GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต ?

สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดแห่งชีวิต

เชื่อว่าคำถามนี้... ติดตามผู้เขียนมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เพียงแต่ผู้เขียนยังไม่มีกรอบความคิดชัดเจนเท่านั้น...เพราะไม่ว่าทำอะไรก็รู้สึกว่ามิใช่สิ่งที่ใจปรารถนา จนกระทั้งบวชครั้งแรก (พ.ศ.๒๕๒๗ อายุ ๒๑) ผู้เขียนพบข้อความในวัดว่า "คนเราเกิดแล้วต้องแก่เจ็บตายไป...." (ดูใน ความจริงแห่งชีวิต ) ก็มีความรู้สึกว่าตรงกับใจ ....เมื่อลาสิกขาไปใจก็ข้องอยู่กับเรื่องนี้ ปีต่อมาผู้เขียนก็บวชครั้งที่สอง (พ.ศ. ๒๕๒๘ อายุ ๒๒) และอยู่มากระทั้งปัจจุบัน...

สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต ? เป็นคำถามที่ผู้เขียนถามใจตัวเอง หลังจากบวชได้ ๒-๓ พรรษา ...และคืนหนึ่งผู้เขียนก็ตอบคำถามได้ว่า ความปรารถนาเป็นสภาวธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย และจะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่จะเข้ามาเกื้อหนุนหรือบั่นทอน...หลังจากนั้น คำถามนี้ก็ได้หายไปจากคลองความคิด แต่จะเกิดขึ้นในบางครั้ง เมื่อจิตใจสับสนวุ่นวาย ...ทำนองนี้

ผู้เขียนเรียนหนังสือมาตลอดชีวิต ผ่านโลกมาหลากหลายตามอายุ แต่มาพบคำตอบจริงๆ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่ยากอะไร เมื่อประมาณสิบปีมานี้ เอง ซึ่งผู้เขียนก็จำได้ เพียงแต่เมื่อก่อน ไม่ได้เข้าไปขบคิดหรือเพ่งพินิจเท่านั้น...

พระพุทธเจ้าสอนว่า คนทั่วไปในโลกนี้ มีความปรารถนาไม่แตกต่างกัน ๔ ประการ คือ

๑. ลาภะ คือ อยากได้ทรัพย์สมบัติพัสถานต่างๆ หรืออยากร่ำอยากรวยนั่นเอง รวมความว่า ลาภะ

๒. ยศ คือ อยากมีเกียรติ มีชื่อเสียง มีตำแหน่ง ต้องการให้สังคมยอมรับ เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ นับหน้าถือตา ซึ่งรวมความว่า ยศ

๓. อายุ คือ ต้องการมีชีวิตยืนยาว มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง พลานามัยสมบูรณ์ รวมความว่า อายุ

๔. สวรรค์ คือ ต้องการไปเกิดบนสวรรค์ชั้นฟ้า ตามเค้าว่ามีความสมบูรณ์พูนสุขกว่าโลกมนุษย์มากมายนัก...อะไรทำนองนี้

(แม้ว่า พระพุทธเจ้ายังตรัสเรื่องนี้ไว้สองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังทันสมัยอยู่ และความต้องการของคนในยุคสมัยนี้ ก็คงจะไม่พ้นจาก ๔ ประการนี้)

พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า ความปรารถนาเหล่านี้ให้ถึงพร้อม สมบูรณ์ ครบถ้วนได้ยากยิ่งนัก นั่นคือ ชีวิตตามความเป็นจริง คนเราจะมีข้อบกพร่องในสิ่งเหล่านี้เสมอ......... 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 71792
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 9
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (9)

นมัสการครับ หลวงพี่
  เห็นหัวข้อบันทึกแล้ว รวมทั้งความปรารถนา ๔ ประการ

อยากทราบว่าหลวงพี่มีความปรารถนาข้อใดใน ๔ ข้อครับ เพราะสาเหตุใด

 

