บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์ นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : Experience as the Source of Learning and Development, 2nd Edition (2015) เขียนโดย David A. Kolb
ตอนที่ ๗ นี้ ตีความจากบทที่ ๕ The Structure of Knowledge
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ มี “ความรู้ของโลก” (world/social knowledge) กับ “ความรู้ของบุคคล” (personal knowledge) ที่บุคคลสร้างขึ้นผ่านประสบการณ์ ความรู้สองมิตินี้ มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านวงจรหรือเกลียวยกระดับความรู้ผ่านประสบการณ์
โครงสร้างความรู้ มองได้จากหลายมิติ หรือหลายทฤษฎี
โครงสร้างความรู้ ตามทฤษฎีทวิลักษณ์ของความรู้
ทฤษฎี dual knowledge theory ของ William James บอกว่า แบ่งความรู้ออกได้เป็น ๒ กลุ่ม ตามเส้นแบ่งที่ขั้วหนึ่งเป็น การตั้งข้อสงสัยอย่างสนใจ (appreciative apprehension) และอีกขั้วหนึ่งเป็น ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (critical comprehension) เส้นแบ่งนี้เป็นแกนตั้งตามรูปในหัวข้อย่อยถัดไป (รูปที่ 5.1 ในหนังสือ) ที่แบ่งความรู้ออกเป็นสองซีก คือซีกขวาเป็นความรู้ส่วนบุคคล ซีกซ้ายเป็นความรู้ของโลก ความรู้สองส่วนนี้มีการส่งเสริมซึ่งกันและกัน (synergy)
โครงสร้างของความรู้ในสังคม : ทฤษฎีความรู้ของโลก
คนเราไม่ได้อยู่ในโลกแบบตัวคนเดียว หรือโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ของโลก ในโลกหรือสังคมมีความรู้มากมายในรูปแบบต่างๆ เช่น วัฒนธรรมประเพณี กฎหมายและข้อบังคับในระดับต่างๆ ความรู้ที่บ้าน ความรู้ที่โรงเรียน ความรู้ที่ได้จากการคบพื่อน ความรู้ในหนังสือ/ตำรา ในสมัยนี้มีความรู้ที่มีอิทธิพลมากคือความรู้ผ่านสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อดิจิทัล
มองจากมุมของบุคคล ความรู้เหล่านี้มีไว้ให้เชื่อ ให้ปฏิบัติตามโดยดุษณี หรือมีไว้ตั้งข้อสงสัย (apprehension) หรือตรวจสอบ นี่คือประเด็นสำคัญต่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่ผมตีความว่า ความรู้ทุกชุดหรือทุกชิ้นมีความหมายเสมอ โดยตัวเราเองต้องค้นหาความหมายให้พบ โดยต้องค้นหาเอง ไม่ใช่เชื่อตามที่คนอื่นบอก วิธีค้นหาต้องเริ่มจาก “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” สำหรับเอาความรู้นั้นไปทดลองใช้ (AE – active experimentation ในเกลียวยกระดับความรู้จากการปฏิบัติ)
เขาอ้างหนังสือ World Hypotheses : A Study in Evidence (1942) เขียนโดย Stephen C. Pepper ที่บอกว่าจัดโครงสร้างความรู้ในโลกนี้ได้เป็น ๔ แบบ คือ (๑) จัดตามความคล้ายคลึงกัน (formism) (๒) จัดตามระบบเชิงกลไก (mechanism) (๓) จัดตามบริบท (contextualism หรือ pragmatism) หรือการใช้งาน และ (๔) จัดตามความเป็นหรือคล้ายระบบที่มีชีวิต (organicism) คือมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนขาด (transformation)
ทฤษฎีเรียนรู้จากประสบการณ์ ใช้ทฤษฎีความรู้แบบที่ ๔ คือมองความรู้คล้ายสิ่งมีชีวิต มีการเจริญงอกงาม ซึ่งหมายถึงมีการเปลี่ยนขาด (transformation) ด้วย จากการหมุนเกลียวยกระดับความรู้จากประสบการณ์
แต่ในความเป็นจริงของโลก เราอยู่ใต้อิทธิพลของความซับซ้อนของระบบความรู้ทั้ง ๔ แบบ ที่มีโครงสร้างเชื่อมโยงกัน จัดจำแนกตามแกนรับความรู้ (แนวตั้ง) กับแกนเปลี่ยนขาดความรู้ (แนวนอน) ตามที่แสดงในรูปที่ผมคัดลอกมาจากหนังสือ ดังนี้
โลกของการวิเคราะห์ กับ โลกของการสังเคราะห์
