เช้าวันนี้ดิฉันตื่นเช้าเป็นพิเศษ มันรู้สึกตัวตั้งแต่ตีสี่กว่า ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น มีความคิดหลายอย่างพวยพุ่งเป็นฉาก ๆ  คลับคล้ายคลับคลา เป็นฉากชีวิตของชาวบ้านที่ดิฉันสัมพันธ์ ในแง่มุมที่จะให้ดิฉันเขียนหลายเรื่องหลายประเด็นที่แน่ ๆ ไม่น้อยกว่า ๕ เรื่อง และในความรู้สึกตอนนั้นก็เห็นว่าเป็นประเด็นคมคายมากที่จะช่วยปะติดปะต่อความคิดอ่าน  

หรือว่า มันเป็นสิ่งที่พี่ใหญ่ ( คุณวิศิษญ์ วังวิญญู ) บอก สมองของเราทำงานเองได้ 

  ในตอนครึ่งหลับครึ่งตื่นนั้นก็คิดไว้ว่าจะต้อง จำ ไว้ให้ได้   เสียงไก่ข้างบ้านปลุกเป็นระยะ ๆ เสียงหมาทักทายรถขยะ ( เอ้า อีกแล้ว ) ดังขรมละแวกบ้าน ดิฉันก็ยังนอนคลุมเคลืออยู่ในที่นอน ประมาณสักตีห้าครึ่งจึงได้ตื่นจริง เจ้ากรรมแท้...จำเรื่องได้เพียงเรื่องเดียว ไม่น่าเลย ดิฉันน่าจะกลั้นใจ กลั้นกายลุกขึ้นมาจดไว้ตอนนั้น  

ดิฉันติดเตาฟืน ฟืนที่เก็บมาพร้อมขยะใบไม้เพื่อนึ่งข้าวเหนียว สบายมากเลย ก่อไฟหน้าหนาว ติดทันใจ แสงไฟอบอุ่นลามเลีย แข่งกับแสงนวลกระจ่างของดวงจันทรา  

จากนั้นก็ล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบกระติ๊บข้าวสะพายบ่าเดินไปน้ำโขง สมทบกับคนอื่นที่ตื่นเช้าทั้งหลาย  

ข้าวเหนียวนึ่งใหม่หอมกรุ่น เป็นข้าวที่ดิฉันได้รับการ ทาน จากพี่น้องชาวบ้านที่ทำงานด้วยกัน มีน้ำใจแบ่งข้าวใหม่ให้ได้ลิ้มรส ดิฉันแบ่งตักบาตรที่เหลือตัวเองค่อยกิน ตอนจะตักบาตรและระหว่างตักบาตร ดิฉันพยายามรวมความคิดในใจ  

...ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่เกิดขึ้นจากความพากเพียร พยายาม อดทน ของพี่น้องชาวบ้านผู้ที่เกี่ยวข้องและสรรพสิ่งทั้งหลายก่อให้เกิดข้าวกระติ๊บนี้ ขออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ผีบ้านผีเรือน ผีไร่ผีนา ปีศาจ อสูรกาย เทพ เทพารักษ์ ครูอาจารย์ ผู้มีพระคุณ ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมทุกข์ทั้งหลาย และขอให้พลังแห่งความตั้งใจของชาวบ้านที่จะพลิกฟื้นแม่ธรณี ถิ่นฐานบ้านเกิด  ให้มีความตั้งมั่น และเกิดปัญญามองเห็นทางที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยเถิด..  

แล้วก็ยกกระติ๊บข้าวขี้นเหนือหัว