การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๑๕ จูฬโพธิจริยา
เกริ่นนำ
ในกาลที่เราเป็นปริพาชกชื่อว่าจูฬโพธิ มีศีลงาม เราเห็นภพโดยความเป็นของน่ากลัว จึงออกบวช
ความโกรธเกิดแก่อาตมา แต่ไม่ปล่อยออก อาตมาจะไม่ปล่อยออกตราบเท่าชีวิต อาตมาจะห้ามทันที เหมือนฝนตกหนักห้ามเสียซึ่งธุลีฉะนั้นดังนี้.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
๔. จูฬโพธิจริยา
ว่าด้วยจริยาของจูฬโพธิปริพาชก
[๒๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นปริพาชกชื่อว่าจูฬโพธิ มีศีลงาม เราเห็นภพโดยความเป็นของน่ากลัว จึงออกบวช
[๒๗] นางพราหมณี ผู้มีผิวพรรณดังทองคำ ซึ่งเป็นภรรยาเก่าของเรา แม้นางมิได้อาลัยในวัฏฏะ ออกบวชแล้ว
[๒๘] เราทั้ง ๒ ไม่มีความอาลัย ตัดขาดพวกพ้อง ไม่ห่วงใยในตระกูลและหมู่ญาติ เที่ยวไปยังบ้านและนิคม มาถึงกรุงพาราณสี
[๒๙] เราทั้ง ๒ อยู่ ณ ที่นั้น มีปัญญารักษาตน ไม่คลุกคลีกับสกุลกับคณะ เราทั้ง ๒ อยู่ในพระราชอุทยานอันสงัดเงียบ ไม่พลุกพล่าน
[๓๐] พระราชาเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นนางพราหมณี จึงเสด็จเข้ามาหาเราแล้วตรัสถามว่า “นางพราหมณีคนนี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยาของใคร”
[๓๑] เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้ เราได้ทูลพระองค์ดังนี้ว่า “นางพราหมณีนี้มิใช่ภริยาของอาตมภาพ แต่เป็นผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน มีศาสนาเดียวกัน”
[๓๒] พระราชาทรงกำหนัดหนักในนางพราหมณีนั้น จึงรับสั่งให้พวกราชบุรุษจับ ทรงบีบคั้นด้วยกำลัง สั่งให้นำเข้าไปภายในนคร
[๓๓] เมื่อภรรยาเก่าของเราซึ่งเกิดร่วมกัน มีศาสนาเดียวกัน ถูกฉุดคร่าไป ความโกรธเกิดขึ้นแก่เรา
[๓๔] เราระลึกถึงศีลวัตรได้พร้อมกับความโกรธที่เกิดขึ้น เราข่มความโกรธได้ ณ ที่นั้นเอง ไม่ให้มันเจริญขึ้นไปอีก
[๓๕] ถ้าใครๆ พึงเอาหอกอันคมกริบแทงนางพราหมณีนั้น เราก็ไม่พึงทำลายศีลของเราเลย เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น
[๓๖] นางพราหมณีนั้นจะเป็นที่รังเกียจของเราก็หาไม่ และเราจะไม่มีกำลังก็หามิได้ แต่เพราะพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงตามรักษาศีลไว้ ฉะนี้แล
จูฬโพธิจริยาที่ ๔ จบ
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี
๔. จูฬโพธิจริยา
อรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔
พระโพธิสัตว์เห็นภพมีกามภพเป็นต้น แม้ทั้งปวงปรากฏโดยเป็นของน่ากลัวในสังสารวัฏ ด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ เหล่านี้ คือ ชาติชราพยาธิมรณะ อบายทุกข์. ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน. และเห็นเนกขัมมะแม้ ๓ อย่างนี้ คือ นิพพาน ๑ สมถวิปัสสนาอันเป็นอุบายแห่งนิพพานนั้น ๑ และบรรพชาอันเป็นอุบายแห่งสมถวิปัสสนานั้น ๑ โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้นด้วยญาณจักษุอันสำเร็จด้วยการฟังเป็นต้น แล้วจึงออกจากความเป็นคฤหัสถ์อันอากูลด้วยโทษมากมาย ด้วยการบรรพชาเป็นดาบสแล้วจึงไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความไม่มีการผูกพันในการครองเรือนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงถึงความไม่มีแม้การผูกพันไรๆ ของบรรพชิต.