เพราะความต้องการของคนในยุคสมัยนี้ ก็คงจะไม่พ้นจาก ๔ ประการนี้

ถ้าหลวงพี่ให้คำตอบไม่เข้า  ๔ ประการ หลวงพี่ต้องเพิ่มข้อ ๕ ด้วยนะครับ

จ้า นายบอน

พระพุทธเจ้าสอนว่า คนทั่วไปในโลกนี้ มีความปรารถนาไม่แตกต่างกัน ๔ ประการ คือ

คนทั่วไป ...ยังมี คนไม่ทั่วไป ...คงจะพอเข้าใจนะ

เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสกับอนาถปิณฑิกเศรษฐี ..ซึ่งตรัสว่า ผู้ครองเรือน แต่หลวงพี่มาเปลี่ยนสำนวนใหม่เป็น คนทั่วไป ...คนไม่ทั่วไป หมายถึง พวกนักบวช ประมาณนี้แหละ

เล่าต่อนะ นายบอน ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน ทั้งเช้าและเย็นเป็นปรกติ แต่ไม่เคยทูลถามอะไรเพราะมีความเกรงใจอย่างแรงกล้า ...พระพุทธเจ้าทรงทราบโดยนัย จึงตรัสธรรมะให้ฟังเสมอ ซึ่งเรื่องราวที่พระองค์ตรัสกับท่านเศรษฐีน่าสนใจมาก เพราะเป็นธรรมพื้นๆ สำหรับชาวบ้าน แต่แฝงไว้โดยความลึกซึ้ง ...

หลวงพี่ คิดว่า เราสอนธรรมะลึกซึ้งและยากเกินไป หลายเรื่องก็ห่างไกลปัจจุบัน ทำให้บางคนมองเห็นเป็นสิ่งเพ้อฝัน ...อันที่จริงเรื่องง่ายๆ ธรรมดา ก็ยังมีอีกมาก ...

แค่นี้ก่อนนะ นายบอน ขออนุโมทนาที่สนใจ มีเวลาว่างก็คุยกันได้

เจริญพร

555...เช่นกันครับ...พระอาจารย์...ผมก็ถามตัวเองตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ มาทำงาน...

จำได้ว่าพอเริ่มทำงาน(ยังไม่ได้บวช)...ตอนนั้นยังศรัทธาวิชาปรัชญาว่าเหนือกว่าศาสนาเช่นเคย... จนกระทั่งได้ไปเริ่มอ่านวารสาร แสงสูร ของสำนักสันติอโศก...เขาใช้ภาษาได้เสียดแทงใจ...ทำให้เริ่มคิดถึงภาคปฏิบัติจริง ๆ ... และเริ่มคิดถึงเป้าหมายชีวิตจริงๆ... สูเจ้าเกิดมาเพื่อสิ่งใด... สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต... ทุกสิ่งที่สูเจ้ายึดเอา ผูกติด ดึงรั้งไว้นั้น...ล้วนแต่เป็นของไร้คุณค่าความหมาย...ประหนึ่งว่าหอบฟางแบกขยะไปวัน ๆ หนึ่ง...

ช่วงนั้นผมแทบจะไม่ใส่เสื้อผ้า...เอ้ย...ไม่มีเครื่องประดับประทินโฉมใด ๆ เลย...อิอิ(แต่ตอนหลังมีภรรยาแล้ว...ต้องมาฝึกจิตให้รับรู้ว่าสิ่งของเครื่องประดับ ที่ภรรยาให้ใส่อยู่น่ะ... เป็นสิ่งว่างปล่าวนะ...555)

 

วันที่ผมอ่าน...คู่มือมนุษย์...ของท่านพุทธทาส...ผมอ่านแล้วอ่านอีกจนแทบจะจำได้ทุกประเด็น... ช่างโดนใจจนเกิดอาการสัญญาใจว่า... ถ้าได้บวชอีกจะอาศัยห้องสมุดธรรมโฆษณ์เป็นเรือนนอน...อาศัยธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรเป็นโรงเรียน...อาศัยพระอาจารย์(เช่นพระอาจารย์ชัยวุธ...อิอิ)ผู้รู้เป็นครูนำทาง...

นี่แหละที่ปรารถนาสุดท้ายในชีวิต...

