ปรากฏการณ์ใหม่การเมืองไทย : การกระจายอำนาจทางการเมืองจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น

16 มิถุนายน 2566

: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)[1]

 

จุดยืนอุดมการณ์ความคิดทางการเมือง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2546)[2] เห็นว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นปรากฏการณ์ “สังคมหลังยุครัฐธรรมนูญ” (post-constitution) ได้ก่อตัวขึ้นโดยรัฐธรรมนูญกลับมีความหมายและความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมและได้แปรสภาพกลายเป็น “ทุนทางสังคม” (social capital)[3]ความเป็นทุนทางสังคมของรัฐธรรมนูญ มีผลทำให้รัฐบาลที่ได้อำนาจมาจากการใช้รัฐธรรมนูญมีทุนทางสังคมที่ รัฐบาลเผด็จการทหารไม่มี นั่นคือ “ความชอบธรรม” รัฐบาลจะสามารถใช้ทุนทางสังคมนี้ได้ดี โดยการสร้าง มูลค่าเพิ่มให้แก่ความชอบธรรมได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลไม่ทำการ “ปกครอง” ในความหมายดั้งเดิม แต่ “บริหารจัดการ” บ้านเมืองอย่างมี “ประสิทธิภาพ” ความชอบธรรมจึงเป็นทุนทางสังคม ส่วนประสิทธิภาพเป็น ปัจจัยเกื้อหนุนการสะสมและเพิ่มพูนทุนทางสังคม อย่างไรก็ดี พึงระลึกว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นทุนทางสังคม ของรัฐ มิใช่ของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด 

ยุทธพร อิสรช้ย (2555)[4]เห็นว่า การเลือกตั้งปี 2554 เป็น “การเมืองแบบมวลชน” (มวลชนาธิปไตย) เวทีต่อสู้ของแนวคิดและอุดมการณ์ “ประชาธิปไตยเสรีนิยมสมัยใหม่กับประชาธิปไตยแบบไทย” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าความ กระตือรือร้นและการไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างคึกคักในการเลือกตั้งครั้งน้ีสะท้อนให้เห็นถึงการที่ผู้เลือกตั้งต่าง ไปลงคะแนนเสียงในเชิงอุดมการณ์มากกว่าเชิงนโยบายหรือเชิงผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะได้รับ ผลพวงมาจากการเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อปี พ.ศ.2562 ที่การเมืองไทยแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนว่า เป็นพรรคที่คิดอย่างไรกับพรรคที่เรียกกันว่าเป็นพรรค “สืบทอดอำนาจ” เพราะเป็นพรรคการเมืองที่ชูแกนนำจากการรัฐประหารปี พ.ศ.2557 เป็นนายกรัฐมนตรี จนเกิดกระแสการแบ่งเป็นสองฝ่ายในชื่อของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” และฝ่าย “สืบทอดอำนาจ” หรือฝ่ายเผด็จการแล้วแต่จะเรียกกัน ไม่เรียกกันว่า “พรรคฝายเทพ กับ พรรคฝ่ายมาร” [5] เหมือนดังแต่ก่อน จากภาพยนตร์ฮิตเกาหลีเรื่อง “Parasite” (2019)[6]เปรียบว่าสังคมประเทศไทยต้องไม่ถูกปรสิตเกาะกิน เหมือนดังการเมืองที่มีถูกเกาะกิน ถูกบั่นทอนจากขบวนการขัดขวางประชาธิปไตย

ในขณะที่การต่อสู้กันระหว่างขั้ว(ฝ่าย)ได้ถูกจุดประทุสร้างขึ้นด้วยวาทกรรมในราวๆ ปี 2562-2564 ระหว่าง แนวคิดเก่าอนุรักษ์นิยมกับขั้วแนวคิดใหม่ประชาธิปไตยหัวก้าวหน้า ว่าเป็น “สงครามไฮบริด/สงครามผสมผสาน” (Hybrid Warfare)[7]หรือ “นิติสงคราม” (Lawfare)[8]ด้วยฐานคติการกลัวการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ฝ่ายขวาถึงขวาสุดโต่ง” [9] (the right, rightist, right-wing)

 

นโยบายหาเสียงหรือสัญญาประชาคมของพรรคการเมือง

กฎหมายให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ มีระเบียบ กกต.กำหนดข้อห้ามของผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงเลือกตั้ง อะไรทำได้หรือไม่ได้[10] ตามมาตราหลักคือ มาตรา 74 แห่ง พรป.การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 บัญญัติว่า “การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมือง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทาง ที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง” นโยบายหาเสียงจึงไม่ถือว่าหลอกลวง เพราะ หากไม่ได้เป็นรัฐบาลย่อมทำไม่ได้เช่น พรรคที่ใส่นโยบายไว้เยอะ แต่ผลการเลือกตั้งไม่ได้ ส.ส.เลย หากว่าเป็นการหลอกลวง ทุกพรรคก็จะผิดกฎหมายหมด ยกเว้นพรรคที่เป็นรัฐบาล 

อย่างไรก็ตามนโยบายที่พรรคเขียนไว้ ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่ทำ หรือทำผิดพลาด มันจะกลับเป็นหอกพุ่งกลับทำลาย หรือเป็นตราบาปแก่พรรคนั้นเอง เพราะประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธา แม้ว่าหากได้เป็นรัฐบาล แล้วทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่หมดก็ไม่ผิด เพราะมันมีเหตุผลอธิบายได้ว่า ทำไมทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่หมด เพราะอะไร การทำนโยบายได้บางส่วน และมีเหตุผลชี้แจงสาเหตุที่ทำไม่ได้ คงไม่เป็นไร เพราะมิใช่ว่าทำไม่ได้สักอย่างเลย อันนี้หนักแน่

นี่คือหลักการว่า ทำไมต้องส่งเสริมการเมืองระบบพรรคใหญ่สองพรรค หรือการส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มีความเป็นพรรคของมวลชน (Mass Party)[11]และมีความเป็นสถาบันทางการเมืองอย่างแท้จริง ที่ผ่านมารัฐได้ตรากฎหมาย เช่น การบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง 

เพราะมันเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบาย ที่พรรคเล็กๆ จะทำไม่ได้ ทำตามนโยบายที่แถลงไว้ตอนหาเสียง นั่นถูกต้อง แต่ทำเกินกว่านโยบายที่บอกไว้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้หาเสียงมาก่อน อันนี้ถือว่าพลาด เพราะปัจจุบันทุกพรรคการเมืองต่างแข่งกันหาเสียง โดยเฉพาะนโยบาย “ประชานิยม” (populism) โดยนโยบายหาเสียง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน (voters) ถึงแม้ว่าอาจยังมีการใช้เงินทุ่มเงินในการหาเสียงด้วยวิธีต่างๆ กันมากอยู่ แต่การซื้อเสียงน้อยลงมา[12] เพราะมีการใช้หัวคะแนนธรรมชาติอยู่จำนวนมากที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเสียง

พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้จะสามารถทำนโยบายขายฝันที่พรรคได้นำเสนอในการหาเสียงได้ และอาจทำนโยบายที่ไม่ได้หาเสียงไว้ก็ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในนโยบายหาเสียง เป็นไปตามมติมหาชน เพราะ หากทำไม่ดี 4 ปีข้างหน้าก็จะสอบตก ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ไม่แปลก การคิดกลับหลักการประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องแปลก 

 

การศึกษาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง 

งานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า (2565) [13]ส่งเสริมพรรคการเมืองที่เกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีแนวความคิดและอุดมการณ์อย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกันเพื่อแสดงออกถึงเจตจำนงร่วมกันและนำเจตจำนงดังกล่าวนั้นก้าวเข้าสู่การบริหารประเทศผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะพรรคการเมืองถือเป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันพื้นฐานอันเป็นก้าวแรกของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน นอกจากนี้ เมื่อศึกษาถึงประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่า โดยกำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องสังกัดพรรคการเมือง

ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญแก่พรรคการเมืองชัดเจนมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นฉบับปฏิรูปการเมือง มาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2560 ได้กำหนดกติกาเกี่ยวกับพรรคการเมืองเพิ่มมากขึ้น[14] เพื่อวางรากฐานให้พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบันทางการเมือง และให้พรรคการเมืองฝังรากลึกในสังคมประชาธิปไตยไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง การดำเนินกิจกรรมภายในพรรคการเมือง การเงินของพรรคการเมืองตลอดจนการสิ้นสภาพและการยุบพรรคการเมือง ในทางกลับกัน เห็นว่า กกต.ที่เป็นองค์กรควบคุม หากกฎหมายบัญญัติหรือการกำหนดกติกาโดยระเบียบก่อให้เกิดความยุ่งยากในการใช้สิทธิของประชาชนตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองเกินสมควร หรือโดยไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ ย่อมเป็นการขัดต่อสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยในทางการเมืองที่ส่งผลกระทบถึงพัฒนาการทางประชาธิปไตยได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ในการเข้าถึงสิทธินั้น เช่น ต้องโดยง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สร้างเงื่อนไขหรือภาระที่เกินจำเป็นขึ้น

ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์ (2564)[15]ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสนับสนุนงานด้านกฎหมายของพรรคการเมือง ไว้ดังต่อไปนี้ (1) ไม่ควรมีกฎหมายกำกับในเรื่องนโยบายของพรรคการเมือง การพัฒนากระบวนการนโยบายของพรรคการเมืองควรเป็นการพัฒนาที่เป็นธรรมชาติระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มทางสังคมที่พรรคการเมืองต้องการเป็นตัวแทนเชิงนโยบาย จึงไม่ควรมีกฎหมายที่จะมาบังคับกำกับเรื่องนโยบายโดยตรง (2) ภาครัฐควรมีบทบาทในการเป็นผู้สนับสนุนให้กับพรรคการเมืองในเรื่องนโยบาย เช่น การสร้างแรงจูงใจที่ทำให้พรรคการเมืองมีกำลังใจในการพัฒนากระบวนการกำหนดแนวนโยบาย (3) ในส่วนของกฎหมายนั้น ควรมีกฎหมายที่ส่งเสริมความเป็นสถาบันของพรรคการเมืองผ่านกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยกรรมการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองควรให้ความสนใจกับการพัฒนากระบวน “การกำหนดนโยบายสาธารณะ” มากกกว่าการพัฒนาสาขาพรรคการเมือง ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน 

มีข้อมูลน่าสนใจจาก ถวิลวดี บุรีกุล และคณะ (2564)[16]การศึกษาสมรรถนะและมาตรฐานการทำงานของ กกต.ไทยและฟิลิปปินส์ ผลสำรวจความคิดเห็นของไทยพบว่า ประชาชน ร้อยละ 46 เชื่อมั่นในการทำงานของ กกต. ในระดับ “ปานกลาง” มีภาพรวมของการจัดการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 ในสายตาประชาชน อยู่ในระดับ “ปานกลาง” ทุกเรื่อง โดยเฉพาะอย่างในเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมและร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่อยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับผลการศึกษาของฟิลิปปินส์ที่พบว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมีความเห็นค่อนข้างไปทางลบ (negative) โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ (1) ควรต้องมีการเพิ่มกระบวนการและความเข้มข้นให้กับกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (2) ควรมีการสนับสนุนการพัฒนาแบบองค์รวม (3) ควรทำกระบวนการจัดการศึกษาแบบองค์รวมให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ชัดเจนให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน (4) ควรมีการเพิ่มจำนวนกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (5) คณะกรรมการการเลือกตั้ง ควรมีการจัดกิจกรรมและกระบวนการศึกษาให้กับผู้มีสิทธิลงคะแนน ผ่านทั้งสื่อ ช่องทางต่างๆ (6) คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ควรดำเนินภารกิจอื่นที่มิใช่ภาระหน้าที่หลัก จนไม่สามารถทำภาระหน้าที่หลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (7) ควรมีการเสริมพลังให้กับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) และช่วยเหลือผู้มีสิทธิลงคะแนนที่เป็นผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการเลือกตั้งและการเมืองที่เป็นธรรมและมีความเสมอภาค

 

สองทศวรรษการกระจายอำนาจของท้องถิ่นไทย

วกกลับมาดูการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา (ขอนับจากปี 2546 เป็นต้นมา ที่ถือเป็นจุดพีค ยุคทองของการกระจายอำนาจ[17] สู่ท้องถิ่นหลังรัฐธรรมนูญ 2540) นโยบายกระจายอำนาจรัฐมีอะไรที่ซุกซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม มีความผิดปกติ ผิดหลักสากล ผิดหลักประชาธิปไตย อยู่มิใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม เป็นความคิดเห็นนานาจิตตังที่ค่อนข้างเชิงลบอคติต่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในหลายๆ ประการ แม้จะมีการนำเสนอข้อมูล องค์ความรู้ และบทความต่างๆ เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ และการปกครองท้องถิ่นมาตลอดตั้งแต่ช่วง สปช. สปท. ถึงปัจจุบัน รวม 9-10 ปี แต่ไร้ผล แม้จะมีบางประเด็นดีๆ ที่ทำท่าจะได้ผล ก็กลับถูกดองไว้จนถึงปัจจุบัน เช่น ร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่น[18] และ การควบรวม อปท.ขนาดเล็กๆ เข้าด้วยกัน (Amalgamation or Merging Local Administrative Organization/Unit)[19]ตามข้อเสนอแนะของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อให้มีขนาด ที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ซึ่งถูกโต้แย้งจากนักวิชาการว่า ขนาด อปท.มิใช่ประเด็น เนื่องจาก อปท.มีบริบทที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ ไม่ต้อง One size fits all

