พุทธประวัติฉบับของชาวตะวันตกและอาหรับ
พระศรีปริยัติโมลี
(สมชัย กุสลจิตโต ป.ธ.๙, พธ.บ., Ph.D.)
หลายศตวรรษมาแล้ว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์มากอยู่แห่งหนึ่งชื่อ เสรินเดีย (Serindia) พระราชาซึ่งปกครองแผ่นดินแห่งนี้ทรงพระนามว่า อเวเนอร์ (Avenir) มีพระราชโอรสซึ่งสมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ พระนามว่า “โยเซฟ” เมื่อพระโอรสประสูติใหม่ ๆ พระเจ้าอเวเนอร์ ได้มีรับสั่งให้นิมนต์นักบวชโหราจารย์มาสู่ราชสำนัก เพื่อทำนายชะตาชีวิตในอนาคตของเจ้าชายน้อยบุตรของตน หลังจากได้ตรวจตราดูพระลักษณะต่าง ๆ ของเจ้าชายน้อยแล้ว พวกนักบวชโหราจารย์ได้ถวายพยากรณ์แด่พระเจ้าอยู่หัวว่า เจ้าชายองค์น้อยนี้จะเป็นพระราชาเรืองอำนาจกว่าบรรพบุรุษของพระองค์ทั้งหมด แต่มีนักบวชเพียงท่านเดียวที่ยืนยันว่า พระราชโอรสจะเป็นพระธรรมราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในอาณาจักรจิตวิญญาณอันไร้ขอบเขต ต่อมาพระเจ้าอเวเนอร์จึงได้รับสั่งให้สร้างปราสาทที่สวยสดงดงามมากสำหรับพระราชกุมารน้อย พร้อมกับรับสั่งให้จัดพี่เลี้ยงนางนมนับร้อยไว้คอยอุปัฏฐากดูแลพระโอรส ขณะที่ประทับอยู่ในปราสาทนั้น ก็ไม่อนุญาตุให้บุคคลภายนอกย่างกรายเข้าไปในปราสาทหลังนั้นเลย เรื่องราวเกี่ยวกับความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นต้น ก็จะไม่พูดกันให้พระโอรสได้สดับรับรู้ พระราชารับสั่งให้พวกเขาพูดกันแต่เรื่องความสุข สนุกสนานกับพระโอรส ในช่วงแรก พระโอรสก็ได้รับการศึกษาจนชำนิชำนาญในอักษรศาสตร์และศิลปศาสตร์ของอินเดียและอาหรับเป็นอย่างดี
ต่อมาเมื่อพระโอรสเจริญวัยเป็นหนุ่มขึ้น ก็เริ่มสงสัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนเอง จึงเฝ้าถามพี่เลี้ยงนางนมเหล่านั้นถึงเหตุผลที่พระบิดาบังคับให้ประทับอยู่ภายในปราสาทเท่านั้น พระราชาอเวเนอร์ทรงเฉลยปัญหานี้เสียเองว่าที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้มกุฎราชกุมารประสบกับความทุกข์ยากต่าง ๆ ต่อมาเจ้าชายได้กราบขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตุเพื่อเสด็จเที่ยวชมพระนคร และเยี่ยมเยียนพสกนิกรทั่วประเทศ พระราชาทรงเห็นด้วยและรับสั่งให้เตรียมการเสด็จประพาสประเทศของเจ้าชายให้พร้อมสรรพ พร้อมกับรับสั่งกำชับให้ข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จพาพระโอรสไปชมแต่สิ่งที่น่ารื่นรมย์ใจ แต่มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่เจ้าฟ้าชายทรงรถม้าเสด็จไปตามถนน ทรงทอดพระเนตรเห็นคนป่วยเป็นโรคผิวหนังทุกข์ทรมานมากคนหนึ่ง วันต่อมาได้ทอดพระเนตรเห็นชายตาบอดคนหนึ่ง พระองค์จึงถามนายสารถีของพระองค์ว่า “ทั้งสองคนนั้นเป็นอะไร” ข้าราชบริพารตามเสด็จตระหนักชัดว่า ตนไม่อาจปกปิดความจริงต่อไปได้แล้ว จึงกราบทูลเจ้าชายไปตามตรง เจ้าฟ้าชายตรัสถามต่อไปว่า “เราทุกคนจะต้องประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันหรือ?” มหาอำมาตย์ท่านหนึ่งได้กราบทูลว่า “มนุษย์ผู้หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์จะต้องพบความทุกข์อย่างแน่นอน” พระราชกุมารตรัสถามต่อไปว่า “เมื่อไหร่” มหาอำมาตย์ที่ตามเสด็จทุกท่านกราบทูลว่า “ตนไม่อาจพยากรณ์เวลาที่แน่นอนได้” เจ้าฟ้าชายหยุดการซักถาม