ต่อจากบันทึกที่แล้ว เก็บตกวิทยากร (82) : ทบทวนต้นทุนการเรียนรู้ (สโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มมส.,)
จากที่ผมมีโอกาสได้สังเกตการณ์การนำเสนอผลการเรียนรู้ของนิสิตและผู้นำนิสิตในสังกัดคณะศึกษาศาสตร์ เนื่องในโครงการ “ยกระดับคุณภาพนักกิจกรรม” เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 ณ ห้องประชุมสิกขาลัย อาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ แล้วนั้น ต้องยอมรับว่า แค่ปีการศึกษาเดียว (2565) คณะศึกษาศาสตร์ มีกิจกรรมพัฒนานิสิตเยอะมาก
คำว่าเยอะในที่นี้ คือ เยอะจริงๆ เพราะมีจำนวนกิจกรรม/โครงการไม่น้อยกว่า 30 กิจกรรมเลยทีเดียว ทั้งที่เป็น “กิจกรรมโดยนิสิตเพื่อนิสิต” (สโมสรนิสิตคณะ/ชมรมในสังกัดสโมสรนิสิตคณะ/นิสิตสาขา) และกิจกรรมในระดับคณะ หรือที่เรียก “โดยมหาวิทยาลัยเพื่อนิสิต”
ลักษณะร่วมของกิจกรรมภายในคณะศึกษาศาสตร์
เมื่อพิจารณาภาพรวมการจัดกิจกรรมภายในคณะศึกษาศาสตร์ ทั้งที่เป็นกิจกรรมสังกัดองค์กรนิสิตและกิจกรรมสังกัดสาขาวิชา พบกิจกรรมที่จัดในลักษณะทำนองเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับทักษะวิชาชีพ (Hard skills) หรือขนบนิยม หรือวัฒนธรรมภายในคณะ ยกตัวอย่างเช่น
- กิจกรรมปฐมนิเทศนิสิตใหม่ พบทั้งในภาพรวมของคณะและสาขา
- กิจกรรมไหว้ครู พบทั้งในระดับคณะและสาขา
- กิจกรรมรับน้อง/บายศรีสู่ขวัญ พบทั้งในระดับคณะและสาขา
- กิจกรรมเชิดชูเกียรติ พบทั้งในระดับคณะและสาขา
- กิจกรรมกีฬาภายใน พบทั้งในระดับคณะและสาขา
ลักษณะร่วมของกิจกรรมบริการสังคม
กิจกรรมบริการสังคม อาจมีลักษณะทั้งบริการสังคมโดยตรงและการบริการสังคมในลักษณะ “เรียนรู้คู่บริการ” ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัยฯ (นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน) หรือค่านิยมการเป็นนิสิต (MSU FOR ALL : นิสิต มมส พึ่งได้) ที่มีทั้งการนำวิชาชีพเฉพาะไปบริการและการบริการในลักษณะของสหวิชาชีพ เช่น
- กิจกรรมในนามสาขาวิชา/หลักสูตร เช่น ค่ายครูวิทย์ (สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป) ค่ายภาษาอังกฤษ (สาขาวิชาภาษาอังกฤษ) ค่ายพัฒนาทักษะการสอนภาษาไทย (สาขาภาษาไทย) ค่ายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (สาขาการศึกษาปฐมวัย)
- กิจกรรมในนามองค์กรนิสิต เช่น ค่ายพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ (ชมรมคณิตศาสตร์) ค่ายครูบ้านนอก (ชมรมครูบ้านนอก) ค่ายสัมมนาผู้นำชมรมพิมพ์หลากสี (ชมรมพิมพ์หลากสี) ค่ายเปลวเทียนสู่ฝัน/ค่ายครูอาสาสี่ชนบท (ชมรมครูอาสา) โครงการวิทยพัฒนาโรงเรียนบ้านเกิ้ง (ชมรมวิทยการกีฬา)
กิจกรรมเตรียมความพร้อมทางวิชาชีพก่อนออกสู่โลกภายนอกและการใช้ชีวิต
ในที่นี้หมายถึงกิจกรรมการเตรียมความพร้อมในทางวิชาชีพ หรือการติดอาวุธทางปัญญาแก่นิสิต ซึ่งส่วนใหญ่พบเด่นชัดในกลุ่มสาขาวิชา/หลักสูตรต่างๆ ทั้งในระยะแรกเริ่มการเข้าศึกษา ระหว่างการศึกษาเล่าเรียน ก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือแม้แต่การเตรียมสอบบรรจุ เพื่อก่อให้เกิดทั้งความรู้ ทักษะ (Hard skills) และทัศนคติที่ดีต่อการประกอบวิชาชีพและการใช้ชีวิตในสังคม เป็นต้นว่า
- กิจกรรมอบรมทักษะการสอน / กิจกรรมเตรียมความพร้อมฝึกประสบการณ์ / อบรมด้านการเงินและการวางแผนการใช้เงิน (สาขาวิชาภาษาอังกฤษ)
- กิจกรรมอบรมการรับประทานอาหารตะวันตก / อบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น / ฝึกประสบการณ์วิชาชีพและทักษะการเรียนรู้ (สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา)
- การปัจฉิมนิเทศ (สาขาวิชาจิตวิทยา)
- พัฒนาทักษะความเป็นครู (สาขาวิชาภาษาไทย)
- อบรมการใช้เครื่องทดสอบสมรรถนะ (ชมรมวิทยาศาสตร์การกีฬา)
- โครงการเตรียมสอบครูผู้ช่วย (สาขาวิชาสังคมศึกษา)
กระบวนการ New Project
ในเวทีดังกล่าว มีช่วงหนึ่งที่ผมได้รับมอบหมายให้จัดกระบวนการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่มนิสิตเพื่อระดมความคิดออกแบบกิจกรรมขึ้นใหม่ (New Project) หรือ “โครงการในฝัน” ที่มุ่งชักชวนให้นิสิตได้ร่วมคิดร่วมออกแบบกิจกรรมใหม่ๆ ในภาพรวมของคณะ โดยไม่แบ่งแยกตัวตน หรือสาขา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการนำเข้าสู่การวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นแผนพัฒนานิสิตของคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งนิสิตได้นำเสนอ 3 กิจกรรม ได้แก่
- ค่ายอาสาพัฒนา (ศึกษาศาสตร์สัญจร) บูรณาการทุกศาสตร์สู่สังคมบนฐานคิดอันเป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยฯ คือ การบริการสังคมและการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- สานสัมพันธ์นิสิตใหม่ (ทอจิตสานมิตรศึกษาศาสตร์) เพื่อลดทอนการแบ่งแยกสาขา โดยบูรณาการผ่านกิจกรรมกีฬา ศิลปวัฒนธรรม บำเพ็ญประโยชน์
- พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนิสิตครูโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นฐาน
ระบบ กลไกและความท้าทายเชิงรุกของฝ่ายพัฒนานิสิตคณะศึกษาศาสตร์
ช่วงท้ายเวที ผมใช้กระบวนการ “เปิดไมค์-โยนไมค์” ชวนนิสิตและผู้นำนิสิต ตลอดจนอาจารย์ ผู้บริหาร ได้ “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” หรือ “โสเหล่” แบบไร้ข้อจำกัด แต่หลักๆ แล้วเรื่องที่สื่อสารร่วมกันกลับไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ เรื่องระบบและกลไกอันท้าทายในการพัฒนานิสิตผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตรของคณะศึกษาศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับระบบการพัฒนานิสิตในระดับมหาวิทยาลัยฯ เป็นต้นว่า
- ระบบทรานสคริปกิจกรรม (ใบระเบียนกิจกรรมนิสิต)
- กิจกรรมเครือข่ายศิษย์เก่า
- ศูนย์จิตวิทยาเชิงรุก
- โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำตามช่วงชั้นการศึกษา
- โปรแกรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านจิตวิทยาพื้นฐานแก่ผู้นำนิสิต
