติน เป็นรากศัพท์ของคำว่า Education ตอนนี้เริ่มใช้กันมากขึ้นๆ แล้วในวงการศึกษา ความหมายเดิมของ edu care (เอ็ดดูคาเร่) น่ะครับ ภาษาลาติน หมายถึง การดึงเอาสิ่งที่ดีที่งามออกมาจากจิตใจของผู้เรียน ดูอย่างโซคราติสน่ะครับ นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ วิธีการสอนลูกศิษย์ของเขา เขาไม่สอนเลย เขาจะไม่บอกอะไรเลย เขาตั้งคำถามฮ่ะ..บอกว่า ถ้าเผื่อตอบไม่ได้ เขาตั้งคำถามที่ง่ายขึ้นๆ น่ะครับ ในที่สุดผู้เรียนก็จะตอบได้ แล้วเขาค่อยๆ ดึงเอาคำถามที่ยากขึ้นๆ ไปเรื่อยๆ  แต่สอนให้เด็กคิดเอง หาความรู้ด้วยตัวของเขาเองน่ะครับ

            หลักของ edu care คืออย่าสอนครับ ดึงเอาสิ่งที่ดีที่งาม โดยเฉพาะคุณธรรมนี้สอนกันไม่ค่อยได้ครับ แต่ถ้าเผื่อเราให้มันออกมาจากใจของผู้เรียน โอ้โห..เขาจะรู้ด้วยตัวของเขาเอง นำเอาไปใช้ด้วยตัวของเขาเองได้

          แล้วก็หลักการอีกอย่างหนึ่งน่ะครับ อย่าสอนให้เขาชิงดีชิงเด่นกัน เขาจะเห็นแก่ตัวครับ ทำไมเราจะต้องบอกเกรด ..นี่เด็กคนนี้เรียนเก่งเกรด 4   เด็กคนนี้โง่เกรด 1  หรือ ab. ตกหมดน่ะครับ แล้วอย่าไปบอกว่าใช้ไม่ได้ เด็กคนนี้โง่ ..เด็กไม่โง่ครับ เด็กไม่มีปัญหา  ปัญหามันอยู่ที่พวกเราครับ เราต้องเข้าใจทฤษฎีของพหุปัญหาใช่มั้ยครับ พหุปัญญาของการ์ดเนอร์ เด็กคนนึงเก่งวิทยาศาสตร์ แต่ไม่เก่งคณิตศาสตร์ มีเยอะแยะไปครับ เด็กเก่งคณิตศาสตร์แต่ไม่เก่งภาษามีเยอะแยะไป เพราะฉะนั้นให้เขาช่วยกันครับ Collaborative Learning การเรียนรู้แบบร่วมมือ เขาร่วมมือช่วยกัน คนไหนอ่อนแอเพื่อนๆ ไปช่วยกันเลย เมื่อเขาทำงานเป็นกลุ่ม เราต้องประเมินเป็นกลุ่มน่ะฮะ อย่าไปประเมินเด็กคนเทียบนึงเทียบกับเด็กอีกคนนึง ไม่ได้เลย เขาต้องชิงดีชิงเด่น เขาจะต้องเอาชนะคนอื่น