แล้วหันมาดำริตริตรองด้วยพระองค์เอง ในวันต่อมาเมื่อเจ้าชายโจเซฟเสด็จประพาสพระนคร ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่หลังโก่ง หน้าตาย่น เนื้อตัวตกกระ ฟันหลุดหมด ท่าทางสั่นงันหงก เจ้าฟ้าชายตรัสถามอำมาตย์ผู้ติดตามว่า “เขาเป็นใคร?” อำมาตย์ตอบว่า “คนแก่พะย่ะคะ” เจ้าฟ้าชายถามต่อว่า “เมื่อเวลาผ่านไปเขาจะเป็นอย่างไร?” อำมาตย์ตอบว่า “เขาต้องตายสถานเดียวพะย่ะคะ” เจ้าฟ้าชายถามต่อว่า “ชะตากรรมอย่างนี้ มนุษย์ทุกคนต้องประสบหรือว่ามันเลือกเกิดกับคนบางคนเท่านั้น?” อำมาตย์ตอบว่า “จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง พะย่ะคะ” เจ้าฟ้าชายถามต่อว่า “พวกเรามีทางจะกำจัดเหตุการณ์อย่างนี้ได้หรือไม่?” อำมาตย์ตอบว่า “ไม่มีทางเลย พะย่ะคะ”
เจ้าฟ้าชายรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของเหล่าอำมาตย์นิดหน่อย จึงเสด็จกลับสู่ปราสาทอย่างเงียบ ๆ แล้วเริ่มตริตรองเรื่องความตายและชีวิตหลังความตาย เจ้าฟ้าชายทรงถามพระอาจารย์ที่ถวายพระอักษรในพระราชวังว่า “มีใครทราบบ้างว่า มีอาจารย์วิเศษที่รู้เรื่องชีวิตหลังความตายอยู่บ้างหรือไม่?” พระอาจารย์ทูลตอบว่า “อาจารย์วิเศษผู้รู้เรื่องนี้ดี พระราชบิดาของพระองค์ได้มีรับสั่งให้เนรเทศออกจากประเทศนี้หมดแล้ว พะย่ะคะ” เจ้าฟ้าชายรู้สึกกังวลกับคำตอบนั้น พระองค์เริ่มเข้าใจแล้วว่า “โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความทุกข์และพระองค์ก็กำลังถูกความทุกข์เช่นนั้นเล่นงานเอาเหมือนกัน” ต่อมาเทพแห่งกรุณาได้ส่งนักบวชผู้เร่ร่อนไปพบเจ้าฟ้าชาย นักบวชองค์นั้นประกอบด้วยคุณธรรมสูงส่ง มีนามฉายาว่า วารลัม (Varlam) เคยปลอมเป็นพ่อค้าลงเรือเดินทางไปอินเดีย นักบวชได้บอกแก่พวกคนรับใช้ของเจ้าฟ้าชายว่า ตนเองมีแก้วสารพัดนึกมีฤทธิ์อำนาจมาก ซึ่งสามารถใช้รักษาคนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยินและคนใบ้ให้กลับพูดได้ และท่านประสงค์จะทูลเกล้าถวายแก้วสารพัดนึกแก่เจ้าฟ้าชายโจเซฟ พวกอำมาตย์เห็นดีด้วยจึงอนุญาตุให้นักบวชวารลัมเข้าเยี่ยมและสอนธรรมแก่เจ้าชายได้ นักบวชนั้นได้เข้าไปในปราสาทเพื่อสอนธรรมแก่เจ้าชายโจเซฟเนื่อง ๆ จนเจ้าฟ้าชายเกิดความศรัทธาเลื่อมใส
อยู่มาวันหนึ่งเจ้าฟ้าชายโจเซฟตรัสว่า พระองค์จะเสด็จออกไปประทับอยู่กลางป่าที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นมาแล้ว มกุฎราชกุมารเสด็จจากปราสาทพบชายคนหนึ่งระหว่างทางจึงออกพระโอฏฐ์ขอผ้าห่มของเขาเพื่อเป็นที่ระลึก แล้วพระองค์จะพระราชทานเครื่องทรงชุดพ่อค้าที่ตนเองสวมปลอมตัวมาแก่ชายคนนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนกันแล้วก็จากไป อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เจ้าฟ้าชายเข้าสมาบัติชั้นสูงอยู่นั้นทรงทอดพระเนตรเห็นสวรรค์ ทรงสดับเสียงชี้แจงว่า “นี้เป็นสถานที่ที่ผู้มีคุณธรรมสูงส่งพำนักอยู่” หลังจากเหตุการณ์นี้ได้ ๔๐ วัน พระเจ้าอเวเนอร์ก็สวรรคต เจ้าฟ้าชายโจเซฟไม่ทรงมีพระประสงค์ในราชสมบัติ จึงมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติถึงอำมาตย์ข้าราชบริพารทั้งหลาย แล้วเสด็จออกผนวชในราตรีหนึ่ง ณ ราวป่าใหญ่แห่งหนึ่ง เจ้าฟ้าชายราชฤษีได้ทรงพบกับความลำบากนานัปการ แต่พระหฤทัยของพระองค์ก็พัฒนาสูงขึ้นเป็นอันมาก ในระหว่างเวลานั้นพระราชฤษีได้ทรงพระสุบินประหลาดอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาพระราชฤษีได้เสด็จสู่โลกสวรรค์ตามที่เคยพระสุบินเห็น เทพธิดาสองนางได้ถวายพวงมาลัยอันสวยงามแก่พระองค์คนละพวง เมื่อพระองค์ตรัสถามถึงความหมายของมัน นางเทพธิดาทั้งสองทูลตอบว่า อันพวงมาลัยสำหรับพระองค์ทั้งสองพวงนี้ พวงหนึ่งเพื่อช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ส่วนอีกพวงหนึ่งนั้นเพื่อสละทิ้งโลกียสุขไปหาโลกุตรสุข
