[บันทึกที่ 13] สะท้อนคิดเกี่ยวกับการสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ในระดับที่สายตามองไม่เห็น


เช้านี้อยู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่อง "ความสัมพันธ์ในมิติที่มองไม่เห็น" ขึ้นมาพร้อมกับปรากฏภาพสไลด์ในหลักสูตร "ครอบครัวรักเหนือรัก" ขององค์กรบ้านเกื้อรักที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เลยจับทั้งสองเรื่องนี้มานั่งพิจารณาและพบอะไรบางอย่างที่พิเศษมาก ๆ เลยขออนุญาตมานั่งเขียนเป็น Reflection ลงใน Facebook ไว้กันลืมกัน

ช่วง 1 - 2 ปีมานี้เราเข้ามาเรียนรู้เรื่องการพัฒนาองค์กรกับทีม #ExcellentPeople และ #NewWork สิ่งที่พวกเราพูดถึงและให้ความสำคัญประการหนึ่งคือ "การดูแลความความสัมพันธ์" ทั้งภายนอกในทีมและองค์กร เพราะเราเชื่อว่า... หากเราสามารถดูแลความสัมพันธ์ให้แข็งแรงมากพอ มันจะช่วยส่งเสริมทั้งในระดับ Activity ที่สามารถออกแบบวิธีการการทำงานที่เหมาะ การประเมินที่สร้างแรงบันดาลใจ และโครงสร้างที่เหมาะสมกับผู้คนในองค์กรได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมในระดับ Context ที่จะทำให้ผู้คนได้ค้นพบ "คุณค่าและความหมาย" ของงานที่ทำ และช่วยกันดูแลพื้นที่และนิเวศน์การทำงานเพื่อการเติบโตของตนเองและเพื่อน ๆ ได้อย่างดี

"การดูแลความสัมพันธ์" เราเริ่มต้นจากการกลับมาดูแลและทำความเข้าใจกับตัวเอง มองให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดเปราะบาง ศักยภาพ ความตั้งใจ เป้าหมาย และทรัพยากรที่ตนเองให้ได้ก่อน จากนั้นเริ่มเข้าไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งที่เข้าเป็นคนคล้าย ๆ กันกับเรา และต่างจากเราผ่านการฟัง การพูดคุย การทำกิจกรรมทั้งในงานและนอก และอื่น ๆ เมื่อรู้จักตัวเองได้ดี มีปฏิสัมพันธ์ทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ ได้มากแล้ว การนำความตั้งใจของแต่ละคนมาและความตั้งใจขององค์กรพิจารณาและหาความเชื่อมโยง สอดคล้อง และหากไม่สอดคล้องก็ไม่เป็นไร เก็บเอาไว้ก่อน แต่ก็ยังหาวิธีการที่จะเกาะเกี่ยวกันไปเรื่อย ๆ จนก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่เราต้องการไปด้วยกัน

จากที่เขียนมาข้างต้น... ทำให้เห็นว่า "การดูแลความสัมพันธ์" นั้นต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์ต่อมนุษย์ที่มีการมารอบกันสร้างพื้นที่และนิเวศน์ที่เหมาะ คราวนี้สิ่งที่สำคัญคือ... เราจะสร้างนิเวศน์แบบนั้นขึ้นมาได้อย่างไร ?

เรานึกถึงช่วงมัธยมต้นที่ได้ไปเรียนกับองค์กรบ้านเกื้อรักอย่างเข้มข้น และทำให้คิดถึงสไลด์ที่แม่ใหญ่ (อาจารย์ที่สอนเรา) ได้ใช้ในการบรรยายในทุกครั้ง ถือเป็นแก่นแกนของหลักสูตรนี้เลยก็ว่าได้ท่านพูดถึง 3 เรื่อง คือ เรื่องกรรม เรื่องคุณธรรมรักเหนือรัก (สาราณียธรรม ๖) และสุดท้ายคือผลลัพธ์ของคุณธรรม "รักเหนือรัก" (พุทธพจน์ ๗ ประการ) ซึ่งผมว่า 3 เรื่องนี้คือหัวใจของการสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ และมันสำคัญมาก ๆ

อย่างที่กล่าวไปว่าการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเติบโตเราต้องใส่ใจดูแลในเรื่องความสัมพันธ์ เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ มันเป็นเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และมนุษย์นั้นไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเพียงทางเดียว ลองสังเกตดูว่าเวลาเราคุยกับใครสักคน หรือทำอะไรสักอย่างเราจะมี 3 Actions นี้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ คือ การคิด การพูด และการกระทำ

ในการสนทนา... แน่นอนเราใช้การพูดเป็นหลัก แต่เราก็มีการคิดตาม ใคร่ครวญ ไตร่ตรองเรื่องราวต่าง ๆ ที่คู่สนทนาได้เล่าให้ฟัง ขณะเดียวกันเราก็มีการกระทำบางอย่างผ่านภาษากาย ท่าทางต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งภาษากายและท่าทางนี้ก็สัมพันธ์กับความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของเราอีกนั้นแหละ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตามที ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราทำสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเราจะดูแลเรื่องความสัมพันธ์นี้เป็น 3 สิ่งที่เราต้องใส่ใจให้มาก หากเทียบใน Model องค์กร 3 มิติ เรื่องนี้จะอยู่ในมิติที่ 1 หรือชั้น Activity

คราวนี้หัวข้อของเราคือ... การสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ในระดับที่สายตามองไม่เห็น ดังนั้นเราจะค่อย ๆ นำพาทุกคนดำน้ำลงไปดูในชั้นที่ 2 หรือชั้น Relationship