          เราประเมินเป็นกลุ่ม  เอาล่ะเราก็ยังต้องประเมินคนๆ นั้นน่ะ  แต่ละคนๆ แต่เราต้องเปรียบเทียบกับตัวเขาเองเมื่อเดือนก่อน...เขาดีขึ้นมั้ย  เขามีความรู้มากขึ้นมั้ย อย่าไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น เทียบกับตัวเขาเองน่ะ แบบนี้ประเมินได้  ทุกคนก็จะต้องปรับตัวเอง คนเก่งก็ตะต้องเก่งมากขึ้น คนดีก็ต้องดีมากขึ้น แล้วแต่ว่าเราจะประเมินอะไร  ถ้าเขาเก่งมาก เขาได้ 4 อยู่แล้ว แต่เปรียบเทียบกับตัวเขาเอง เขาได้เกรด  4  อยู่แล้ว แต่เขาไม่ดีขึ้นไม่เพิ่มอะไรมากขึ้น เขาก็อยู่อย่างนั้น ถ้าเผื่อตามปกติแล้วเราก็ประเมินแล้วก็ให้ 4 ไปเรื่อยๆ  แต่ไม่ครับถ้าเผื่อไม่มีอะไรดีขึ้น ลดลงไปครับ ต้องกระตุ้นอย่างนั้น คือเทียบกับตัวของเขาเอง แล้วก้ประเมินทั้งกลุ่มเด็กก็จะช่วยกัน ..อย่างเด็กของผมอยู่ ม.6 เนี่ย.. เด็กคนไหนมีแววว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยกับเพื่อนๆ ไม่ได้ เขาจะไปรุมกันเลยเขาจะไปช่วยกัน ไม่ได้แล้วเราต้องไปด้วยกัน เราต้องเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยด้วยกัน เด็กทุกคนเข้าได้หมด

          เพราะฉะนั้นในการคัดเลือกเด็กของเราๆ ไม่เคยคัดเคนเก่งเลยน่ะครับ เราไม่ได้คัดเด็กเลย เราคัดผู้ปกครอง เราสัมภาษณ์ผู้ปกครองเป็นหลักครับ  ต้องขออภัยจริงๆ อันนี้มันแน่นมากครับ แย่งกันเข้าเยอะ ถ้าเผื่อผู้ปกครองบอกว่าอยากจะให้ลูกเป็นคนเก่งล่ะก็ ...โน่นๆ ไปโรงเรียนโน้นเขาสอนให้เป็นคนเก่ง เราก็ไม่รับน่ะครับ แต่ถ้าเผื่อบอกว่าต้องการให้ลูกเป็นคนดีอย่างนี้เราสนใจรับ เพราะว่า ครู ผู้ปกครอง นักเรียน ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่ผู้ปกครองไปทางนี้ เด็กแล้วก็โรงเรียนไปทางนี้ ไปกันคนละทิศคนล่ะทาง แล้วเกิดความขัดแย้งแล้วก็ปัญหาเกิดขึ้นครับ เราต้องการให้วิสัยทัศน์ตรงกัน น่ะครับ

 

 

          เอาล่ะเรามาดูกระบวนการวิธีการอย่างรวดเร็วน่ะครับ เริ่มต้นด้วยการฝึกสมาธิเสมอทุกชั่วโมงครับ ทุกชั่วโมงไม่ใช่แค่ตอนเช้าอย่างเดียวครับ ก่อนเริ่มต้นวิชาอะไรต่ออะไรแล้วแต่ครับ ครูสอนให้เด็กนั่งสงบนิ่ง ทำจิตใจให้สงบ ถ้าเผื่อเราอยากให้เขาเป็นคนดีต้องสร้างความสงบ ปรากฏว่าความจำเขาดีขึ้น การเรียนก็ง่ายขึ้นน่ะครับ พอสอนอะไรเขาตั้งใจฟัง  แล้วพอครูให้การบ้านอะไรเขาตั้งใจทำ เขาจะมีสมาธิในการเรียน การศึกษา เขาจะคิดอะไรต่ออะไรด้วยตัวของเขาเองได้

          เสร็จแล้วครูต้องสร้างแรงบันดาลใจทันที น่ะครับ สร้างแรงบันดาลใจน่ะครับ เอาใจของเราไปใส่ใจของเด็ก เอาใจของเด็กมาใส่ใจของเรา นี่คือวิธีการที่เราจะพูดจากใจไปสู่ใจ น่ะครับ  ต้องฝึกเขา อันนี้ต้องฝึกใหม่ การเปลี่ยนแปลงเด็กพอเราพูดอะไรเขาจะประทับใจ พอเราสร้างความประทับใจได้เขาจะเข้าใจอะไรต่ออะไรได้เร็วมาก