ในอดีตกาล ในภัทรกัปนี้แหละ พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในกาสิคามแห่งหนึ่ง. ครั้นถึงคราวตั้งชื่อ มารดาบิดาตั้งชื่อว่าโพธิกุมาร.
เมื่อโพธิกุมารเจริญวัย เขาไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนศิลปะทุกสาขา เมื่อเขากลับมาทั้งๆ ที่เขาไม่ปรารถนา มารดาบิดาได้นำกุลสตรีที่มีชาติเสมอกันมาให้. แม้กุลสตรีนั้นก็จุติจากพรหมโลกเหมือนกัน มีรูปงดงาม เปรียบด้วยเทพอัปสร.
แม้ทั้งสองไม่ปรารถนา มารดาบิดาก็ทำการอาวาหมงคลและวิวาหมงคลให้แก่กันและกัน ทั้งสองไม่เคยมีกิเลสร่วมกันเลย. แม้มองดูกันด้วยอำนาจราคะก็มิได้มี. ไม่ต้องพูดถึงการร่วมเกี่ยวข้องกันละ. ทั้งสองมีศีลบริสุทธิ์ด้วยประการฉะนี้.
ครั้นต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์กระทำฌาปนกิจมารดาบิดาแล้วจึงเรียกภริยามากล่าวว่า นางผู้เจริญ แม่นางจงครองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ เลี้ยงชีพให้สบายเถิด.
ภริยาถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ท่านเล่า.
พระมหาสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการทรัพย์ เราจักบวช. นางถามว่า ก็การบวชไม่สมควรแม้แก่สตรีหรือ. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ควรซิแม่นาง.
นางตอบว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ฉันก็ไม่ต้องการทรัพย์ ฉันจักบวชบ้าง.
ทั้งสองสละสมบัติทั้งหมดให้ทานเป็นการใหญ่ ออกจากเมืองเข้าป่าแล้วบวช เลี้ยงตัวด้วยผลาผลที่แสวงหามาได้อยู่ ๑๐ ปี ด้วยความสุขในการบวชนั่นเอง เที่ยวไปตามชนบทเพื่อต้องการเสพของมีรสเค็มและเปรี้ยว ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน.
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปชมพระราชอุทยาน ครั้นเสด็จถึงที่ใกล้ดาบสดาบสินี [ผู้] ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยความสุขในการบรรพชา ณ ข้างหนึ่งแห่งพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นปริพาชิกามีรูปงดงามยิ่งนัก น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง มีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน.
เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า มิได้เป็นอะไรกัน. เป็นบรรพชิต ร่วมบรรพชากันอย่างเดียว แต่เมื่อเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยาของอาตมา.
พระราชาทรงดำริว่า ปริพาชิกานี้มิได้เป็นอะไรกับพระโพธิสัตว์ แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยา. ถ้ากระไร เราจะนำปริพาชิกานี้เข้าไปภายในเมือง. ด้วยเหตุนั้นแหละ เราจักรู้การปฏิบัติของปริพาชิกานี้ต่อพระโพธิสัตว์.
พระราชาเป็นอันธพาล ไม่อาจห้ามจิตปฏิพัทธ์ของพระองค์ในปริพาชิกานั้นได้ จึงรับสั่งกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า จงนำปริพาชิกานี้เข้าสู่ราชนิเวศน์.
ราชบุรุษรับพระบัญชาของพระราชาแล้ว กล่าวคำมีอาทิว่า อธรรมย่อมเป็นไปในโลก ได้พาปริพาชิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ไป.