นอกจากนี้ในทางกลับกันมีกระแสต่อต้านแนวคิดการกระจายอำนาจแก่ อปท.จากฝ่ายข้าราชการส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค และ จากกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเรียกร้องรัฐให้เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชการส่วนภูมิภาค และ “การปกครองท้องที่” ได้แก่ การตรากฎหมายห้ามยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน[20], การไม่กำหนดวาระ[21] (กำนันผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุ 60 ปี), การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี[22], การใช้ one plan[23]ที่รวมถึงแผนพัฒนาท้องถิ่นด้วย, การเพิ่มค่าตอบแทนสวัสดิการกำนันผู้ใหญ่บ้าน[24], ตำแหน่งแพทย์ประจำตำบลซ้ำซ้อนและไม่มีความจำเป็น[25] เพราะมี อสม.เต็มพื้นที่ แต่ก็ไม่ยกเลิก, มีการสั่งใช้งานกำนันผู้ใหญ่บ้านแบบ ไอโอ (IO) ให้เป็นองค์กรสารพัดนึกในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ฯลฯ

 

มิติการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีความผิดปกติอื่นใดอีกหรือไม่

นี่ยังไม่รวมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิดปกติวิสัยอีกมากมาย[26] ทั้งในมิติการบริหารจัดบริการสาธารณะ มิติการบริหารงานบุคคล มิติการพัฒนาการคลังและรายได้ เช่น ทำไมไม่ยุบองค์กรกลางการบริหารบุคคล[27] (ยุบ 3 ก.เหลือ ก.เดียว), ทำไมไม่ปรับปรุงบทบาทอำนาจการบริหารของนายก อปท.ลงเพราะการให้อำนาจมากจุดเดียวทำให้ทุจริตง่าย[28], ทำไมไม่จัดตั้งสำนักงานท้องถิ่นแห่งชาติ[29], ทำไม อบต.ไม่ยอมยกฐานะเป็นเทศบาล, ทำไม อปท.ขนาดเล็กไม่ยอมควบรวมกันเพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสม, ทำไมลดจำนวน ส.อบต.เหลือเพียงหมู่บ้านละ 1 คน[30], มท.ออกระเบียบ คณะกรรมการชุมชนในเขตเทศบาล[31] ที่มีนัยยะว่าไปทับซ้อนกับหน้าที่ของ คณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ตาม พรบ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457, กำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงมีสถานะเป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งในเขตเทศบาลอยู่[32] แม้เทศบาลจะมีสำนักทะเบียนท้องถิ่นแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติกำนันผู้ใหญ่บ้านจะไม่ทำหน้าที่ให้ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นก็มักไม่ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่นายทะเบียนผู้รับแจ้ง ฯลฯ เป็นต้น

 

ในเรื่องงบประมาณอุดหนุนท้องถิ่นตาม พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 

โดยคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ตามแผนการถ่ายโอน ตั้งแต่ปี 2546-ปัจจุบัน (2566) การจัดสรรรายได้แก่ อปท.ในสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลสูงสุด ปี 2565 ได้เพียงร้อยละ 29.58[33] ปี 2566 ร้อยละ 30[34] จากที่กำหนดไว้ในกฎหมายแผนการกระจายอำนาจ แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 สัดส่วนอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ต่อรายได้สุทธิของรัฐ ตามมาตรา 30(4) [35] การถ่ายโอนระยะที่ 1 (2544-2547) ระยะที่ 2 (2544-2553) ซึ่งในปี 2566 ได้มีการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.[36] แก่ อบจ.ด้วย

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถจัดสรรรายได้แก่ อปท.ตามกฎหมายได้ เนื่องจากรัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ.2563 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ลดภาษีในอัตราร้อยละ 90[37] ของสำหรับปีภาษี 2563 และ 2564 ตามลำดับ เพื่อบรรเทาภาระภาษีของประชาชนในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทําให้ อปท. จัดเก็บภาษีดังกล่าว ลดลงจากเดิมประมาณร้อยละ 90 ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนยิ่ง สำหรับปี 2567 นี้ กทม.ได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มจำนวน[38] ไม่ต้องลดหย่อน

 

กระแสการจัดตั้งการปกครองท้องถิ่นรูปแบบ “จังหวัดจัดการตนเอง”

สืบเนื่องมาจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยก้าวหน้าที่ได้ผล ทำให้มีการเทคะแนนเสียงมากถึง 14.43 ล้านเสียง[39] แต่ในแนวทางปฏิบัติในรอบ 4 ปีนี้ อาจไม่ทัน เนื่องจากอาจมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการประชาพิจารณ์ที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานไม่น้อยกว่า 2 ปีครึ่ง[40] และอาจดำเนินการได้เพียงในจังหวัดที่มีความพร้อม เพื่อลดความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดขอนแก่น จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดยะลา-ปัตตานี จังหวัดภูเก็ต ซึ่ง 7 จังหวัดภูมิภาค[41]ประชาชนได้ประกาศเจตนารมณ์และแสดงความพร้อมที่จะจัดการตนเอง มากว่า 10 ปีแล้วคือตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2555 

 

นี่คือปรากฏการณ์ภาพรวมทางการเมืองไทยที่ผ่านมาในอีกมุมหนึ่งของการกระจายอำนาจที่น่าสนใจ


 

[1]Phacern Thammasarangkoon & Watcharin Unarine, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), บทความพิเศษ, สยามรัฐออนไลน์, 23 มิถุนายน 2566, https://siamrath.co.th/n/456592 

[2]ปฏิรูปพรรคการเมือง: การบังคับให้สังกัดพรรค การยุบพรรค และการทำให้พรรคต้องตอบสนองความต้องการของปวงชน (Political Party Reform: Forced to belong to the Party, Party Dissolution, and Mass-based Party) โดย รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย, สถาบันพระปกเกล้า, 2555, https://kpi-lib.com/multim/kpiebook/Research/b18442.pdf

[3]ทุนทางสังคม (Social capital)หมายถึง ความสัมพันธ์ทางสังคมหรือโครงสร้างทางสังคมที่เราสามารถเรียกเอาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากมันได้ ตัวอย่างของทุนทางสังคมที่มักถูกกล่าวถึงคือ ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) เครือข่าย (Network) สถาบัน (Institution) ซึ่งความสัมพันธ์ทางสังคมหรือโครงสร้างทางสังคมรูปแบบใดที่เป็นทุนทางสังคมนั้น เราอาจพิจารณาง่ายๆว่า ท้ายที่สุดแล้วมันสามารถให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับเราได้หรือไม่นั่นเอง

ทุนทางสังคม 2 ประเภท คือ (1) ทุนทางสังคมภายใน (Cognitive social capital) มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินได้ยาก เพราะมันอยู่ในจิตใจของเรา ทุนทางสังคมแบบนี้จะเกี่ยวพันกับเรื่องของความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ความเชื่อ ทัศนคติ เช่น ความเชื่อถือไว้วางใจกัน (Trust) คุณค่าร่วมกัน (Share values) ความเกื้อกูลกัน (Reciprocity) และ (2) ทุนทางสังคมภายนอก (Structural social capital) มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินได้ง่ายกว่า เข้าใจได้ง่ายกว่าประเภทแรก ด้วยทุนทางสังคมประเภทนี้เกี่ยวพันกับบทบาท พฤติกรรม การกระทำหรือความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเครือญาติ สายสัมพันธ์อุปถัมภ์ หรือจะเป็น เครือข่าย องค์กร ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ องค์กรปกครองท้องถิ่น ชมรม เป็นต้น รวมถึงสถาบันในรูปของกฎของการเล่นเกม (Rule of the game) เช่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ใน กลุ่มเครือข่าย องค์กร และสถาบัน เป็นต้น

ทุนทางสังคม (Social capital)คือ สิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชนประกอบด้วย ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล. หรือ ปราชญ์ชาวบ้าน เครือข่ายของการรวมตัวกันในรูปแบบต่างๆ ปกติเมื่อกล่าวถึงทุนทางสังคมจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของมนุษย์ (human security) ขอบเขตและองค์ประกอบของทุนทางสังคมของไทย ประกอบด้วย (1) ทุนมนุษย์ (2) ทุนที่เป็นสถาบัน (3) ทุนทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรม

ดู ทุนทางสังคม: ความหมายและความสำคัญ โดย สินาด ตรีวรรณไชย, 27 มีนาคม 2561, ดัดแปลงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปี 2546 : Master Degree Thesis, Faculty of Economics (English Program), Thammasat University, ตีพิมพ์สู่สาธารณชนครั้งแรกในจุลสาร ปxป ปีที่ 3 ฉบับที่ 33 เดือนสิงหาคม 2546, https://sinadworld.com/ทุนทางสังคม-ความหมายและความสำคัญ-cefe8d703dfe

[4]ปฏิรูปพรรคการเมือง โดย รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย, สถาบันพระปกเกล้า, 2555, อ้างแล้ว

[5]พรรคเทพ พรรคมาร เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกกลุ่มพรรคการเมืองในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่แบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน พรรคที่ถูกเรียกว่า พรรคเทพ คือพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน ไม่สนับสนุนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้นำคณะรัฐประหาร รสช. : วิกิพีเดีย

[6]Parasite (ชนชั้นปรสิต, 2019)เป็นผลงานระดับ masterpiece ของ ผู้กำกับบงจุนโฮ (Bong Joon Ho, เกาหลีใต้) เจ้าของผลงานดังๆ ในอดีตที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และรางวัลทั้งในและต่างประเทศ คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 92 ปีของออสการ์ ที่ผู้ชนะในรางวัลนี้ เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาพยนตร์ตลกร้าย เสียดสีสังคมเนื้อหาสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับชนชั้นปรสิต การไต่เต้าสู่ชนชั้นที่สูงกว่า ของครอบครัวตระกูลคนจน 4 คน ค่อยๆ วางแผน มาจนถึงจุดที่ยึดบ้านคนรวยได้สำเร็จ หนังสรุปบอกว่าคนจนไม่มีวันไต่เต้ามาเป็นคนรวยได้ คนรวยใช้บอกตัวเองทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนยากคนจน คือพวกเขามองไม่เห็นคนจน แต่เขาเห็นแต่ผีปีศาจ สิ่งไม่มีชีวิต

ดู Parasite เกร็ดหนัง ชนชั้นปรสิต การไต่เต้าสู่ชนชั้นที่สูงกว่า กับผีในสังคมเกาหลีใต้ โดย นภพัฒน์จักษ์, workpointtoday, 15 กุมภาพันธ์ 2563, https://workpointtoday.com/parasite-movies-analysis/

[7]คำว่า “การสงครามผสมผสาน” (Hybrid warfare) ยุทธศาสตร์ทางทหารซึ่งใช้การสงครามทางการเมือง และผสมรวมการสงครามตามแบบ การสงครามนอกแบบ และการสงครามไซเบอร์ กับวิธีชักจูงจิตใจแบบอื่น ดู สงครามไฮบริด-สงครามพันทาง:แบบแผนการสงครามใหม่ยุคปัจจุบัน, คมชัดลึก, 16 สิงหาคม 2562, https://www.komchadluek.net/scoop/383825

[8]คำว่า “นิติสงคราม” หรือ “Lawfare” (2564) เป็นการเล่นกับคำว่า “Warfare” ที่แปลว่าการสงคราม แทนที่รัฐจะใช้อาวุธยุทโธปกรณ์เข้าทำสงครามกับประชาชน ก็เปลี่ยนมาใช้กฎหมายเข้าทำสงครามกับประชาชนแทน ดังนั้น “นิติสงคราม” จึงหมายถึง การกำจัดศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่ต่อต้านรัฐหรือรัฐบาลโดยใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ การต่อสู้กันแนวคิดที่เรียกกันว่า “ต่อสู้กับ Lawfare” หรือ “ต่อสู้กับนิติสงคราม” ตามที่ฝ่ายอำนาจนิยมได้เปิดศึกในหลายๆ รูปแบบ รวมทั้งการใช้ IO หรือการ Bullying การปล่อยข่าวปลอม การใช้ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) การร้องเรียนกล่าวหาในทุกๆ เรื่อง หรือการฟ้องคดีปิดปากในเรื่องต่างๆ (Slap) ทำให้เป็นภาระหนักของฝ่ายประชาธิปไตยที่สังคมมองว่าถูกสกัด กลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อการสกัดกันฝ่ายตรงข้าม (ฝ่ายประชาธิปไตย) เป็นการมุ่งกำจัดฝ่ายประชาธิปไตยออกไปจากพื้นที่ทางการเมือง

ดู เมื่อรัฐก่อ “นิติสงคราม” กับประชาชนเราจะหยุดยั้งมันได้อย่างไร, โดยปิยบุตร แสงกนกกุล, 13 พฤษภาคม 2564, https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/photos/a.2260389780911559/3008404832776713/?

[9]คำว่า ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา (left-right politics) เป็นระบบจำแนกจุดยืน อุดมการณ์ทางการเมืองและพรรคการเมือง มีความเห็นพ้องทั่วไปว่า (1) ฝ่ายซ้าย รวมถึง คอมมิวนิสต์ กลุ่มก้าวหน้า เสรีนิยมคลาสสิค สังคมเสรีนิยม กรีน สังคมประชาธิปไตย สังคมนิยม สังคมนิยมประชาธิปไตย อิสรนิยมฝ่ายซ้าย ฆราวาสนิยม คตินิยมสิทธิสตรี ลัทธิอัตตาณัติ ลัทธิต่อต้านจักรวรรดินิยม ลัทธิต่อต้านทุนนิยม และอนาธิปไตย (2) ฝ่ายขวา รวมถึง อนุรักษนิยม นักปฏิกิริยา อนุรักษนิยมใหม่ ประเพณีนิยม เสรีนิยมใหม่ อิสรนิยมฝ่ายขวา อำนาจนิยมฝ่ายขวา กษัตริย์นิยม เทวาธิปไตย ชาตินิยม นาซี (รวมถึงนาซีใหม่) ทุนนิยมและฟาสซิสต์ : วิกิพีเดีย

[10]เลือกตั้ง 66: เช็คลิสต์ข้อห้ามของผู้สมัคร ส.ส. หาเสียงเลือกตั้ง อะไรทำได้-ไม่ได้, โดย iLaw, 13 มีนาคม 2566, https://ilaw.or.th/node/6417