          แล้วก็เราต้องสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยครับ ไม่ใช่เด็กเขาจะคุยกัน เขาจะปรึกษาหารือกัน คุณครูเห็นเข้า เงียบ!!!! เด็กก็ตกใจน่ะครับ เพราะเขารู้สึกไม่ปลอดภัย พอเด็กถามอะไร ครูก็บอกว่า เงียบน่ะ ถามอะไรมากนัก นั่งอยู่เฉยๆ อันนี้บรรยากาศไม่ปลอดภัยเลยครับ .เราต้องให้เด็กตั้งคำถามเยอะๆ การเรียนรู้การเป็นนักวิทยาศาสตร์นี้เราต้องตั้งคำถามเป็นครับ แล้วจะต้องปลอดภัยตั้งคำถามจะต้องไม่โดนครูด่า ไม่โดนครูว่าน่ะครับ เพราะฉะนั้นบรรยากาศในชั้นเรียนนี่ปลอดภัยมากเลย เด็กจะต้องสามารถคุยกันได้ คุยกันปรึกษาหารือกัน ปรึกษาเรื่องงาน เรื่องการเรียน..อย่าไปว่าเขา  บอกเขาเลย...เรามาช่วยกันหาคำตอบด้วยกัน มาช่วยกัน บางทีเด็กถามอะไรมันตรงข้ามกับสิ่งที่คุณครูสอน..ก็ได้  เราต้องรับฟังว่า นี่ความคิดของเธอ นี่ความคิดของครู มันต่างกันน่ะ เรามาดูกันว่ามันควรจะเป็นอย่างไร เราไปค้นหาคำตอบด้วยกัน เราไปศึกษาด้วยกัน อาจะผิดจะถูกก็ได้ เราให้กำลังใจเขา  ..ครูจะต้องเป็นผู้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็กตลอดเวลาเลยครับ เราต้องเป็นครูที่ดีน่ะครับ

 

          แล้วเราก็นำคุณค่าความเป็นมนุษย์หรือคุณธรรมออกมาจากจิตใจของเด็กให้ได้น่ะครับ  เราบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์หรือคุณธรรมเข้าไปในทุกๆ วิชาหรือกิจกรรมน่ะครับ นี่คือการบูรณาการ  แล้วเราก็ใช้วิธีการสอนที่คุณครูรู้ดีอยู่แล้วครับ อาจจะใช้ละคร ใช้นิทาน  ใช้เกมส์ ใช้การออกสนาม ใช้การสร้างชมรม อะไรก็ได้ครับ ที่หลากหลาย ไม่จำเจ ถ้าเผื่อเราฟังจากคุณครูอย่างเดียว แล้วเราก็สอนไปๆ แล้วเราอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เด็กเบื่อครับ ต้องหากิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเขาจะเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเองน่ะครับ

 

          แล้วเราก็สอนเขาตรงไปสู่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สร้างแรงบันดาลใจส่งผ่านประสาทสัมผัสที่ 6 น่ะครับ นี่ก็คือหลักการของครูนะครับ  ...นี่หละครับ

          ครูมีบทบาทสำคัญมากน่ะครับ สร้างความประทับใจ สร้างแรงบันดาลใจ ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้น่ะครับ ไม่ใช่สอนเอาๆๆๆๆๆ  เด็กฟังอย่างเดียว  อะไรนี้ไม่ได้เลยครับ  บรรยากาศต้องดีครับ บรรยากาศของผู้เรียนจะต้องเต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา เต็มไปด้วยความสงบสุข ..ท่านเข้าไปที่โรงเรียนน่ะครับ จะรู้สึกเลยครับ เพราะที่นี่บรรยากาศดีมาก มีความสงบสุขยังงัยก็ไม่รู้ สัมผัสได้น่ะครับ เดี๋ยวก็เห็นเด็กซึ่งเต็มไปด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส