การวิจัยเป็นกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้ดำเนินการและประสบผลสำเร็จ ดังนี้

วิจัยเรื่อง          การพัฒนาการสอนภาษาไทยโดยใช้ชุดนิเทศการสอนภาษาไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น

ชื่อผู้วิจัย           นางวรรณดี  สุธาพาณิชย์ 

ปีที่ทำการวิจัย  2543

วัตถุประสงค์       1.      เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอน ที่มีต่อชุดการสอนและชุดฝึกอบรม  2.   เพื่อติดตามผลการใช้ชุดการสอน   อ่านไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4 <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt">นวัตกรรม</h2>                   1.   ชุดการสอนอ่านไทยที่โยงใยสู้ท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4                   2.   แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน ที่มีต่อชุดการสอนอ่านไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4       3.   ชุดฝึกอบรม  9  ขั้นตอน  สู่ชุดการสอนภาษาไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น                   4.    แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอน     ที่มีต่อชุดฝึกอบรม   9  ขั้นตอนสู่ชุดการสอนภาษาไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt">การดำเนินงานวิจัย</h2>1.      กลุ่มเป้าหมาย  ได้แก่  ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12  คน  และนักเรียนห้องเรียนของครูผู้สอนดังกล่าว จำนวน  388  คน2.      ตัวแปรที่ศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 127.6pt; text-indent: -55.6pt" class="MsoBodyTextIndent2">ตัวแปรต้น   ชุดการสอนอ่านไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  และชุดฝึกอบรม  9  ขั้นตอนสู่ชุดการสอนภาษาไทยที่โยงใยสู่ท้องถิ่น</p>ตัวแปรตาม  ความคิดเห็นและผลการสอนภาษาไทยของครูผู้สอน       และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสมรรถภาพการอ่านจับใจความของนักเรียน3.      การนำไปใช้  ใช้นวัตกรรมประกอบการนิเทศ จำนวน  1  ภาคเรียน  โดยมีการทดสอบความรู้ความสามารถของครูและนักเรียน  สอบถามความคิดเห็นครูผู้สอน4.      การเก็บรวบรวมข้อมูล  ทดสอบครู, นักเรียนก่อนและหลังนิเทศ   และ สอบถามความคิดเห็นครูผู้สอนหลังการนิเทศ5.      วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล     วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน     วิเคราะห์คะแนนความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นของครูผู้สอน6.      สถิติที่ใช้   ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน   และค่าที(t – test)     ผลการวิจัย     หลังจากการนิเทศ  ครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อชุดการสอนและชุดฝึกอบรมว่าเหมาะสมอยู่ในระดับมาก    ครูผู้สอนและนักเรียนมีความรู้ความสามารถสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 70.9pt; text-indent: -70.9pt"> </h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 70.9pt; text-indent: -70.9pt">วิจัยเรื่อง          การศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนอ่านจับใจความ   โดยใช้ชุดการสอนอ่านไทยที่โยงใยสูท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4</h1><p style="margin: 6pt 0cm 0pt" class="MsoBodyText">ชื่อผู้วิจัย           นางวรรณดี  สุธาพาณิชย์  </p>ปีที่ทำการวิจัย  2542วัตถุประสงค์       <h1 style="margin: 6pt 0cm 0pt 70.85pt; text-indent: -34.85pt"> 1.   เพื่อสร้างชุดการสอน อ่านไทยที่โยงใยสูท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 57.3pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 57.3pt"> 2.      เพื่อเปรียบเทียบความสามารถทางการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ที่เรียนจากชุดการสอน    กับการเรียนแบบปกติ </h1><h2 style="margin: 6pt 0cm 0pt">นวัตกรรม</h2>                   1.   ชุดการสอนอ่านไทยที่โยงใยสู้ท้องถิ่น  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4                   2.   แบบทดสอบประจำชุดการสอน3.      แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความ <h2 style="margin: 6pt 0cm 0pt">การดำเนินงานวิจัย</h2>1.      กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  จำนวน 6 ห้องเรียน  154  คน  โดยจัดเป็นกลุ่มทดลอง  จำนวน  3 ห้องเรียน  กลุ่มควบคุม  จำนวน  3  ห้องเรียน2.      