[11]พรรคมวลชน หรือ Mass Party ถือกำเนิดในปลายศตวรรษที่ 19 โดยกลุ่มสังคมนิยม หรือขบวนการสังคมนิยม (Socialist Movements) ตามความเข้าใจทั่วไป “พรรคมวลชน” คือพรรคของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ก็ดูจะอุดมคติมาก เป็นพรรคในอุดมคติ คือดีไปเสียทุกอย่าง ทำเพื่อประชาชนไปเสียทุกอย่าง

แต่ที่จริง การจำแนกแยกแยะพรรคการเมืองมีหลายประเภท ได้แก่ 

Maurice Duverger (ชาวฝรั่งเศส, 1954) จำแนกพรรคการเมืองออกมาเป็นสองประเภทหลักคือ 1.พรรคชนชั้นนำ (elite party) กับ 2.พรรคฐานมวลชน (mass-based party) 

Otto Kirchhemer (ชาวเยอรมัน, 1966) จำแนกประเภทพรรคการเมือง เป็น 4 ประเภทคือ 1.พรรคนายทุนส่วนบุคคล (bourgeois parties of individual representation) 2.พรรคมวลชนฐานชนชั้น (class-mass parties) 3.พรรคมวลชนฐานศาสนา (denominational mass parties) และ 4.“พรรคแตะทุกกลุ่ม” (catch-all people’s parties)

Angelo Panebianco (ชาวอิตาลี, 1988) จำแนกพรรคการเมืองออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.พรรคมวลชนราชการ (mass-bureaucratic parties) ซึ่งเป็นพรรคที่มีโครงสร้างพรรคที่เป็นลำดับชั้นเชิงระบบราชการ มีสมาชิกพรรคที่มีจุดยืนอุดมการณ์เดียวกันเป็นกลไกสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง เน้นการนำแบบรวมกลุ่ม และให้ความสำคัญกับอุดมการณ์สูง และ 2.พรรคเลือกตั้งอาชีพ (electoral-professional parties)

Richard Gunther & Larry Diamond (2003) ได้สังเคราะห์ทฤษฎีระบบพรรคการเมืองของนักวิชาการในอดีต จำแนกประเภทพรรคการเมืองได้ 5 ประเภทหลัก และ 15 ประเภทย่อย ประกอบด้วย 1. พรรคฐานชนชั้นนำ 2. พรรคฐานมวลชน 3. พรรคฐานชาติพันธุ์ (ethnicity-base parties) 4. พรรคเลือกตั้ง (electoralist parties) และ 5. พรรคขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (movement parties)

ดู พรรคมวลชน โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, มติชน, 11 กันยายน 2561, https://www.matichon.co.th/columnists/news_1123436 & การจำแนกประเภทพรรคการเมืองไทย (1) (Typology of Thai Political Parties) โดย พิชาย รัตดิลก ณ ภูเก็ต, โดย ผู้จัดการออนไลน์, 19 สิงหาคม 2565 17:01 น., https://mgronline.com/daily/detail/9650000079345

[12]พฤติกรรมการหาเสียงของพรรคการเมืองรุ่นใหม่ จะโชว์แข่งกันที่นโยบาย การดีเบต (debate) โต้กันบนเวทีสาธารณะ หรือบนสื่อออนไลน์ การซื้อเสียงโดยการแจกเงินจึงมีน้อยลง หรืออาจไม่มีเลย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีการใช้เงินจำนวนมากไปใช้จ่ายในการหาเสียงอย่างอื่นๆ เช่น การจัดปราศรัย อีเวนต์ การโฆษณาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ป้าย (ที่ กกต.จำกัดจำนวน ขนาดไว้) 

[13]การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง, kpi.ac.th, สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2565, https://kpi.ac.th/uploads/pdf/67m4YfzZyDKc9q9MWBerGoKfyZspO7OZGLCQ6Qdz.pdf

[14]การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง, kpi.ac.th, สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2565, อ้างแล้ว

[15]การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมือง, kpi.ac.th, สถาบันพระปกเกล้า, กันยายน 2565, อ้างแล้ว

[16]รายงานวิจัยการศึกษาสมรรถนะและมาตรฐานการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง : กรณีศึกษาเปรียบเทียบฟิลิปปินส์และไทย, โดย ดร. ถวิลวดี บุรีกุล, Prof. Segundo Loaquin E. Romero, ดร. เลิศพร อุดมพงษ์, Dr. Mary Grace P. Santos, จิตรเลขา หวลกสิน, สุพรรณิการ์ เติมมี, ใน kpi.ac.th, สถาบันพระปกเกล้า, ธันวาคม 2564, https://www.kpi.ac.th/uploads/pdf/vYFwNDGmFQrUsCmtp0st1krEqPXA2MxMpbsoFClc.pdf

[17]ดร.วีรศักดิ์ เครือเทพ แบ่งยุคของการกระจายอำนาจในประเทศไทยออกเป็น 3 ยุค (1) ยุคที่หนึ่ง: ยุคทองสั้นๆ ในปี 2540-2544 ก่อนเริ่มถูกชะลอตั้งแต่ปี 2545 และเจอรัฐประหารในปี 2549 (2) ยุคที่สอง: ตั้งแต่ประมาณปี 2550-2556 เสื่อมถอย-ขาลง (3) ยุคที่สาม: ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ถอยหลังลงคลอง แต่ท้องถิ่นยังถูกทำให้กลายเป็นผู้ร้ายของสังคม

ดู 3 ทศวรรษกระจายอำนาจ ท้องถิ่นไทยเจออะไรบ้าง? (ซีรีส์คืนอำนาจท้องถิ่น ตอนที่ 1) โดย วีระศักดิ์ เครือเทพ, ในคณะก้าวหน้า, 12 พฤษภาคม 2565, https://progressivemovement.in.th/article/7362/

[18]ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (244 มาตรา), ฉบับจัดทำโดย กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น (กง.กม.1 กม.สถ.) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 (ฉบับคงรูปแบบ อบต.), กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเผยแพร่รับฟังความคิดเห็นปัจจุบัน, http://www.dla.go.th/pub/256005_1.pdf

[19]เปิดรายงานธนาคารโลก ชี้ประเทศไทยบริหารงบประมาณรัฐบาลกลาง-ท้องถิ่นไร้ ประสิทธิภาพ สร้างความเหลื่อมล้ำ, thaipublica, 11 พฤษภาคม 2555, https://thaipublica.org/2012/05/world-bank-report-the-federal-budget-local/https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentredirects

[20]พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2552 ได้กำหนดห้ามมิให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยเหตุผลว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นบุคคลในพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับราษฎรในการปฏิบัติงานตามกฎหมายและแนวนโยบายของรัฐ เป็นผู้ช่วยเหลือนายอำเภอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชการบริหารส่วนภูมิภาคมีบทบาทอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 โดยเฉพาะในการเป็นผู้ประสานงานระหว่างราชการส่วนภูมิภาคกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันและแก้ไขปัญหากรณีต่างๆ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมและจัดการระงับปัญหาความขัดแย้งในท้องที่ และยังมีฐานะเป็นตัวแทนของรัฐ ตัวแทนของราษฎรเกี่ยวกับเรื่องร้องทุกข์ ความเดือดร้อนของราษฎรเพื่อนำเสนอต่อส่วนราชการ

