ถ้าเราพึงโกรธต่อลิงนั้น เราก็จะพึงเลวกว่ามัน ศีลของเราจะพึงขาด และวิญญูชนทั้งหลายก็จะพึงติเตียนเรา

การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๑๖ มหิสราชจริยา

 

เกริ่นนำ

            ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อื่นเป็นเหมือนเรา จักทำอย่างนี้แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้นจักฆ่าลิงนั้นเสีย. ความตายของลิงนั้นจักเป็นอันพ้นเราไปดังนี้.

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

 

๕. มหิสราชจริยา

ว่าด้วยจริยาของพญากระบือ

 

             [๓๗]   อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นกระบือ เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ มีกายอ้วนพี มีกำลังมาก ใหญ่โต ดูน่ากลัว

             [๓๘]   พื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งในป่านี้ อันเป็นที่อยู่ของฝูงกระบือ มีอยู่ที่เงื้อมภูเขาก็ดี ที่ซอกภูเขาก็ดี ที่โคนต้นไม้ก็ดี ที่ใกล้บึงก็ดี

             [๓๙]   เราเที่ยวไปในที่นั้นๆ เมื่อเราเที่ยวไปในป่าใหญ่ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ เราจึงเข้าไปยังที่นั้น แล้วยืนพักอยู่และนอนอยู่

             [๔๐]   ครั้งนั้น ลิงป่าตัวชั่วร้าย ไม่เจริญ ลอกแลก มาที่นั้น ถ่ายปัสสาวอุจจาระรดที่คอ ที่หน้าผาก ที่คิ้ว

             [๔๑]   ย่อมเบียดเบียนเราวันแรกครั้งหนึ่ง วันที่ ๒ วันที่ ๓ วันที่ ๔ ก็วันละครั้ง เราจึงถูกลิงนั้นเบียดเบียนตลอดกาลทั้งปวง

             [๔๒]   ยักษ์(เทวดา)เห็นเราถูกลิงเบียดเบียนได้กล่าวกับเราดังนี้ว่า “ท่านจงทำลิงชั่วช้าลามกตัวนี้ให้ฉิบหายด้วยเขาและกีบเสียเถิด”

             [๔๓]   เมื่อยักษ์กล่าวอย่างนี้ในครั้งนั้นแล้ว เราได้ตอบยักษ์นั้นว่า “เหตุไร ท่านจะให้เราเปื้อนซากศพอันลามกไม่เจริญเล่า”

             [๔๔]   ถ้าเราพึงโกรธต่อลิงนั้น เราก็จะพึงเลวกว่ามัน ศีลของเราจะพึงขาด และวิญญูชนทั้งหลายก็จะพึงติเตียนเรา

             [๔๕]   เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ตายเสียยังประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ที่น่าติเตียน เราจักเบียดเบียนผู้อื่น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตได้อย่างไร

             [๔๖]   ลิงนี้ดูหมิ่นเราได้อย่างนี้ ก็จักกระทำแม้แก่ผู้อื่นอย่างนี้ เขาก็จักฆ่ามันเสีย เราก็จักรอดตัวไป

             [๔๗]   บุคคลผู้มีปัญญา อดกลั้นคำดูหมิ่นในเพราะคำของคนเลว คนปานกลาง และคนชั้นสูง ย่อมได้สิ่งตามที่ใจปรารถนาอย่างนี้ ฉะนี้แล

มหิสราชจริยาที่ ๕ จบ

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี

๕. มหิสราชจริยา

    อรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕

               

               ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ บังเกิดในกำเนิดกระบือในหิมวันตประเทศ ครั้นเจริญวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีร่างใหญ่ประมาณเท่าช้างหนุ่มเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าและห้วยเป็นต้น เห็นโคนต้นไม้ใหญ่น่าสบายต้นหนึ่ง หาอาหารแล้วก็มาอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นั้นในเวลากลางวัน.
               ครั้งนั้น มีลิงลามกตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ขึ้นหลังพระมหาสัตว์ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาโหนตัว จับหางเล่นห้อยโหน.
               พระโพธิสัตว์ไม่สนใจการทำอนาจารของลิงนั้น เพราะถึงพร้อมด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดู.
               ลิงยิ่งกำเริบทำอย่างนั้นบ่อยๆ.
               อธิบายว่า เราถูกลิงนั้นเบียดเบียนด้วยการห้อยโหนเป็นต้นที่เขา ด้วยการเอาของสกปรกมีปัสสาวะเป็นต้นมา และด้วยรดน้ำปนเปือกตมและฝุ่นล้างหลายครั้งที่ปลายเขา และปลายหางเพื่อนำสิ่งสกปรกออก.
               เทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า
               ท่านมหิสราช เพราะเหตุไร ท่านจึงอดทนความดูแคลนของลิงชั่วนี้อยู่ได้ จึงได้กล่าวคำนี้กะเราว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายเสียด้วยเขาและกีบเถิด.
               เราได้กล่าวตอบกะเทวดานั้นผู้กล่าวอยู่.
               ท่านเทวดาเพราะเหตุไรท่านจึงดูแคลนเราด้วยสิ่งอันไม่เจริญ เพราะเป็นธรรมของคนเลวมีพรานเนื้อเป็นต้น ผู้ไม่เจริญไม่ใช่คนดี ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชักชวนเราในความชั่วนั้นไม่สมควรเลย.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศโทษในธรรมอันลามกนั้น จึงตรัสพระดำรัสดังต่อไปนี้
               ท่านเทวดาผู้เจริญ ผิว่าเราโกรธลิงนั้น เราก็เลวกว่ามัน เพราะลิงนั้นเป็นลิงพาล เป็นลิงเลว ด้วยไม่ประพฤติธรรม. หากเราพึงประพฤติธรรมลามกอันมีกำลังกว่าลิงนั้น เราก็จะพึงเป็นผู้ลามกกว่าลิงนั้นด้วยเหตุนั้นมิใช่หรือ. ข้อที่เรารู้โลกนี้โลกหน้าอย่างดียิ่ง แล้วดำรงอยู่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึงประพฤติธรรมลามกเห็นปานนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก. มีซิ.
               ศีลของเราก็จะพึงแตก คือเราพึงทำความลามกเห็นปานนั้น. ศีลบารมีของเราจะพึงแตก.
               เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตจะพึงติเตียนเราได้ว่า พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายจงดูพระโพธิสัตว์นี้เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ได้ทำความชั่วเห็นปานนี้แล้ว.
               ตายด้วยความบริสุทธิ์ คือเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังประเสริฐ อุดมดีกว่ามีชีวิตอยู่ ถูกวิญญูชนทั้งหลายติฉินนินทาด้วยประการฉะนี้.
               เราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า คือเมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เราจักทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เอาชีวิตของเราเป็นเดิมพันได้อย่างไรเล่า.
               อธิบายว่า ไม่มีเหตุในการทำความเบียดเบียนนี้.
               กระบือกล่าวว่า ลิงนี้สำคัญสัตว์อื่นว่าเป็นเหมือนเรา จักทำอนาจารอย่างนี้. แต่นั้นกระบือที่ดุจักฆ่าลิงที่ทำไปอย่างนั้นเสีย. การตายของลิงนี้ด้วยสัตว์อื่น จักเป็นอันพ้นจากทุกข์และจากการฆ่าสัตว์ของเรา.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
               ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อื่นเป็นเหมือนเรา จักทำอย่างนี้แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้นจักฆ่าลิงนั้นเสีย. ความตายของลิงนั้นจักเป็นอันพ้นเราไปดังนี้.
               คนมีปัญญามิได้ทำการจำแนกในคนเลวเป็นต้นอย่างนี้ เข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ อดกลั้นความผิดนั้น เพิ่มพูนศีลบารมีเป็นต้น ย่อมได้คือแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ ตามใจปรารถนาคือตามต้องการ ความปรารถนาของเขานั้นอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยประการฉะนี้.
               พระมหาสัตว์เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ จึงแสดงธรรมแก่เทวดา.
               กระบือนั้นล่วงไป ๒-๓ วันก็ได้ไปที่อื่น. กระบือดุตัวอื่นได้ไปตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นเพราะเป็นที่อยู่สบาย. ลิงชั่วสำคัญว่ากระบือตัวนี้ก็คือกระบือตัวนั้นนั่นเองจึงขึ้นหลังกระบือดุนั้น แล้วได้ทำอนาจารในที่นั้นอย่างเดียวกัน. กระบือดุตัวนั้นจึงสลัดลิงให้ตกลงบนพื้นดินเอาเขาขวิดที่หัวใจ เอาเท้าเหยียบจนแหลกเหลวไป.
               มหิสราชในครั้งนั้น คือพระโลกนาถในครั้งนี้.
               

               จบอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕               
               -----------------------------------------------------