เช้านี้อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่อง "ความสัมพันธ์ในมิติที่มองไม่เห็น" ขึ้นมาพร้อมกับปรากฏภาพสไลด์ในหลักสูตร "ครอบครัวรักเหนือรัก" ขององค์กรบ้านเกื้อรักที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เลยจับทั้งสองเรื่องนี้มานั่งพิจารณาและพบอะไรบางอย่างที่พิเศษมาก ๆ เลยขออนุญาตมานั่งเขียนเป็น Reflection ลงใน Facebook ไว้กันลืมกัน

ช่วง 1 - 2 ปีมานี้เราเข้ามาเรียนรู้เรื่องการพัฒนาองค์กรกับทีม #ExcellentPeople และ #NewWork สิ่งที่พวกเราพูดถึงและให้ความสำคัญประการหนึ่งคือ "การดูแลความความสัมพันธ์" ทั้งภายนอกในทีมและองค์กร เพราะเราเชื่อว่า... หากเราสามารถดูแลความสัมพันธ์ให้แข็งแรงมากพอ มันจะช่วยส่งเสริมทั้งในระดับ Activity ที่สามารถออกแบบวิธีการการทำงานที่เหมาะ การประเมินที่สร้างแรงบันดาลใจ และโครงสร้างที่เหมาะสมกับผู้คนในองค์กรได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมในระดับ Context ที่จะทำให้ผู้คนได้ค้นพบ "คุณค่าและความหมาย" ของงานที่ทำ และช่วยกันดูแลพื้นที่และนิเวศน์การทำงานเพื่อการเติบโตของตนเองและเพื่อน ๆ ได้อย่างดี

"การดูแลความสัมพันธ์" เราเริ่มต้นจากการกลับมาดูแลและทำความเข้าใจกับตัวเอง มองให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดเปราะบาง ศักยภาพ ความตั้งใจ เป้าหมาย และทรัพยากรที่ตนเองให้ได้ก่อน จากนั้นเริ่มเข้าไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งที่เข้าเป็นคนคล้าย ๆ กันกับเรา และต่างจากเราผ่านการฟัง การพูดคุย การทำกิจกรรมทั้งในงานและนอก และอื่น ๆ เมื่อรู้จักตัวเองได้ดี มีปฏิสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ ได้มากแล้ว การนำความตั้งใจของแต่ละคนมาและความตั้งใจขององค์กรพิจารณาและหาความเชื่อมโยง สอดคล้อง และหากไม่สอดคล้องก็ไม่เป็นไร เก็บเอาไว้ก่อน แต่ก็ยังหาวิธีการที่จะเกาะเกี่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่เราต้องการไปด้วยกัน

จากที่เขียนมาข้างต้น... ทำให้เห็นว่า "การดูแลความสัมพันธ์" นั้นต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์ต่อมนุษย์ที่มีการมารอบกันสร้างพื้นที่และนิเวศน์ที่เหมาะ คราวนี้สิ่งที่สำคัญคือ... เราจะสร้างนิเวศน์แบบนั้นขึ้นมาได้อย่างไร ?

เรานึกถึงช่วงมัธยมต้นที่ได้ไปเรียนกับองค์กรบ้านเกื้อรักอย่างเข้มข้น และทำให้คิดถึงสไลด์ที่แม่ใหญ่ (อาจารย์ที่สอนเรา) ได้ใช้ในการบรรยายในทุกครั้ง ถือเป็นแก่นแกนของหลักสูตรนี้เลยก็ว่าได้ท่านพูดถึง 3 เรื่อง คือ เรื่องกรรม เรื่องคุณธรรมรักเหนือรัก (สาราณียธรรม ๖) และสุดท้ายคือผลลัพธ์ของคุณธรรม "รักเหนือรัก" (พุทธพจน์ ๗ ประการ) ซึ่งผมว่า 3 เรื่องนี้คือหัวใจของการสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ และมันสำคัญมาก ๆ

อย่างที่กล่าวไปว่าการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเติบโตเราต้องใส่ใจดูแลในเรื่องความสัมพันธ์ เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ มันเป็นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์นั้นไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเพียงทางเดียว ลองสังเกตดูว่าเวลาเราคุยกับใครสักคน หรือทำอะไรสักอย่างเราจะมี 3 Actions นี้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ คือ การคิด การพูด และการกระทำ

ในการสนทนา... แน่นอนเราใช้การพูดเป็นหลัก แต่เราก็มีการคิดตาม ใคร่ครวญ ไตร่ตรองเรื่องราวต่าง ๆ ที่คู่สนทนาได้เล่าให้ฟัง ขณะเดียวกันเราก็มีการกระทำบางอย่างผ่านภาษากาย ท่าทางต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งภาษากายและท่าทางนี้ก็สัมพันธ์กับความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของเราอีกนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตามที ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราทำสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเราจะดูแลเรื่องความสัมพันธ์นี้เป็น 3 สิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก หากเทียบใน Model องค์กร 3 มิติ เรื่องนี้จะอยู่ในมิติที่ 1 หรือชั้น Activity