ดู พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 เรียบเรียงโดย อาจารย์บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ, ในสถาบันพระปกเกล้า

[21]นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ออกมาคัดค้านการเปลี่ยนแปลงให้วาระการดำรงตำแหน่งกำนันเหลือคราวละ 5 ปี ตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพราะจะต้องมีการเลือกตั้งบ่อย แต่เห็นด้วยกับการให้กำนันอยู่คราวละ 5 ปี โดยไม่จำกัดวาระ ส่วนผู้ใหญ่บ้านอยู่จนอายุ 60 ปี

ไม่มีรัฐบาลไหนกล้ายุบรวมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ากับ อบต. เพราะเกรงใจกำนันผู้ใหญ่บ้านกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ แต่น่าจะให้มีกลไกการประสานงานกันใกล้ชิด เช่น ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นที่ปรึกษา อบต. เพื่อความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน และเพื่อประโยชน์ประชาชนในท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในยุคปฏิรูปการเมืองต้องมาจากเลือกตั้งตามวาระ

ดู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สามารถดำรงตำแหน่งไปจนถึงเกษียณอายุ คือ 60 ปี, โดย จิราภรณ์ เจ้ยน้อย kungkeaw,16 ธันวาคม 2553, 18:48 น., https://www.gotoknow.org/posts/414273

& กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยุคปฏิรูป, ไทยรัฐ, 27 กุมภาพันธ์ 2560, https://www.thairath.co.th/news/politic/867807

[22]ยุทธศาสตร์ชาติ หรือยุทธการขายฝัน? ข้อสังเกตบางประการต่อ 'ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี' โดย สฤณี อาชวานันทกุล, the101.world, 28 พฤษภาคม 2561, https://www.the101.world/strategic-plan-or-pipe-dream/ & ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ฉบับแก้ไข: แย่แล้ว แย่อยู่ แย่ต่อ, The Momentum, 6 มีนาคม 2566, https://themomentum.co/citizen20-20year-national-strategy/

[23]One Plan เป็นแผนงานตั้งแต่ระดับนโยบายส่งตรงไปถึงหน่วยการทำงานที่เล็กที่สุด โดยโครงสร้างของ One Plan เริ่มตั้งแต่ระดับชาติ ได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ระดับกลุ่มจังหวัดคือหัวหน้ากลุ่มจังหวัด ระดับจังหวัด ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายก อบจ. สุดท้ายคือระดับอำเภอ ประกอบด้วย นายอำเภอ นายกเทศมนตรี อบต. การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนกรรมการชุมชน 

ดู มหาดไทย เปิดกลไก "One Plan" นโยบายสร้างความยั่งยืนระดับอำเภอ งบ 6.8 พันล้าน, thaipublica, 28 มีนาคม 2565, https://thaipublica.org/2022/03/sdg-localization-one-plan/

[24]ดังนี้ (1) การปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แบบปรับฐาน (2) ปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ แบบขั้นวิ่ง เดิมจากขั้นละ 200 บาทต่อปี ปรับเพิ่มเป็นขั้นละ 300 บาทต่อปี และในกรณีที่ได้ 2 ขั้น จะปรับจาก 400 บาทต่อปี เป็น 600 บาทต่อปี

– กำนัน อัตรากำลังคน 7,036 อัตราเงินตอบแทน 12,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 2,000 บาท/เดือน)

– ผู้ใหญ่บ้าน อัตรากำลังคน 67,673 อัตราเงินตอบแทน 10,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 2,000 บาท/เดือน)

– แพทย์ประจำตำบล อัตรากำลังคน 7,036 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาท/เดือน)

– สารวัตรกำนัน อัตรากำลังคน 14,072 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาท/เดือน)

– ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง อัตรากำลังคน 149,418 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาท/เดือน)

– ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบ อัตรากำลังคน 46,181 อัตราเงินตอบแทน 6,000 บาท/เดือน (เงินที่ปรับเพิ่มจำนวน 1,000 บาท/เดือน)

ทั้งนี้ ครม. ให้กระทรวงมหาดไทย เสนอรายละเอียดของการปรับเพิ่มค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นคำของบประมาณปี 2567 เพิ่มเติม และรายละเอียดประกอบ แผนงานบุคลากรภาครัฐ รายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ รายการค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน งบรายจ่ายอื่น รายการค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วงเงิน 4,795.65 ล้านบาท โดยให้กระทรวงมหาดไทย ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติ ครม. (25 ต.ค.65) เรื่อง แนวทางการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณปี 2567

ดู ครม. เห็นชอบเพิ่มเงินค่าตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ, ข่าวคณะโฆษก ThalGov, 14 มีนาคม 2566, https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/66126 & เลือกตั้ง66: ทิ้งทวนก่อนยุบสภา ครม.เพิ่มเงินอบต. กำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน และอสม., iLaw, 27 มีนาคม 2566, https://ilaw.or.th/node/6441

[25]ประเด็นการยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

ตามบันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เรื่องเสร็จที่ 693/2558 การยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ ไม่ได้ แต่เมื่อตำแหน่งว่างลงไม่สามารถแต่งตั้งใหม่ได้

“แพทย์ประจำตำบล” ผู้มีความรู้ในวิชาแพทย์แผนปัจจุบันหรือแผนโบราณ มีอำนาจหน้าที่ช่วยเหลือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดการรักษาความสงบเรียบร้อยในตำบล ป้องกันและตรวจตราความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดขึ้นแก่ราษฎรในตำบล ตลอดจนรายงานโรคระบาดร้ายแรงให้กรมการอำเภอทราบโดยทันที

ดู กำนันรวมพลค้านเลิกตำแหน่ง โวยปชช.เดือดร้อนหลังยกเป็นเทศบาล, แนวหน้า, 13 กุมภาพันธ์ 2562, 20.33 น., https://www.naewna.com/politic/395326

& ยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน โดยพงษ์พิชญ์ อ่อนละมัย, IT@LAW, 8 ตุลาคม 2564, https://youtu.be/gN0bOdFyQZU

& “แพทย์ประจำตำบล”, Facebook กรมการปกครอง fanpage, 13 มิถุนายน 2566, https://www.facebook.com/dopafanpage/posts/3644205478986568/?paipv=0&eav=AfYWzex6s4zVLotzW5Y_qY1nfmJvDLIMOpTA9r0x8IdCsdAnEmkC0K2Trx0Z2l6Bc08

[26]เป็นประเด็นปัญหาอุปสรรคปลีกย่อยท้องถิ่นที่มีมากมาย มีการกล่าวขานถึงปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ไว้นานกว่า 10-20 ปีมาแล้ว ตามเวทีวงวิชาการ และเสียงบ่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน อปท. แต่มิได้รับความสนใจ