การจะสร้างนิเวศน์และการดูแลความสัมพันธ์ที่ดีทั้งภายในและภายนอกได้ต้องมีพื้นฐาน เราลองนึกดูว่าถ้าทีมของเรา ทุกคนที่เข้ามารวมกันมีความรู้ไม่ดีต่อกันจะเป็นอย่างไร และหากมีความรู้สึกที่ดีต่อกันมาก ๆ จะเป็นอย่างไร แน่นอนทั้ง 2 ความรู้สร้างบรรยากาศที่ต่างกัน ถ้าเป็นแบบแรกคนมีแต่คนหน้าบึ้งตึงต่อกันแน่ ๆ และ Actions ของพวกเขาคงจะดูรุนแรงและกระแทกกระทั้นกันน่าดู แต่ขณะเดียวกันถ้าเป็นอย่างหลังแม้จะบรยยากาศดูดี ดูโอเค แต่ก็อาจจะมีบางจุดที่ถูกปล่อยปะละเลย หรือบางครั้งไม่กล้าที่จะพูดจากันอย่างตรงไปตรงมา คราวนี้มาดูในสไลด์ขององค์กรบ้านเกื้อรัก แม่ใหญ่ท่านเน้นเรื่องคุณธรรม "รักเหนือรัก" มาเป็นพื้นฐาน โดยท่านอธิบายว่า "รัก" ตัวแรก คือ รักเป็นต้องการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ รักแบบกอบโกยเก็บกักไว้กับตนเท่านั้น แม้เป็นความรักแต่มีมากไปก็กลายเป็นเห็นแก่ตัว "รัก" ตัวที่ 2 คือ รักที่ไม่หวังผลตอบแทน รักที่ยินดีด้วยเมื่อเขาเป็นสุข ในยามเขาทุกข์และต้องการความช่วยเหลือก็พร้อมที่เข้าไปดูแลตามกำลัง และปล่อยได้ วางได้เมื่อถึงจุดที่เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ และ/หรือ เมื่อเขายังดื้อร้น ดันทุรัง และยังกล้าที่จะตักเตือนอย่างตรงไปตรงมา แต่มีกลวิธีที่ทำให้คนตรงหน้าบาดเจ็บน้อยที่สุด

คราวนี้มาดูที่ตามบทธรรมสาราณียธรรม ๖ นี้จะเห็นว่าเรายังคงมีปฏิสัมพันธ์ต่อตัวเองและทุกคนเหมือนเดิม เพียงแต่เติมความเมตตาของมาพื้นฐาน หรือให้ต่างศาสนาอาจจะเรียกว่านำความรัก / ความหวังดีเข้ามาร่วมด้วย และเป็นความเมตตา ความรัก ความหวังที่เป็นโยชน์ต่อเขาไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง และมอบให้อย่างมีกลวิธีและรู้กาลเทศะ เมื่อทำบ่อย ๆ เข้าตัว 4 - 6 เกิดตาม คือ เราจะเริ่มรู้จักแชร์ แบ่งปันทั้งเรื่องราว ความรู้สึก และสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่กันได้ เราจะเคารพในกันและกัน และเราค่อย ๆ สอดคล้อง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นทีม เป็นองค์กร ที่เป็นการ "ทำงานเป็นทีม" จริง ๆ ไม่ได้แค่เพียง “ทีมทำงาน”

และเมื่อเราทำทั้งสองชั้นได้แข็งแรงมากพอ... มันจะปรากฏเกิดผลลัพธ์หรืออาจบอกว่าเป็นชั้นที่ 3 ใน Model องค์กร 3 มิติ คือ Context หรือชั้น บริบท (คุณค่า / ความหมาย) คือ เราจะเป็นทีมที่มีคุณลักษณะที่ ทำอะไรก็คิดถึงกัน / รักกัน / เคารพ / ช่วยเหลือ / ไม่จงใจจุดชนวนเพื่อสร้างเรื่องให้เกิดการทะเลาะแบะแวง (โดยจงใจ) / เราจะอยู่ในวิถีการทำงานร่วมกัน และหลอมรวมเป็นทีม เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ ฝึกฝน และนำมาใช้กับตนเองในเป็นเนื้อเป็นตัว (Being) จนแผ่ขยายออกไป มันไม่สามารถมาจากการคิดและสั่งการได้ แม้ทำได้ก็ไม่คงทนถาวร เพราะมันไม่ใช่ตัวเขาจริง ๆ นี่คือสิ่งที่เราคิดขึ้นมาได้ และเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องฝึกฝนอีกมาก และหวังบทความนี้จะเป็นบทประโยชน์นะครับ

หมายเลขบันทึก: 718371เขียนเมื่อ 30 พฤษภาคม 2024 11:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 2 มิถุนายน 2024 09:40 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (3)

ใคร่ครวญและแจกแจงอเป็นระบบ ถ่ายทอดแบ่งปันให้ติดตาม อ่านได้เพลิดเพลิน ได้ความคิด ได้มุมมองดีๆ ได้ประโยชน์มากครับ ชอบครับ

ขอบคุณครับอาจารย์วิรัตน์ :)

Reminded me of the first time I learned Python (a programming language) from a series of blogs called “Dive in Python” (2) by Mark Pilgrim. The book put me in water and tell me that the only way to survive is to learn to swim quickly - no other options!.

The anti-thesis is that ‘doing nothing is not an option’.

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท