เมื่อคืนก่อนเข้านอนไม่รู้อารมณ์ไหนเปิดเข้าไปดูคลิปการติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยใน Youtube และตั้งใจดูในหมวดของวิชาฟิสิกส์ (ซึ่งในตอนสอบเข้าเป็นวิชาแรกที่เลือกตัดทิ้งไปเลย 55555 และใช้ชีวิตปกติก็อ่านฟิสิกศืที่เป็นเรื่องกลศาสตร์อะไรแบบนี้น้อยมาก ๆ เพราะฟิสิกส์ที่อ่านทุกวันนี้มักอ่านที่เกี่ยวพันกับดาราศาสตร์เสียมากกว่า) ตอนแรกดูก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ดูเอาเพลิน ๆ ง่วงก็ปิดและเข้านอน แต่พอตื่นเช้ามาก็นึกถึงหนังสือชื่อว่า “ฟิสิกส์ไขชีวิต” ที่ซื้อและโยนเก็ยไว้ในกองดอง ซึ่งแม้แต่ซองพลาสติกก็ยังไม่ได้แกะออกเลย 55555 แต่พอคิดถึงเรื่องนี้อยู่ความคิดก็พุ่งพล่านและต้องหยุดนั่งพัก เพื่ออยู่กับเขาสักพักก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องที่เชื่อมโยงในหัวทั้งหมดมาเขียนไว้เป็น Reflection ของตัวเอง
คราวนี้บอกก่อนว่า… บทความนี้ไม่ใช่การค้นพบอะไรที่ยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ หรือสังคมวิทยา หรือวงวิชาการใด ๆ เพียงแต่เป็นเรื่องที่ตัวเราเองสนใจและนึกคิดเชื่อมโยงขึ้นมาในหัวตัวเองเท่านั้น ดังนั้นการเขียนบทความจึงไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงวิชาการได้นะ และเรื่องราวที่เขียนทั้งหมดเป็นการนำเรื่องราวในชีวิต ประสบการณ์ และองค์ความรู้ต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกันเท่านั้น บวกกับเป็นการฝึกฝนตัวเองในแบบของเราด้วย ดังนั้นตรงไหนมีประโยชน์ก็เอาไป ตรงไหนคิดผิดเขียนผิดมาติเตือน และเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้นะครับ
เกริ่นมายาวนานแล้วมาเข้าประเด็นสำคัญกันดีกว่า… ย้อนกลับไปในช่วงมัธยมต้น เราได้มีโอกาสติดตามพี่สาวไปร่วมเรียนรู้เรื่องราวและคำสอนทางพระพุทธศาสนากับองค์กรหนึ่งที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้กับชีวิตเพื่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมที่ตนเองรับผิดชอบให้มีความสุขมากขึ้น ในหลักสูตรนี้เรื่องที่หนึ่งที่เราต้องเรียนและต้องเข้าใจก่อนเลยและอาจารย์ที่สอนก็ย้ำอยู่เสมอว่า “ศาสนาพุทธ” เป็นศาสนาแห่ง “กรรม” คือ เราใช้ชีวิตผ่านการคิด พูด และกระทำสิ่งต่าง ๆ เสมอ กฎแห่งกรรมง่าย คือ เราทำ “กรรม” อย่างไร ย่อมได้รับผลอย่างนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เรามักได้ยินใครหลาย ๆ คนนำข้อความตรงนี้ไปเชื่อมโยงกับกฎข้อที่ 3 ของนิวตันที่บอกว่า “Action = Reaction” นี่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการครุ่นคิดใคร่ครวญครั้งนี้สำหรับผมเลยครับ
หากเราเปรียบเทียบว่า “กฎแห่งกรรม” คือ กฎข้อที่ 3 ของนิวตัน โดยตัวทฤษฎีของกฎข้อนี้กล่าวไว้ว่า “แรงกระทำ ย่อมเท่ากับ แรงสะท้อน โดยแรงสองแรงมีขนาดเท่ากัน เกิดในทิศทางตรงข้ามกัน และไม่หักล้าง” อื้ม… ฟังดูเข้าคร้าวแฮะ เพราะการคิด พูด ทำทั้งในทางบวกและทางลบนั้น เมื่อส่งออกไปแล้วเราก็รับ Reaction ต่าง ๆ กลับมาทันที และเมื่อเราทำพฤติกรรมทางบวกลงแล้ว ต่อมาเราทำพฤติกรรมทางลบเข้าไปทั้งสองก็ไม่หักล้างกัน ซึ่งตรงกับกฎของนิวตัน เพียงแต่ต่างกันตรงที่ว่า… Action ของเรา กับ Reaction ของอีกคนอาจจะไม่เท่ากันก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์ซึ่งต่างจากวัตถุหรือสิ่งของ อันนี้ถึงว่าเป็น Marking สำคัญไว้ละกัน แต่เมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้ว เออ… มันดูเข้าคร้าวแฮะ งั้นอีก 2 ข้อที่เหลือจะเอามาเชื่อมโยงและอธิบายชีวิตมนุษย์อย่างเราได้ไหมนะ ?