นี้คือประวัติของท่านโจเซฟ (Joseph or Josaphat) ตามที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ว่าด้วยวินัยของนักบวชชาวคริสต์ชื่อ Chet xi Minet ในตอนท้ายของเรื่องนี้จะเห็นว่า มีเรื่องราวการสละออกไปใช้ชีวิตเป็นนักบวชอยู่ในป่า และมีบทสวดอ้อนวอนขอดวงวิญญาณของเราหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วย ใครเป็นคนเขียนเรื่องนี้ไว้ และใครเป็นผู้แต่งบทสวดอ้อนวอนดังกล่าว ?
นักวิชาการที่ไม่มีอคติในใจย่อมทราบดีว่าพวกเขาสวดมนต์อ้อนวอนพระพุทธเจ้า และท่านโจเซฟหรือโจสฟัตในเรื่องนี้ก็มิใช่ใครอื่น คือเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารพระโพธิสัตว์นั่นเอง นักปราชญ์ชาวตะวันตกผู้แสวงหาความจริงของเรื่องนี้ต่างยอมรับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ว่าเรื่องราวชีวิตของพระโพธิสัตว์สิทธัตถะราชกุมาร ได้นำเล่าสืบกันมาแบบปากต่อปาก จึงมีความผิดแผกจากเรื่องเดิมไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ และกลายมาเป็นประวัติของนักบุญชาวคริสต์ไป ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ในประวัติศาสตร์ของชาวอินเดีย มีพระราชาพระนามว่า อเวเนอร์ (Avenir) อยู่ คำนี้อาจพิจารณาว่ามาจากรากศัพท์เดิม “อเวนิศะ” (Avenisha) ซึ่งหมายถึง “พระราชา” ดังนั้นคำว่า “อเวเนอร์” จึงเป็นไวพจน์ของคำว่า “ราชา” คำว่า “เจาซัฟ (Joasaph)” หรือ โจเซฟ หมายความว่าอะไร ? ศาสตราจารย์รีส เดวิดส์ (Rhys Davids) พูดไว้ว่า คำว่า “โพธิสตฺต” ในภาษาบาลี เปลี่ยนรูปเป็นภาษาเปอร์เซียร์ว่า “โวสัต” (Vosat) จากคำว่า “โวสัต” ก็เปลี่ยนรูปเป็น “โยสัฟท์” (Yosaft) ต่อมาเป็น “โยสัฟ” (Yosaph) หรือ โจเซฟ (Joseph) และรูปศัพท์สุดท้ายก็เป็น “โจสฟัต” (Josaphat) ไป
เพิ่มเติมท้ายบันทึก
เนื้อหาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเขียนหรือความคิดเห็นของผม แต่เป็นบทความชื่อ “ฤๅพระเยซูเป็นสาวกนิกายหนึ่งของพระพุทธศาสนา” เขียนโดยพระศรีปริยัติโมลี (สมชัย กุสลจิตโต) รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ และประธานกองงานพระธรรมทูต (ตำแหน่งในสมัยนั้น) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ปัจจุบันคือพระราชปัญญาเมธี เจ้าอาวาสวัดป่าไตรสิกขาราม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา) พอดีผมอ่านเจอบทความนี้ในหนังสือ “พระธรรมทูต สายต่างประเทศ รุ่นที่ 8” ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2545 จึงนำมาเสนอเพื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่สนใจเรื่องราวทางศาสนาและเพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกศาสนามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ศาสนิกของทุกศาสนาต่างเป็นพี่น้องกันครับ