วิกัณณกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๓. วิกัณณกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๓๓)
ว่าด้วยกามคุณเช่นกับชนัก
(เจ้าหน้าที่จัดอาหารพูดกับจระเข้ว่า)
[๑๖๕] เจ้าจงไปในสถานที่ที่เจ้าปรารถนาเถิด เจ้าถูกชนักแทงในที่อันสำคัญ อนึ่ง เจ้าเบื่อๆ อยากๆ ในอาหาร เฝ้าติดตามฝูงปลาอยู่ ถูกอาหารเคล้าเสียงกลองขจัดเสียแล้ว
(พระศาสดาครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว จึงตรัสว่า)
[๑๖๖] บุคคลผู้คล้อยตามโลกามิส (คำว่า โลกามิส ได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เรียกว่าโลกามิส (เหยื่อสำหรับโลก) นั้น เพราะกามคุณทั้ง ๕ นี้ถือว่าเป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ) อย่างนี้ อนุวัตตามอำนาจจิตย่อมเดือดร้อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนท่ามกลางหมู่ญาติมิตรสหาย เหมือนจระเข้ตัวติดตามฝูงปลาถูกชนักแทง
วิกัณณกชาดกที่ ๓ จบ
-----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
วิกัณณกชาดก
ว่าด้วย คนเห็นแก่อามิสย่อมเดือดร้อน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุกระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นถูกนำไปยังธรรมสภา พระศาสดาตรัสถาม ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุใด. กราบทูลว่า เพราะเหตุกามคุณ.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ากามคุณเหล่านี้ เช่นกับลูกชะนัก เมื่อได้ที่ตั้งในหัวใจครั้งเดียว ย่อมให้ถึงความตายได้ทีเดียว เหมือนชะนักอันปักเข้าไปแล้ว ยังจระเข้ให้ถึงความตาย ฉะนั้น แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีโดยธรรม วันหนึ่งประพาสอุทยานเสด็จไปถึงฝั่งสระโบกขรณี พนักงานผู้ชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ประกอบการฟ้อนรำขับร้องถวาย ปลาและเต่าทั้งหลายที่สระโบกขรณี ต่างก็มารวมกันเพราะมีใจจดจ่ออยู่ในเสียงขับร้อง ว่ายน้ำตามพระราชาไป. พระราชาทอดพระเนตรเห็นฝูงปลาประมาณเท่าลำตาล ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เหตุไรหนอ พวกปลาเหล่านี้จึงเที่ยวตามเราไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ปลาเหล่านี้คอยรับใช้พระองค์. พระราชาโปรดปรานว่า แม้ปลาเหล่านี้ก็ยังคอยรับใช้เรา จึงทรงตั้งอาหารไว้ประจำวันของปลาเหล่านั้น. เจ้าหน้าที่ต้องหุงข้าวสารหนึ่งอัมมณะทุกๆ วัน.
ต่อมา ปลาทั้งหลายถึงเวลาให้อาหารบางพวกก็มา บางพวกก็ไม่มา อาหารก็เสีย. เขาจึงกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชารับสั่งว่า ตั้งแต่นี้ไปจงตีกลองเวลาให้อาหาร เมื่อพวกปลามารวมกันตามเสียงกลองแล้ว ก็จงให้อาหารเถิด. ตั้งแต่นั้น พนักงานผู้จัดอาหารให้ตีกลองแล้ว จึงให้อาหารแก่พวกปลาที่มารวมกัน. แม้พวกปลาเหล่านั้นก็มารวมกันกินอาหารตามสัญญาเสียงกลอง เมื่อพวกปลารวมกันกินอาหารอยู่อย่างนี้ มีจระเข้ตัวหนึ่งมากินปลา. เจ้าหน้าที่จัดอาหารจึงกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงรับสั่งว่า ท่านจงเอาชะนักแทงจระเข้ที่เข้ามาในเวลากินปลา แล้วจับตัวให้ได้. เขารับพระราชโองการแล้ว กลับไปลงเรือคอยอยู่ ได้ใช้ชะนักแทงจระเข้ซึ่งเข้ามากินปลา ชะนักเสียบติดหลังจระเข้นั้น จระเข้ได้รับทุกขเวทนา จึงหนีพาเอาชะนักนั้นติดไปด้วย. เจ้าหน้าที่จัดอาหารทราบว่า แทงถูกจระเข้แล้ว เมื่อจะว่ากะจระเข้นั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เจ้าปรารถนาในที่ใด ก็จงไปในที่นั้นเถิด เจ้าเป็นผู้ถูกชะนักของเราแทงแล้ว เจ้าเป็นผู้โลภด้วยอาหารแท้ เมื่อติดตามปลาทั้งหลายมา ก็ถูกอาหารมีเสียงกลองกำจัดเสียแล้ว.
จระเข้นั้นไปถึงที่อยู่ของตนแล้วก็ตาย.
พระศาสดา ครั้นทรงแสดงชาดกนี้แล้ว ตรัสรู้แล้วได้ตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
บุคคลเห็นแก่โลกามิสแม้อย่างนี้ ชอบประพฤติตามอำนาจของจิตย่อมเดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติและสหาย ดุจจระเข้ผู้ติดตามปลาไปถูกแทง ฉะนั้น.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
ครั้นจบสัจจธรรม ภิกษุกระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น คือ เราตถาคต นี้แล.
จบ อรรถกถาวิกัณณชาดกที่ ๓
-----------------------------------------------------