ในมุมมองของผมแล้ว… ผมพบว่า “เราสามารถนำกฎของนิวตันมาเชื่อมโยงและอธิบายชีวิตของเราของเราได้" อย่างที่กล่าวไปแล้ว เมื่อผมตั้งต้นว่า “กฎแห่งกรรม” คล้ายกับ “กฎข้อที่ 3 ของนิวตัน" และ “กฎแห่งกรรม” ก็เป็น กฎพื้นฐานของการใช้ชีวิต" เพราะมนุษย์เราใช้ชีวิตด้วยกรรม 3 (คิด พูด ทำ) อยู่ตลอดทุกเวลานาที เมื่อคิดได้ดังนี้จึงสามารภทำความเข้าใจกับกฎอีก 2 ข้อของนิวตันได้ง่ายขึ้น เมื่อมองจากชีวิตเรา
ขอเริ่มต้นที่กฎของที่ 1 ก่อนเลย นั้นคือ ΣF = 0 (ผลรวมของเราทุกแรง เท่ากับ 0) ตัวทฤษฎีกล่าวว่า “วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ” [1]
เมื่อพิจารณาจะตัวบททฤษฎีกลับมามองสู่ชีวิต… ผมพบว่า ΣF = 0 ในชีวิตของมนุษย์ มันเปรียบเหมือน “การใช้ชีวิตด้วยโหมด Autopilot หรือการปล่อยชีวิตเป็นไปตามยถากรรม” คือ การใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวอึนและวงเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หรือเราอาจบอกว่าเป็นการใช้ชีวิตโดยการให้สถานการณ์ต่าง ๆ พัดพาเราไปอย่างไรจุดหมาย การใช้ชีวิตแบบนี้เราแทบจะไม่เปิดการรับรู้ใด ๆ เลย หลายครั้งจึงไม่อาจสังเกตเห็นเรื่องของคุณสมบัติที่ดี คุณค่า ความเชื่อ ความต้องการ หรือความกลัวภายในใจตัวเอง แต่หากคุณรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีแล้ว ฉันไม่มีปัญหาอะไรก็ยินดีด้วยครับ และขอให้คุณใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขในแบบที่คุณได้เลือกได้ตามสบาย
คราวนี้ต่อมา… กฎข้อที่ 2 ของนิวตัน นั่นคือ ΣF = ma (ผลรวมของเราทุกแรง เท่ากับ มวล คูณด้วย ความเร่ง) ตัวทฤษฎีกล่าวว่า “ความเร่งของวัตถุจะแปรผันตามแรงที่กระทำต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ” [2] กล่าวคือ หาก “แรงกระทำ” มีค่ามาก “การเปลี่ยนแปลงความเร็ว (ความเร่ง)” ย่อม “มาก” ตาม แต่ในทางกลับกันหาก “มวล” มีค่ามาก “การเปลี่ยนแปลงความเร็ว (ความเร่ง)” จะเกิดขึ้นได้ “น้อย” [3]
เมื่อพิจารณาจะตัวบททฤษฎีกลับมามองสู่ชีวิต… จากกฎของนิวตันข้อที่ 1 ที่ใช้ชีวิตอย่างเรื่อย ๆ ไร้จุด ตอนนี้เรานำตัวเราและการตระหนักรู้กลับมาติดตั้งในตัวเอง ดังสมการที่เขียนว่า “ΣF = ma” สำหรับผมแล้ว “M” ในสมการ เท่ากับ "ตัวเรา" และ “a” ในสมการ เท่ากับ “การตระหนักรู้” ดังนั้นชีวิตที่มีการตระหนักรู้จึงเป็นชีวิตที่กลับสนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน มีการหยุดคิด ทบทวน ใคร่ครวญให้ลึกซึ้งในชีวิตมากยิ่งขึ้น การใช้ชีวิตแบบนี้ในยุคปัจจุบันคงจะไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง เพราะเมื่อเราอยู่ในสังคมเมือง เรามีปฏิสัมพันธ์ต่อธรรมชาติน้อยลง การสังเกตสิ่งรอบข้างและชีวิตก็น้อยตามไปด้วย ดังนั้นเราจึงต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ และด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อกลับมารับรู้และเห็นความเป็นตัวตนชัดเจนขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเมื่อยิ่งฝึกมากเข้าบ่อยเข้าจนกลายเป็นเนื้อเป็นตัวแล้วจะทำให้เราละเอียดอ่อนมากขึ้น รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ แห่งชีวิตได้ดียิ่งขึ้น และเข้าใกล้วิถีความเป็นมนุษย์ที่แท้มากยิ่งขึ้นตามลำดับ
