นวนิยาย เรื่อง คำสารภาพยามเที่ยงคืน  และ แดนใจ โดย ฌอร์ฌส ดูอาเมล (Georges Duhamel)    รวมเล่มอยู่กับ อีก ๒ เรื่องโดยนักเขียนอีกคน   ที่จะบันทึกถึงในสัปดาห์หน้า     แรงดึงดูดของ ฌอร์ฌส ดูอาเมล ต่อผมอยู่ที่เขาเป็นแพทย์ ที่เป็นกวี และนักเขียน    ที่ผมบอดสนิท    จึงอยากรู้ว่าคนเป็นหมอด้วยและนักเขียนด้วย เขาเขียนเรื่องทำนองไหน   

เป็นหนังสือของ Madman Books ที่ผมซื้อมาเป็นชุด ในลักษณะอุดหนุนกัน   ในฐานะรักน้ำใจคนบ้าหนังสือ (นพ. เนตร รามแก้ว)    แล้วเพิ่งว่างหยิบมาอ่านช่วงสงกรานต์   จัดว่าเป็นหนังสือในลักษณะที่ผมไม่เคยอ่าน   และไม่เคยคิดว่าจะอ่าน    เพราะมันเป็น “เรื่องไม่เป็นเรื่อง”  หรือถ้าจะใช้คำที่รุนแรงยิ่งกว่า  “เรื่องไร้สาระ” 

คำสารภาพยามเที่ยงคืน เขียนแบบเล่าอยู่ฝ่ายเดียวถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง    ผมชอบอยู่เรื่องเดียวคือ มันเป็นฉากในปารีสสมัยเมื่อยังไม่มีไฟฟ้า   ยังใช้ตะเกียงน้ำมัน คล้ายกับชีวิตของผมที่ชุมพรสมัยเด็ก    และชอบความละเอียดอ่อนของผู้เขียน ที่บรรยายสถานที่ต่างๆ ได้จนหลับตาจินตนาการได้   และบรรยายความรู้สึกของตัวเอกคือ หลุยส์ ซาลาแวง ได้อย่างละเอียดอ่อน   

เป็นโอกาสให้ผมทำความเข้าใจว่า วรรณกรรมแบบนี้เป็นที่นิยมได้อย่างไร   เพราะในสายตาของผมมันไม่สร้างสรรค์   ไม่ช่วยให้โลกดีขึ้น    แต่คิดอีกที มันสะท้อนชีวิตจิตใจของมนุษย์อีกแบบหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคย    หรือพยายามหลีกเลี่ยงด้วยซ้ำ    เพราะเกรงจะเป็นโรคติดต่อ 

คิดใหม่อีกที   การได้อ่านและรับรู้ชีวิต และความคิดของคนแบบนี้ ก็เป็นการเปิดกระโหลกผมอีกแบบหนึ่ง   ให้ตระหนักว่า โลกนี้มีคนหลากหลายแบบ    ที่จริงผมได้เรียนรู้มากจากคนตัวเป็นๆ คือเด็กสาวที่มาทำหน้าที่ดูแลภรรยา   ที่มีพฤติกรรมสะท้อนว่าไม่ได้รับการฝึกฝนด้านความรับผิดชอบ   

“เรื่องไร้สาระ” ของผม อาจเป็นเรื่องสำคัญของคนแบบอื่นก็ได้   อย่างน้อยก็คุณ หลุยส์ ซาลาแวง ในเนื้อเรื่อง ที่เป็นผู้เล่า    ผมนึกขึ้นได้ว่า คนที่จะเล่าได้ละเอียดขนาดนี้ ต้องไม่ธรรมดา 

       

แดนใจ   เป็นข้อครุ่นคิดคำนึงของแพทย์ที่เป็นกวี    ที่เขียนสะท้อนแดนแห่งหัวใจ หรือแดนที่ครอบครองโลกด้วยสันติภาพ  ออกมาระหว่างทำหน้าที่ศัลยแพทย์อยู่ในสนามรบของสงครามโลกครั้งที่ ๑    อารมณ์ตรงกันข้ามกับเรื่องแรกเลยนะครับ   

ข้อประทับใจของผมก็คือ เขาไม่เขียนใส่อารมณ์เรื่องการสู้รบเลย    แต่เอาสภาพแวดล้อมต่างๆ มาสะท้อนคิด และเขียนออกมา    จึงเท่ากับเป็นข้อเขียนแบบเดียวกันกับเรื่องแรก    คือเขียนจากการสะท้อนคิด (reflection)    ซึ่งหมายความว่า เอาความรู้สึกเป็นหลัก ไม่เน้นสาระ  ไม่เน้นถูกผิด 

ลองดูตัวอย่างข้อเขียนในหน้า ๒๒๘  “เขาผู้รู้วิธีที่จะมีความสุข และสามารถให้อภัยต่อการมีความสุขของตนนั้น  ช่างน่าอิจฉา!   -  เป็นต้นแบบที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวในหมู่ผู้ทรงปัญญา”   อ่านแล้วรู้สึกย้อนแย้งชอบกล  ชวนฉงน และเถียงว่า การมีความสุขต้องการการให้อภัยหรือ   ที่จริงควรได้รับความชื่นชมมิใช่หรือ 