[27]การปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น ด้านโครงสร้างองค์กรการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น มีข้อเสนอที่ได้ข้อสรุปมานานกว่า 8 ปี (ก่อนปี 2558 คือในสมัย สปช.และ สปท.) ให้ยุบเหลือเพียงองค์กรเดียว คือ คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มิใช่แยกเป็น 3 องค์กร คือ ก.ท.(เทศบาลรวมเมืองพัทยา), ก.อบต.และ ก.อบจ.) ที่ทำให้ไม่มีมาตรฐาน เพราะเป็นราชการส่วนท้องถิ่นเหมือนกัน ซึ่ง ระบบการบริหารบุคคลในประเทศต่างๆ มีทั้งสิ้น 3 ระบบ คือ 1.ระบบที่รวมการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้กับระบบข้าราชการพลเรือน (Integrated National and Local Government Personal system) 2.ระบบบริหารงานบุคคลที่รวมอำนาจไว้ในองค์กรระดับชาติ (Unified Local Government Personal system) และ 3.ระบบบริหารงานบุคคลที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอำนาจบริหารเอง (Separated Personal system for each Local Authority) อ้างจาก สมคิด เลิศไพฑูรย์, การเมืองการปกครองท้องถิ่น : การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (หน่วยที่ 7), เอกสาร มสธ., https://www.stou.ac.th/Schoolnew/polsci/UploadedFile/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%207.pdf 

[28]นักวิชาการเรียก รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบ “Strong Executive form” or Strong leader system โดยมีการแยกอำนาจกันชัดเจนระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาท้องถิ่น ฝ่ายบริหารมีอำนาจในทางการบริหารและอำนาจมากกว่า เป็นแบบที่ นายก อปท.มีอำนาจล้นเหลือ (Tremendous Power) โดยเฉพาะด้านการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น อำนาจนายก อปท.มีอำนาจมาก ซึ่งในทางปฏิบัติมีเพียงปลัด อปท. และ ก.จังหวัด เท่านั้นที่จะคานอำนาจหรือ “ถ่วงดุล” อำนาจนายก อปท. ซึ่งตามทฤษฎีการใช้อำนาจ หากมีการผูกขาดอำนาจไว้ที่คนๆ เดียว ย่อมเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ง่าย เพราะขาดการตรวจสอบควบคุม

[29]โดยหลักการปกครองท้องถิ่นและระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว อปท.ไม่ได้สังกัดกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด เพียงแต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ(แล้วแต่กรณี) เท่านั้น ดู กระทรวงท้องถิ่นไม่ใช่คำตอบ, โดยชำนาญ จันทร์เรือง ในคณะก้าวหน้า, progressivemovement, 8 มิถุนายน 2563, https://progressivemovement.in.th/article/progressive/chamnan/788/

[30]ตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและ อบต. (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนที่ 50 ก วันที่ 16 เมษายน 2562 หน้า 151-163) ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญจากฉบับเดิม โดยเฉพาะสภา อบต.ที่กำหนดให้จำนวนสมาชิก อบต.เหลือเพียงหมู่บ้านละ 1 คน โดยให้เขตหมู่บ้านเป็นเขตเลือกตั้ง หากหมู่บ้านใดมีราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรไม่ถึง 25 คน ให้รวมหมู่บ้านนั้นกับหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดต่อกัน หาก อบต.ใดมีเพียง 1 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิก 6 คน หากมี 2 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกหมู่บ้านละ 3 คน หากมี 3 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกหมู่บ้านละ 2 คน หากมี 4 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกหมู่บ้านละ 1 คน และ 2 หมู่บ้านที่มีประชากรมากเพิ่มอีกหมู่บ้านละ 1 คน และหากมี 5 หมู่บ้าน ให้มีสมาชิกหมู่บ้านละ 1 คน และอีก 1 หมู่บ้านที่มีประชากรมากที่สุดเพิ่มอีก 1 คน

อ้างเหตุผลว่า ตัวแทนหมู่บ้านละ 2 คน ถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมสามารถแก้ไขปัญหา และสนองความต้องการได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ หากมีการเปลี่ยนแปลงเขตเลือกตั้งและจำนวนส.อบต. ควรประกอบด้วย หมู่บ้านที่มีจำนวนประชากร ไม่ถึง 500 คน ให้มีส.อบต. จำนวน 1คน หมู่บ้านที่มีจำนวนประชากร ตั้งแต่ 501 - 1,000 คน ให้มีส.อบต. จำนวน 2 คน และหมู่บ้านที่มีจำนวนประชากร ตั้งแต่ 1,001 คน ให้มีส.อบต. จำนวน 3 คน

ดู แถลงการณ์ค้าน ลดสมาชิกสภา.อบต.เหลือหมู่บ้านละ 1 คน, สยามรัฐ, 23 สิงหาคม 2561, https://siamrath.co.th/n/43720 

& "เทพไท"จี้ มท. เร่งแก้ พรบ.อบต.เพิ่มสมาชิกหมู่บ้านละ2คน, โพสต์ทูเดย์, 29 ธันวาคม 2563, https://www.posttoday.com/politics/641553

& ปูพื้นฐานก่อนเลือกตั้ง "อบต.", ThaiPost, 18 มิถุนายน 2564, https://www.thaipost.net/main/detail/106736

[31]ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล พ.ศ.2564, ประกาศราชกิจจานุเบกษา 138 ตอนพิเศษ 45 ง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 หน้า 1-7, https://www.tungsong.com/pr_tungsong/pr_muni/law/2564/1.PDF

& ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชนของเทศบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566, ประกาศราชกิจจานุเบกษา 140 ตอนพิเศษ 74 ง วันที่ 29 มีนาคม 2566 หน้า 1, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140D074S0000000000100.pdf

& หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.7/ว 3321 ลงวันที่ 23 เมษายน 2566, และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0810.3/ว 3402 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564, http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2023/4/29264_1_1682416462927.pdf?time=1682418089194

& มหาดไทยออกระเบียบใหม่ ตั้งคณะกรรมการชุมชน รับค่าตอบแทนรายเดือน, ประชาชาติธุรกิจ, 29 มีนาคม 2566, 20:07 น., https://www.prachachat.net/general/news-1247653

[32]ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร เช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้ายที่อยู่ แจ้งเกี่ยวกับบ้าน ดังกล่าวที่มีอยู่ในเขตเทศบาลตำบลยังคงมีอยู่ต่อไป ตาม พรบ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 27 ข้อ 4 ว่า "เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านที่จะทำบัญชีสำมะโนครัวในหมู่บ้านของตนและคอยแก้ไขบัญชีนั้นให้ถูกต้องเสมอ"

ดู คู่มือการปฏิบัติงานทะเบียนราษฎร สำหรับนายทะเบียนผู้รับแจ้ง (กำนันผู้ใหญ่บ้าน), ส่วนส่งเสริมการทะเบียนและบัตร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, กันยายน 2539, http://www.iadopa.org/KM2557/registration/นายทะเบียนผู้รับแจ้ง%20(แดง).pdf 

