ขี้เมาไร้บ้านสนามหลวงมีน้ำใจกว่าเศรษฐีมีเงินเสียอีก  

     หลังจากออกข่าวเรื่องจะไปช่วยคนที่บ้านโดนไฟไหม้ที่ชุมชนวัดสังเวช ไปตามบุคคลต่าง ๆ ทุกระดับชั้นในสังคม ทั้ง อาจารย์ นักวิชาการ นักพัฒนา สื่อสารมวลชน และ อีกหลากหลายอาชีพ รวมถึงการลงไปบอกกล่าวพี่น้องที่ท้องสนามหลวง และ คลองหลอด ไม่น่าเชื่อนะครับ ผมมีเรื่องที่น่าตกใจ และน่าเสียใจในเวลาเดียวกันจะบอกให้รับทราบ 

     เชื่อหรือไม่ครับ ว่าทันทีที่เอ่ยปาก มีช่างอาสา ที่เป็นคนไร้บ้าน ที่เป็นคนที่ชอบดื่มเหล้า นี่ล่ะขันอาสากันสี่ห้าคน เพื่อจะไปช่วยกัน ในขณะที่ คนขายบริการละแวกคลองหลอด ฝากเงินมาร่วมช่วยซ่อมบ้านในครั้งนี้ด้วย และต้องถือว่าเป็นเงินส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป เพราะเท่าที่ บอกกล่าวบอกบุญกันไป เห็นมีแต่ คนด้อยโอกาส ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเป็นหลัก 

     คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน เต็มใจที่จะช่วย เต็มใจที่จะ บริจาค โดยไม่ต้องเอาหน้า ทำบุญเพื่อความสุขโดยแท้จริง ไม่หวังผลตอบแทนใดใด ทำให้ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กรสาธารณประโยชน์) ที่เข้ามาทำงานใการเรียนรู้ร่วมกับคนกลุ่มนี้ เกิดพลังใจ และกำลังใจที่จะสู้ ร่วมกับคนกลุ่มนี้ เพราะเขาก็ พร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานเรื่องการกระจายโอกาส เท่าที่เขามีเรี่ยวแรงในชีวิตของเขา 

     คนเล็ก ๆ ของสังคมที่ พร้อมและร่วมไม้ร่วมมือกัน ที่จะสร้างสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อ สังคมที่ ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ภาษิตที่ว่า เตี้ยอุ้มค่อม คงต้องทบทวน ก็ในเมื่อคที่อยู่สูงเขาไม่ช่วยคนค่อม คนเตี้ย จะละเลยอีกก็ใช่ที่ ครั้นจะตะโกนให้คนสูงก้มลงมามองคนค่อมคนเตี้ยแล้วให้การช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เขาจะได้ยิน ก็ คงต้องฝากความหวังไว้กับความจริงที่เป็นอยู่ ว่า ณ ปัจจุบันนี้ คนเล็ก ๆ ในสังคม เขา ช่วยกันเองแบบ ตามมีตามเกิด (พอเพียง) แล้ว ใครที่เห็นแล้วอยากจะช่วยก็ช่วย ไม่เรียกร้องอีกต่อไปแล้ว 

     สองสามวันที่ผ่านมา ก่อนเข้านอน แอบน้ำตาซึมด้วยความปิติยินดี ที่ ได้เรี่ยวแรงจาก ขี้เมาไร้บ้านที่สนามหลวง มาช่วยให้ หญิงชราวัย 65 คนหนึ่ง ได้มีรอยยิ้ม และกำลังใจขึ้นมาอีกคั้งหนึ่ง ยิ้มทั้งน้ำตา ที่ว่า ความเชื่อที่เชื่อมาโดยตลอดนั้น เป็นจริง คือ คนเรามีพลังเท่าเทียมกัน ขาดแต่โอกาสที่จะบอกสังคมให้ได้ยินเท่านั้นเอง ที่สำคัญเมื่อสังคมได้ยินแล้ว จะ หยิบยื่นหรือเปล่าเท่านั้นเอง