ตอนที่ สอง   ความยากจนกับความร่ำรวย   ผมตั้งใจหาความย้อนแย้งในความคิดของ ฌอร์ฌส ดูอาเมล    ที่ไม่อาศัยตัวละครสมมติแบบเรื่องแรก    แค่หน้าแรกก็สะดุดใจว่า ศาสนาคริสต์เกิดมาเพื่อปลอบใจคนจน คนยากไร้?    และที่หน้า ๒๓๔  สะดุดคำว่า “การครอบครอง”   ที่เชื่อมโยงกับการรบ และความมั่งคั่ง    ชวนให้ผมพิจารณาตนเอง ว่าเป็นผู้ไม่ใฝ่การครอบครอง   แต่โชคดีเป็นผู้ร่ำรวย   ร่ำรวยอะไรโปรดตีความเอง    ไม่ครอบครองนำสู่ความร่ำรวย    ซึ่งหนังสือไม่ได้ว่าอย่างนั้น    เรื่องการครอบครองนี้  ฌอร์ฌส ดูอาเมล สะท้อนคิดยืดยาวมาก     

หน้า ๒๓๗ เริ่มด้วยคำว่า “ความปิติยินดีสูงสุดคือการให้ความสุข” ตามด้วยเรื่องของทหารที่บาดเจ็บสาหัส ที่ในข้อความเพียง ๑ หน้า   บอกว่าทหารคนนี้แสดงหน้าตามีความสุขทั้งที่บาดเจ็บเพราะอะไร    นี่คือด้านดีของความเป็นมนุษย์   

ตอนที่ สี่  ว่าด้วยการค้นพบโลก   ขึ้นต้นว่า “ในโลกนี้ไม่มีสักสิ่งที่ไม่ใช่ต้นธารแห่งความสุข    ความโศกเศร้าเกิดจากการที่มนุษย์ทำเกินตัวในการใช้ทุกอย่างในทางที่ผิด   เขาหันกายหรือจิตวิญญาณของตนออกห่างจากทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ดูเหมือนจะถูกส่งมาเพื่อความสุขของเขา   ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างจุไว้ซึ่งคลังแห่งความสุขอย่างเหลือเชื่อ”    อ่านไปจนจบตอนที่สี่ซึ่งมี ๒๗ หน้า    จึงพบว่าโลกอยู่ในย่อหน้าแรกนั่นเอง   แต่จะค้นพบได้คุณต้องสวมแว่นจิตวิทยาเชิงบวกเสียก่อน 

ตอนที่ หก  ความโศกเศร้ากับการละทิ้ง    บอกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะแสวงหาความสุข    แต่ก็เตือนว่า จงอย่าละเลยความโศกเศร้า    ผมอธิบายต่อว่า เพราะมันเป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเป็นคนเต็มคน    ช่วยให้เราเข้าใจชีวิตดีขึ้น   ผมสรุปบรรทัดเดียว แต่ ฌอร์ฌส ดูอาเมล เขียนได้ถึง ๑๒ หน้า 

ตอนที่ เจ็ด  ที่ลี้ภัยแห่งชีวิต   เริ่มด้วย “โลกไพศาลสองโลก”   ต่อด้วยข้อสะท้อนคิด ๒๒ หน้า    ที่อ่านแล้วผมสรุปว่า สองโลกนั้นคือ โลกแห่งอดีต กับโลกแห่งอนาคต   เป็นที่ลี้ภัยจากโลกปัจจุบัน  หากโลกปัจจุบันโหดร้ายเกินไป   มนุษย์เราหาที่ลี้ภัยได้เสมอ     

ตอนที่ แปด  การปกครองแห่งหัวใจ    เริ่มด้วยคำคมของ ปาสกาล    “ความรู้ในสิ่งภายนอกไม่อาจชดเชยความไม่รู้แห่งโลกศีลธรรมของผมในยามทุกข์ยาก   แต่ความรู้แห่งโลกศีลธรรมของผมมักปลอบประโลมผมสำหรับความไม่รู้ในสิ่งที่อยู่ภายนอก”   จับใจยิ่งนัก    เนื้อเรื่องสะท้อนคิดเรื่องสงคราม    จนจบเรื่อง  ผมก็ยังจับประเด็นไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับชื่อตอนตรงไหน   

 ผมเริ่มจับทางได้   ว่าวิธีอ่านหนังสือแบบนี้อย่างสนุกและได้รสชาติและปัญญา    ต้องไม่อ่านแบบหนังสือทั่วไป    ต้องอ่านแบบเล่นซ่อนหา   หาสาระในท่ามกลางความคิดคำนึงสะท้อนคิดของผู้เขียนให้พบ 

   

 ฌอง ซีโอโน : คนปลูกต้นไม้ เพาะควมหวัง เกี่ยวความสุข 

   คล้ายๆ เป็นเรื่องแถมในเล่ม   ความยาวเพียง ๒๑ หน้า   แต่ให้ความสุขผมมากที่สุดในการอ่านหนังสือเล่มนี้    เพราะเป็นเรื่องของคนที่มีเป้าหมายในชีวิตแบบเงียบๆ ไม่บอกใคร    ไม่ต้องการการตอบแทนใดๆ    ตรงกับอุดมการณ์ชีวิตของผม  

เป็นเรื่องของคนที่มีตัวตนจริง – เอลเซอารฺต์ บูฟฟิเยร์   ที่ตายในปี1947 ที่บ้านพักคนชรา

วิจารณ์ พานิช

๑๗ เม. ย.  ๖๗