[33]สัดส่วนรายได้ อปท. ปี 2561 = 28.8%, 2562 = 29.5%, 2563 = 29.4%, 2564 = 29.2%, 2565 = 29.6%

ดู วิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 : องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parbudget/download/article/article_20210813153406.pdf

[34]คณะอนุกรรมการด้านการเงิน การคลัง และงบประมาณ เสนอโดยกำหนดรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล ในอัตราร้อยละ 30 ทั้งนี้ ยังเห็นชอบประมาณการรายได้ของ อปท. ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวน 747,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ที่ อปท. จัดเก็บเอง จำนวน 40,608.81 ล้านบาท รายได้ที่รัฐเก็บให้ จำนวน 219,095.73 ล้านบาท รายได้ที่รัฐแบ่งให้ จำนวน 121,397.94 ล้านบาท และเงินอุดหนุน จำนวน 365,897.52 ล้านบาท 

ดู ประมาณการรายได้ปี 66 อปท.ทั่วประเทศ ทะลุ 7.4 แสน ล.รัฐจ่ออุดหนุน 3.6 แสน ล.คาด 3 เหตุการณ์ทำรายได้ วูบ! ไปอีก 2 ปี, โดย ผู้จัดการออนไลน์, 26 ธันวาคม 2564, 15:19 น., https://mgronline.com/politics/detail/9640000127778 & คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, Thaigov, 1 มิถุนายน 2565, https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/55239 & งบประมาณ ฉบับประชาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566, สำนักงบประมาณ พฤษภาคม 2565, https://www.prd.go.th/th/file/get/file/202205317b8065f87ee1ca6048a0c4640570afaf151128.pdf 

[35]มาตรา 30 แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ดำเนินการดังนี้

(1) ให้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐดำเนินการอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในกำหนดเวลา ดังนี้

(ก) ภารกิจที่เป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนระหว่างรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี

(ข) ภารกิจที่รัฐจัดให้บริการในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกระทบถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี

(ค) ภารกิจที่เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสี่ปี

(2) กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการให้บริการสาธารณะของรัฐและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันเองตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้ชัดเจน โดยในระยะแรกอาจกำหนดภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แตกต่างกันได้ โดยให้เป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาจากรายได้และบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จำนวนประชากร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ตลอดจนคุณภาพในการให้บริการที่ประชาชนจะได้รับ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินระยะเวลาสิบปี

(3) กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้รัฐทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและช่วยเหลือการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ

(4) กำหนดการจัดสรรภาษีและอากร เงินอุดหนุน และรายได้อื่นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม โดยในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2544 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ และในช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2549 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า ทั้งนี้ โดยการเพิ่มสัดส่วนตามระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การพัฒนา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินกิจการบริการสาธารณะได้ด้วยตนเอง และโดยการจัดสรรสัดส่วนที่เป็นธรรมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นด้วย

(5) การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนที่เกี่ยวกับการบริการสาธารณะในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นไปตามความจำเป็นและความต้องการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

ดู พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542, http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%A1100/%A1100-20-2542-a0001.htm

[36]นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รอบปีงบประมาณ 2566 ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2565 จำนวน 3,263 แห่งใน 49 จังหวัด และมีการทยอยถ่ายโอนจนครบตามเป้าหมาย ซึ่งแม้ว่าจากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขจะพบระบบการเตรียมพร้อมของ อบจ.ในการรับถ่ายโอนภารกิจยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่ใน 3 เดือนแรก และได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดติดตามให้การช่วยเหลือเพื่อ ลดผลกระทบในการจัดบริการประชาชน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 1 เมษายน 2566 นี้

ดู 1 เม.ย.นี้ สธ. 'ถ่ายโอนรพ.สต.' ให้ท้องถิ่นบริหารจัดการ 100%, คมชัดลึก, 25 กุมภาพันธ์ 2566, 13:13 น., https://www.komchadluek.net/news/society/543682

[37]รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ.2563 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ลดภาษีในอัตราร้อยละ 90 ของสำหรับปีภาษี 2563 และ 2564 

ดู มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ), 26 มกราคม 2564, 21:35 น., https://www.ryt9.com/s/cabt/3194551 & พระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 (ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก วันที่ 19 มีนาคม 2566 หน้า 97-99) เพื่อลดภาระและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และสนับสนุนให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง, https://www.fpo.go.th/main/getattachment/General-information-public-service/ประชาชนควรรู้/ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง/T_2566.PDF.aspx?lang=th-TH

[38]ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กระทรวงการคลังผลักดัน แม้กฎหมายมีผลบังคับมาหลายปี แต่การบังคับใช้กฎหมายดูเหมือนจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก มีปัญหาติดขัดมาโดยตลอด ล่าสุด (14 มิถุนายน 2566) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีการพูดคุยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลใหม่ทบทวนภาษีที่ดิน โดยมองว่า กฎหมายยังมีหยุดบกพร่องหลายเรื่องต้องแก้ไข

ดู ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ฝากรัฐบาลใหม่ ทบทวนนโยบายเก็บภาษีที่ดินฯ หลังรายได้ลด, workpointtoday, 29 พฤษภาคม 2566, https://workpointtoday.com/land-and-building-tax/

https://www.facebook.com/100062494300418/posts/pfbid0Vakv264xbSdjN84LLSf5q5LpHEeariUnuJo4TduubvDncShjpQFR69XD8Wkm8XJnl/?mibextid=cr9u03& กทม.ไม่ทน! ไล่บี้คลังทบทวนภาษีที่ดิน, BUSINESS WATCH, TNN online, 14 มิถุนายน 2566, https://www.youtube.com/watch?v=PmPMQEY83Fg

[39]ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน มาจาก 17 พรรคการเมือง ประกอบด้วย 1. พรรคก้าวไกล ได้คะแนน 14,438,851 คะแนน ได้ส.ส. 39 คน 2. พรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 10,962,522 คะแนน ได้ส.ส. 29 คน 3. พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนน 4,766,408 คะแนน ได้ส.ส. 13 คน

ดู ผลการเลือกตั้ง2566 : กกต. เตรียมประกาศผลเลือกตั้งทางการ ส.ส.ก้าวไกล เหลือ 151 คน, ThaiPBS, 24 พฤษภาคม 2566, 19:03 น., https://www.thaipbs.or.th/news/content/328159

[40]การที่จะแก้ไขหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดผู้มีสิทธิเสนอขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ 4 ช่องทาง คือ (1. คณะรัฐมนตรี (2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รวมกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของทั้งสองสภา หรือ (4) ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน เมื่อผ่านการยื่นเสนอแล้ว ดู การร่างรัฐธรรมนูญ (กระบวนการ), โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว, สถาบันพระปกเกล้า, http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การร่างรัฐธรรมนูญ_(กระบวนการ)

[41]จังหวัดจัดการตนเอง หนทางแห่งการลดความขัดแย้งและเหลื่อมล้ำ, โดย สร้อยแก้ว คำมาลา, 28 มีนาคม 2559, https://ref.codi.or.th/public-relations/news/14902-2016-07-04-04-45-50