 

 

คุณโยมขำ...ครับ

คุณโยมมีความเข้าใจใน สมมติสัจ คือ ความจริงที่ตกแต่งขึ้นมาตามวิถีโลกและสังคม และ ปรมัตถสัจ คือ ความจริงสูงสุดซึ่งลดทอนเหลือเพียงสภาวะที่รู้ และ ถูกรู้ เท่านั้น ...การดำเนินชีวิตต้องเข้าใจสองอย่างนี้และดำเนินไปตามลีลาที่เหมาะสม...

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย  แปลตามตัวว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรเพื่อเข้าไปยึดถือ ซึ่งท่านพุทธทาสแปลว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ...ส่วนอาตมามีความเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรจริงจังให้มากนัก หมายถึง จะไม่จริงจังเลย ก็ไม่ได้ และจะจริงจังสุดๆ ก็ไม่ได้ นั่นคือ .....

เจริญพร

นั่นคือทำตัวให้เข้ากับบุคคลกลุ่มที่ 3 อ่ะจิครับ พระอาจารย์....5555

 

คำว่าสมมติ...ก็เป็นอีกคำที่สามารถพิจารณาอย่างละเอียด....

ลูกสาวผมถามว่า...สมมติว่าครูตีน้องเมโดยที่น้องเมไม่ได้ทำผิด...พ่อจะทำยังไง...

ผมบอกว่า...ผมจะไปคุยกับครู...

น้องเมบอกว่า... ไม่ต้องไปหรอกพ่อ...เพราะเป็นเรื่องสมมุติ....555

แล้วสมมติว่า พ่อคุยกับครูแล้วครูบอกว่าน้องเมผิดจริง ๆ พ่อจะตีน้องเมซ้ำนะ...

 งั้นพ่อก็ต้องสมมติว่าไม่รักน้องเมก่อน...อิอิ

นมัสการค่ะ หลวงพี่

คุณครูของดิฉันเคยถามคำถามนี้ ตอนสมัยดิฉันอยู่ ม. 3 ดิฉันจำได้ว่า ดิฉันตอบว่า ต้องการให้ไม่ต้องการอะไรเลย  และตอนนี้ดิฉันก็ยังยืนยันคำตอบเดิม

ดิฉันเชื่อและรู้สึกตั้งแต่เด็กแล้วว่านิพพาน (ว่างจากตัวกูของกู ซึ่งทำให้ไม่ต้องการอะไรเลย) เป็นสุขอย่างแท้จริง

แต่ในโลกของความเป็นจริง  ดิฉันตอนนี้ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมได้อย่างจริงจังและก็ยังมีกิเลส มีอวิชชาอยู่   สิ่งที่ดิฉันต้องการทางโลก ๆ ในขณะนี้คือ ต้องการทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้ดี ไม่ว่า จะเป็นลูกที่ดี พี่ที่ดี น้องที่ดี อาจารย์ที่ดี  เพื่อนที่ดี เป็นต้น

ถ้าหากดิฉันสะสมบุญบารมีมากพอ คงมีโอกาสปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เพื่อจะได้นิพพาน ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยทั้งผู้อื่นและตนเองอย่างสูงสุดและบริสุทธิ์

เจริญพร อาจารย์ ดร. กานดา

นั่น คงเป็นบารมีเก่าของอาจารย์ก็ได้ครับ ...

เรื่องบารมีเก่านี้ มองไม่เห็น แต่เทียบเคียงความเหมือนและความต่างของคนในโลกได้ ครับ

ด้วยความยินดีครับ อาจารย์

เจริญพร

นมัสการครับท่าน

ผมเป็นหนึ่งในคนที่ไม่สามารถลิขิต วิถี ทางเดินของตัวเอง เหมือว่าขาดหรือด้อยด้วยปัญญา เหมือนรู้แต่ไม่รู้ แม้แต่ใจตัวเองก็ไม่สามารถกำหนด ผมจึงหาทางออกโดยการเดินตามคนอื่นเรื่อยไป และคิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่าเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง....

เข้าใจว่ามันอาจผิด หรือถูกยังไม่รู้เลย จึงไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ครับ