และกฎข้อที่ 3 ของนิวตันที่เรากล่าวไปแล้วตอนต้น แต่จะขอกล่าวซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ตัวเองและผู้ที่ผ่านมาอ่านได้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น (มั้ง) คือ Action = Reaction โดยที่แรงกระทำ ย่อมเท่ากับ แรงสะท้อน โดยแรงสองแรงมีขนาดเท่ากัน เกิดในทิศทางตรงข้ามกัน และไม่หักล้าง
ในกฎข้อในช่วงต้นเราทำ Marking ไว้นิดนึงตรงที่บอกว่า “Action ของเรา กับ Reaction ของอีกคนอาจจะไม่เท่ากันก็ได้” เมื่อพิจารณาแล้วในกฎของนิวตันพูดถึงแรง 1 แรง ต่อ แรงอีก 1 แรง และหลายคนมักยกตัวอย่างการที่เราใช้มือตีลงไปบนโต๊ะ แต่ใช้ชีวิตของมนุษย์เรานั้นทุกการคิด พูด ทำ มันมักไปได้เป็นแค่ 1 แรง เพราะมีเราคิด มันพ่วงความรู้สึกมาด้วยเสมอ และการพูด และการกระทำก็ไม่ต่างที่หลายครั้งมันเป็นมักจะมีเรื่องพ่วง ๆ เข้ามา ดังนั้นเราไม่สามารถคิดแบบเพียว ๆ ตามทฤษฎีกลศาสตร์แบบแป๊ะ ๆ ได้
เอาหละ… พอเขียนมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มเห็นสมการของระบบชีวิตแบบนี้ว่า…
เมื่อเขียนออกเป็นแผนภาพทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นมากว่า… ชีวิตของเราเดินอยู่ทางเดินสองทางนี้ คือ ถ้าไม่อยู่ในโหมด Autopilot เราก็อยู่ในโหมดการสังเกตชีวิต ซึ่งการอยู่ในทั้งสองโหมดนี้มันก็ทำให้เรากระทำสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป
เมื่อพูดถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงตอนพี่ชายท่านหนึ่งเชิญชวนให้เราไปร่วมเรียนรู้สัมผัสกับกระบวนการ Coaching ในห้องเรียนนั้น ผมได้เรียนรู้หนึ่งอีก 1 สมการของคุณ Jack Canfield นั้นคือสมการ E + R = O โดยที่ E = Event : เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราพบเจอ / R = Response : การตอบสนองของตัวเรา และ O = Outcome : ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ในสมการทำให้เราเห็นว่าทุกสถานการณ์ที่เข้ามาเรามีทางเลือกในการตอบสนอง และทำให้เกิดผลลัพธ์ขึ้น และเมื่อเรานำกฎของนิวตันเข้ามาประสานยิ่งทำให้เราเห็นชัดมากขึ้น เรา Response ทุก Event ด้วยการคิด / พูด / กระทำบางสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไป และทำให้ผลลัพธ์นั้นปรากฏขึ้น เหมือนกับกฎข้อที่ 3 ของนิวตันแป๊ะเลย
แต่เมื่อมองลึกลงไปทำให้เราเห็นชัดขึ้นอีกว่า แล้วในขณะที่เรา Response ต่อสิ่งต่าง ๆ เราอยู่ในโหมดไหนหละ โหมด Autopilot หรือโหมดสังเกตชีวิต และถ้าเราใช้โหมดสังเกตชีวิตในการตอบสนองเราจะมองเห็นอะไรมากขึ้นหรือเปล่า ?