คราวนี้หัวข้อของเราคือ... การสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ในระดับที่สายตามองไม่เห็น ดังนั้นเราจะค่อย ๆ นำพาทุกคนดำน้ำลงไปดูในชั้นที่ 2 หรือชั้น Relationship

การจะสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ที่ดีทั้งภายในและภายนอกได้ต้องมีพื้นฐาน เราลองนึกดูว่าถ้าทีมของเรา ทุกคนที่เข้ามารวมกันมีความรู้ไม่ดีต่อกันจะเป็นอย่างไร และหากมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก ๆ จะเป็นอย่างไร แน่นอนทั้ง 2 ความรู้สร้างบรรยากาศที่ต่างกัน ถ้าเป็นแบบแรกคนมีแต่คนหน้าบึ้งตึงต่อกันแน่ ๆ และ Actions ของพวกเขาคงจะดูรุนแรงและกระแทกกระทั้นกันน่าดู แต่ขณะเดียวกันถ้าเป็นอย่างหลังแม้จะบรยยากาศดูดี ดูโอเค แต่ก็อาจจะมีบางจุดที่ถูกปล่อยปะละเลย หรือบางครั้งไม่กล้าที่จะพูดจากันอย่างตรงไปตรงมา คราวนี้มาดูในสไลด์ขององค์กรบ้านเกื้อรัก แม่ใหญ่ท่านเน้นเรื่องคุณธรรม "รักเหนือรัก" มาเป็นพื้นฐาน โดยท่านอธิบายว่า "รัก" ตัวแรก คือ รักเป็นต้องการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ รักแบบกอบโกยเก็บกักไว้กับตนเท่านั้น แม้เป็นความรักแต่มีมากไปก็กลายเป็นเห็นแก่ตัว "รัก" ตัวที่ 2 คือ รักที่ไม่หวังผลตอบแทน รักที่ยินดีด้วยเมื่อเขาเป็นสุข ในยามเขาทุกข์และต้องการความช่วยเหลือก็พร้อมที่เข้าไปดูแลตามกำลัง และปล่อยได้ วางได้เมื่อถึงจุดที่เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ และ/หรือ เมื่อเขายังดื้อร้น ดันทุรัง และยังกล้าที่จะตักเตือนอย่างตรงไปตรงมา แต่มีกลวิธีที่ทำให้คนตรงหน้าบาดเจ็บน้อยที่สุด

คราวนี้มาดูที่ตามบทธรรมสาราณียธรรม ๖ นี้จะเห็นว่าเรายังคงมีปฏิสัมพันธ์ต่อตัวเองและทุกคนเหมือนเดิม เพียงแต่เติมความเมตตาของมาพื้นฐาน หรือให้ต่างศาสนาอาจจะเรียกว่านำความรัก / ความหวังดีเข้ามาร่วมด้วย และเป็นความเมตตา ความรัก ความหวังที่เป็นโยชน์ต่อเขาไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง และมอบให้อย่างมีกลวิธีและรู้กาลเทศะ เมื่อทำบ่อย ๆ เข้าตัว 4 - 6 เกิดตาม คือ เราจะเริ่มรู้จักแชร์ แบ่งปันทั้งเรื่องราว ความรู้สึก และสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่กันได้ เราจะเคารพในกันและกัน และเราค่อย ๆ สอดคล้อง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นทีม เป็นองค์กร ที่เป็นการ "ทำงานเป็นทีม" จริง ๆ ไม่ได้แค่เพียง “ทีมทำงาน”

และเมื่อเราทำทั้งสองชั้นได้แข็งแรงมากพอ... มันจะปรากฏเกิดผลลัพธ์หรืออาจบอกว่าเป็นชั้นที่ 3 ใน Model องค์กร 3 มิติ คือ Context หรือชั้น บริบท (คุณค่า / ความหมาย) คือ เราจะเป็นทีมที่มีคุณลักษณะที่ ทำอะไรก็คิดถึงกัน / รักกัน / เคารพ / ช่วยเหลือ / ไม่จงใจจุดชนวนเพื่อสร้างเรื่องให้เกิดการทะเลาะแบะแวง (โดยจงใจ) / เราจะอยู่ในวิถีการทำงานร่วมกัน และหลอมรวมเป็นทีม เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ ฝึกฝน และนำมาใช้กับตนเองในเป็นเนื้อเป็นตัว (Being) จนแผ่ขยายออกไป มันไม่สามารถมาจากการคิดและสั่งการได้ แม้ทำได้ก็ไม่คงทนถาวร เพราะมันไม่ใช่ตัวเขาจริง ๆ นี่คือสิ่งที่เราคิดขึ้นมาได้ และเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องฝึกฝนอีกมาก และหวังบทความนี้จะเป็นบทประโยชน์นะครับ