หลักการคือ มนุษย์ต้องอยู่ในโลกของการวิเคราะห์ (analytic world) และโลกของการสังเคราะห์ (synthetic world) อย่างสมดุล โดยโลกแบบแรกยึดทฤษฎี formism และ mechanism โลกแบบหลังยึดทฤษฎี contextualism และ organicism
โลกของการวิเคราะห์มีสมมติฐานว่าสิ่งต่างๆ มีความชัดเจนแน่นอนตายตัว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ มีความชัดเจนตายตัวแบบเดียวกันกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กลไกต่างๆ เน้นความพยายามทำความเข้าใจ (comprehension) แนวคิดนี้ นำสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติมากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดด้วย จากความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เอง เกิดความรู้ใหม่ที่ขัดแย้งกับความรู้เดิม เช่น แสงเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาคในเวลาเดียวกัน อนุภาคที่เคยอยู่ด้วยกัน มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง (entangle) กัน แม้จะแยกไปอยู่ห่างไกลกัน เป็นต้น เป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจโดยใช้เหตุผลไม่ได้
โลกของการสังเคราะห์ เน้นการตั้งข้อสงสัย (apprehension) หรือตั้งคำถาม โดยที่คำตอบจะซับซ้อนมาก และเป็นนามธรรม ความยากในการทำความเข้าใจแนวคิดนี้คือ ไม่มีภาษาที่ใช้อธิบายความรู้จากแนวคิดนี้ ต้องยืมภาษาของแนวคิดเชิงวิเคราะห์มาใช้ ทำให้สับสนได้ง่าย และเข้าใจยาก แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จในด้านที่เกี่ยวข้องกับค่านิยมของมนุษย์ และกิจกรรมเชิงปฏิบัติ
ธรรมชาติของวิธีจัดระบบความรู้ ๔ แบบ แสดงในตารางข้างล่าง
และโครงสร้างของการเรียนรู้ โครงสร้างของความรู้ และโครงสร้างของสาขาวิชาการ แสดงในภาพข้างล่าง
ความรู้ฝังลึก กับ ความรู้แจ้งชัด
Michael Polanyi เป็นผู้เสนอว่าคนเรามีความรู้ฝังลึก (tacit knowledge, 1958) อยู่ภายในตัว เป็นความรู้ที่มีมากกว่าที่พูดออกมาได้ ต่างจากความรู้แจ้งชัด (explicit knowledge) ที่สื่อสารแลกเปลี่ยนกันได้โดยง่าย ความรู้ฝังลึกจึงเป็นความรู้ส่วนบุคคล และความรู้แจ้งชัดเป็นความรู้ของโลก
นำสู่โครงสร้างของกระบวนการสร้างความรู้ ที่มีการหมุนเกลียวความรู้ระหว่างความรู้ฝังลึกกับความรู้แจ้งชัด และกระบวนการนี้ในสมัยนี้เรียกว่า การจัดการความรู้ (KM – Knowledge Management)
เกลียว SECI ของ Nonaka
SECI model of knowledge dimension ค้นได้ในวิกิพีเดีย เป็นการขยายความกิจกรรมสร้างความรู้ (knowledge creation) จากการปฏิบัติ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (S - socialization) การสะกัดความรู้ฝังลึกออกมาเป็นความรู้แจ้งชัด (E - externalization), การหลอมรวมหรือสังเคราะห์ความรู้แจ้งชัดเพื่อยกระดับความรู้ (C - combination), และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ (I - internalization) ดังรูป
หลักการสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เสนอโดย Nonaka คือเรื่อง พื้นที่เรียนรู้ (learning space/ba, 1998) การเรียนรู้ที่มีพลัง ต้องการระบบนิเวศที่เอื้อ คือเป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่คนกล้าแสดงความเห็นและพฤติกรรมที่แตกต่าง
การเรียนรู้และสร้างความรู้ต่างสาขา ต่างบริบท ต่างเป้าหมาย ต้องการระบบนิเวศที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน
ขอขอบคุณ นพ. เนตร รามแก้ว ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้
วิจารณ์ พานิช
๑๔ เม.ย. ๖๖