พอโยงสองทฤษฎีเข้ากันทำให้ผมพบว่า "ผมเจอว่า Event ในชีวิตเรามีทั้ง Event ที่ตาเรามองเห็น เช่น ไฟดับ น้ำรัว คนทะเลาะกัน เป็นต้น และสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็น เช่น บรรยากาศ อารมณ์/ความรู้สึกของ ทัศนคติของคู่กรณี เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในโหมดสังเกตชีวิต มันช่วยให้เราได้พิจารณาหลายสิ่งอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น รับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้มากมายยิ่งขึ้น ในขณะที่โหมด Autopilot อาจทำไม่ได้เท่า (แต่หลายครั้งที่โหมด Autopilot ก็ช่วยชีวิตเรานะ เช่น เมื่อเห็นคนวิ่งหนีเราก็มักวิ่งตามฝูงชนแม้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หรือการปล่อยตัวตามกระแสน้ำเพื่อไปจับวัตถุที่มั่นคงและช่วยให้เรารอดได้ เป็นต้น) ดังนั้นทั้งสองโหมดมีคุณและโทษกับเราเสมอ อยู่ที่เราเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และช่วงเวลา
การเชื่อมโยงสองทฤษฎีนี้ช่วยให้เราเห็นว่า… ชีวิตของมนุษย์นั้นมันแสนซับซ้อนและมีลูกเล่นเยอะแยะมากมายเหลือเกิน ต่างจากสมการของนิวตันที่เป็นเรื่องทางตรง ๆ อธิบายเป็นอย่าง ๆ ได้ชัดเจน แต่เมื่อเราลองจับมาเชื่อมโยงกันก็เห็นความน่าสนใจแห่งสมชีวิตและวิถีทางแห่งการฝึกตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งเมื่อนำทฤษฎีอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วยยิ่งทำให้มุมมองต่าง ๆ กล้างขวางออกไป แน่นอนว่า… ชีวิตเราไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างเดียว เพราะมีช่างซับซ้อนและมีความลี้ลับซ้อนอยู่มากมาย แต่หากมีวิธีการหรือทฤษฎีใด ๆ ที่เข้ามาช่วยให้เราได้รู้จัก มองเห็น และสามารถพัฒนาชีวิตตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มันก็เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ และผมเองก็สนุกมากนะกับการได้ลองนำทฤษฎีง่าย ๆ ทางฟิสิกส์มาเชื่อมโยงกับชีวิตและแนวคิดการพัฒนาตัวเองแบบนี้ ย้ำอีกครั้งถูกผิดอย่างไรเรามาคุยกันดี ๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้เสมอ แต่สิ่งที่มีค่ามาก ๆ คือการได้มองเห็นว่า “นี่แหละคือชีวิต” และจงสนุกกับการเรียนรู้มันอย่างต่อเนื่อง ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน จนกว่าจะเป็นถึงเป้าหมายแห่งความเป็นมนุษย์ที่แท้ (Self-Actualization) ในที่สุด
อ้างอิงข้อมูลจาก
[1],[2] - https://e-learning.srru.ac.th/enrol/index.php?id=234
[3] - https://shorturl.asia/UMreC