ตัวแปรที่ศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 127.6pt; text-indent: -55.6pt" class="MsoBodyTextIndent2">ตัวแปรต้น   วิธีสอนอ่านจับใจความจากชุดการสอน</p>ตัวแปรตาม  คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ3.      การนำไปใช้  ใช้นวัตกรรมประกอบการสอนอ่านจับใจความ  จำนวน  1  ภาคเรียน  โดย   มีการทดสอบประจำชุดการสอนจำนวน 10 ครั้ง 4.      การเก็บรวบรวมข้อมูล  ทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม   5.      วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล     วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ     6.      สถิติที่ใช้   ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย     และค่าที(t – test)     ผลการวิจัย     พบว่าชุดการสอนอ่านไทย   ที่โยงใยสู่ท้องถิ่น    มีประสิทธิภาพ  E1/E2 เท่ากับ  79.13/78.41  และนักเรียนกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยสมรรถภาพการอ่านจับใจความ  สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม   อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 70.9pt; text-indent: -70.9pt"> </h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 70.9pt; text-indent: -70.9pt">วิจัยเรื่อง          การใช้คู่มือครู  การสอนแจกลูกและสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2</h1><p style="margin: 6pt 0cm 0pt" class="MsoBodyText">ชื่อผู้วิจัย           นางวรรณดี  สุธาพาณิชย์  </p>ปีที่ทำการวิจัย  2538วัตถุประสงค์       <h1 style="margin: 6pt 0cm 0pt 70.85pt; text-indent: -34.85pt"> 1.   เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาไทยที่มีต่อคู่มือครู</h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 18.0pt">                    2.   เพื่อศึกษาการปฏิบัติการนำคู่มือครูไปใช้ </h1>3.   เพื่อศึกษาความสำเร็จของการนำความรู้จากคู่มือครูไปใช้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 57.3pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 57.3pt" class="MsoNormal">4.       เพื่อศึกษาการพัฒนาพฤติกรรมการสอนเรื่องการแจกลูกสะกดคำ</p><h2 style="margin: 6pt 0cm 0pt">นวัตกรรม</h2>                   1.   แบบสอบถามความคิดเห็นต่อคู่มือครู                   2.   แบบสำรวจการปฏิบัติการนำไปใช้ <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt 70.9pt; text-indent: -70.9pt">             3.   คู่มือครู  การสอนแจกลูกและสะกดคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2</h1>                   4.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ <h2 style="margin: 6pt 0cm 0pt">การดำเนินงานวิจัย</h2>1.      กลุ่มตัวอย่าง  ได้แก่ครูผู้สอนภาษาไทยชั้น ป. 2  จำนวน  10 ห้องเรียนและนักเรียนห้องเรียนดังกล่าว  261  คนเป็นกลุ่มทดลอง  5 ห้องเรียน  กลุ่มควบคุม  5  ห้องเรียน2.   ตัวแปรที่ศึกษา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 127.6pt; text-indent: -55.6pt" class="MsoBodyTextIndent2">ตัวแปรต้น   ครูมือครู</p>ตัวแปรตาม  ระดับความคิดเห็นของครูและคะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2cm" class="MsoBodyTextIndent3">3.   การนำไปใช้  ใช้นวัตกรรมประกอบการสอนแจกลูกและสะกดคำ  จำนวน  1  ภาคเรียน  โดยมีการทดสอบนักเรียนและสอบถามความคิดเห็นของครู</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 2cm" class="MsoBodyTextIndent3">4.   การเก็บรวบรวมข้อมูล  ทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม   และสอบถามความคิดเห็นครู</p>5.      วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล     วิเคราะห์คะแนนความคิดเห็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน     6.      สถิติที่ใช้   ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 35.45pt; text-indent: -35.45pt" class="MsoNormal">ผลการวิจัย     พบว่าครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อคู่มือครูว่าเหมาะสมมากที่สุด  มีการนำไปใช้ในระดับมากที่สุดทุกรายการ    ความสำเร็จของการนำความรู้จากคู่มือครูไปใช้อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด     ครูผู้สอนพัฒนาพฤติกรรมการสอนเรื่องการแจกลูกสะกดคำสูงขึ้นและนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแจกลูกสะกดคำสูงขึ้นเช่นกัน</p>