- การพัฒนาภูมิทัศน์ตามฐานคิด “ระบบนิเวศวัฒนธรรม” เพื่อรองรับการเรียนรู้ของนิสิต
- การเชิดชูผู้นำนิสิตและนิสิตสร้างชื่อเสียงในภาพรวมของคณะ
- เครื่องมือการเรียนรู้ และการวัดผลการเรียนรู้ด้านกิจกรรมนิสิต
- กรอบแนวคิด และทฤษฎีการจัดกิจกรรมนิสิต
- ระบบการพัฒนานิสิตภายในคณะ โดยบูรณาการระหว่างฝ่ายพัฒนานิสิต กับฝ่ายวิชาการ
- และอื่นๆ
ครับ – ฟังดูก็ท้าทายจริงๆ









อ่านครั้งใดก็มีความสุขเย่ๆ
สู้ ๆ ครับ ;)…
ขอให้สร้างทัศนคติที่ดีในทางการศึกษาของไทย….ผมเคยมีเพื่อนเป็นอาจารย์ชาวกรีกคนหนึ่ง แกอายุมากกว่าผมเกือบยี่สิบปี แต่งงานกับสาวไทย สอนภาษาอังกฤษ ที่จริงแกเรียนมาทางปรัชญา วันหนึ่งได้รับทราบจากนักศึกษาว่า แกเคร่งครัด ระเบียบจัด ถ้ามาเข้าห้องช้าเกิน 15 นาที(?) แกไม่ให้เข้าห้องเรียน แล้วในที่สุดแกก็ได้รับคำตักเตือนจากฝ่ายบริหารฯ ว่าให้ลดระดับลงหน่อย ในที่สุดแกก็ขอลาออก โดยให้คำชี้แจงกับผมอย่างหนึ่ง(ที่อาจไม่ใช่เหตุผลการลาออกก็ได้)ว่า ….คนไทยนั้น respect อาจารย์เป็นอย่างดี ทางภายนอกที่ผิวเผิน เช่น ยกมือไหว้เมื่อแกเดินผ่าน หลบทางให้อาจารย์เดินก่อน เข้าแถวซื้อของให้อาจารย์แซงก่อน จัดงานวันครู ฯลฯ (เมื่อก่อนสมัยที่ผมยังทำงานใหม่ๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ) แต่นักศึกษาไม่รู้จัก respect หรือให้เกียรติอาจารย์ ไม่มีระเบียบวินัยทางสังคมที่ดี หรือเมื่อว่ากล่าวตักเตือนก็ทำหูทวนลม ไม่ตั้งใจฟังการสอน ชอบคุยกัน เวลาถามไม่ตอบ และลอกการบ้านกัน(แม้ในห้องเรียน) และมักออกจากห้องเมื่อเซ็นชื่อแล้ว นี่แกก็ว่า ไม่ respect ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งแกคิดว่านั่นเป็น respect ขนานแท้ดั้งเดิม อย่างที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน. …ผมยังจดจำเรื่องนี้ได้ดี คิดว่าอีกหน่อย”การแสดงความเคารพ”ก็ต้องดีขึ้น และจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา แต่ความจริงก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว …ทำให้ผมระวังตัวมากในเรื่อง respect ที่รวมถึงการเคารพความคิดต่างของผู้อื่นแต่ในที่สุดผมก็ค้นพบว่า เราก็ต้อง respect คนอื่นที่คิดต่างด้วยอย่างจริงใจ เพราะบางทีเขาอาจมี respect ได้แบบนักศึกษาแค่นั้น …ใครพูดเรื่อง respect นี้ขึ้นมาทีไร ผมรู้สึกขมขื่นทุกครั้งและแล้ว อีกนานเป็นปีที่ผมได้นำเรื่องนี้คุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่มักแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทำนองนี้กันเสมอ ก็ได้ข้อสรุปออกมาตรงกันว่า ที่ดีที่สุดในฐานะคนไทยจึงควรมี respect ทั้งสองแบบ คือแบบที่เป็นการเคารพแบบภายนอก เช่น การยกมือไหว้หรือจัดงานวันครูให้ และแบบที่เป็นการเคารพแบบภายใน เช่น การตรงต่อเวลาในการเข้าห้องเรียน และด้วยความตั้งใจที่จะเรียน ไม่คุยกัน เป็นต้น คนไทยที่ว่านี้จะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาที่ดี ได้คะแนนดี ไม่ว่าจะเรียนที่ไหนในโลกนี้…วิโรจน์ ครับ