พระโพธิสัตว์สดับเสียงคร่ำครวญของปริพาชิกานั้นแลดูครั้งเดียวก็มิได้แลดูอีก คิดว่าหากว่าเราจักห้าม อันตรายจักมีแก่ศีลของเรา เพราะจิตประทุษร้ายต่อคนเหล่านั้น จึงนั่งรำพึงถึงศีลบารมีอย่างเดียว.
คือพราหมณีนี้ถึงจะเป็นภริยาเมื่อตอนอาตมาเป็นคฤหัสถ์ก็จริง แต่ตั้งแต่บวชแล้วมิใช่ภริยาของอาตมา. แม้อาตมาก็มิใช่สามีของนาง แต่ร่วมธรรม ร่วมคำสอนอันเดียวกันเท่านั้น. แม้อาตมาก็เป็นปริพาชก แม้หญิงนี้ก็เป็นปริพาชิกา เพราะเหตุนั้นจึงมีธรรมเสมอกัน มีคำสอนร่วมกันด้วยคำสอนของปริพาชก.
คือพราหมณีนี้เป็นผู้มีศีล เป็นภริยาของท่านเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์. ครั้นบวชแล้วเป็นน้องสาวเกิดร่วมโดยความเป็นเพื่อนพรหมจรรย์. พราหมณีนั้นถูกราชบุรุษฉุดเข้าไปโดยพลการต่อหน้าท่าน. ความโกรธที่นอนเนื่องอยู่ช้านาน ได้ผุดขึ้นด้วยมานะของลูกผู้ชายว่า ดูก่อนโพธิพราหมณ์ ท่านเป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ดังนี้จะพลันเกิดขึ้นจากใจของเรา ดุจอสรพิษถูกบุรุษคนใดคนหนึ่งฉุดครูดออกจากปล่องจอมปลวกแผ่แม่เบี้ยเสียงดังสุสุ ดังนี้.
เพียงเมื่อความโกรธเกิดขึ้นนั่นเอง เราบริภาษตนว่า ดูก่อนโพธิปริพาชก ท่านบำเพ็ญบารมีทั้งปวงประสงค์จะรู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณมิใช่หรือ. อะไรกันนี่แม้เพียงศีลท่านยังเผอเรอได้. ความเผอเรอนี้ย่อมเป็นดุจความที่โคทั้งหลายประสงค์จะไปยังฝั่งโน้นแห่งมหาสมุทรอันจมอยู่ในน้ำกรดฉะนั้น ในขณะนั้นเอง ข่มความโกรธไว้ได้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา ไม่ให้ความโกรธนั้นเจริญด้วยการเกิดขึ้นอีก.
พระราชาหรือใครๆ อื่นเอาหอกอันคมกริบแทงนางพราหมณีปริพาชิกานั้น. หากตัดให้เป็นชิ้นๆ แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่พึงทำลายศีล คือศีลบารมีของตนเลย.
เพราะเหตุไร?
เพราะเหตุแห่งโพธิญาณเท่านั้น คือสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยศีลไม่ขาดในที่ทั้งปวง มิใช่ด้วยเหตุนอกเหนือจากนี้.
นางพราหมณีนั้นเป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ ไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ โดยประการทั้งปวง คือโดยชาติ ด้วยโคตร โดยประกาศของตระกูล โดยมารยาทและโดยคุณสมบัติมีบรรพชาเป็นต้นที่สะสมมานาน ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราไม่รักนางพราหมณีนี้.
กำลังของเราจะไม่มีก็หามิได้ มีอยู่มากทีเดียว. เรามีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ปรารถนาอยู่สามารถจะลุกขึ้นฉับพลัน แล้วบดขยี้บุรุษที่ฉุดนางพราหมณีนั้น แล้วจับบุรุษนั้นไปยังที่ต้องการจะไปได้ ท่านแสดงไว้ดังนี้.
ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงทำให้ชักช้าในพระราชอุทยานรีบเสด็จไปโดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ตรัสให้เรียกนางปริพาชิกานั้นมาแล้วทรงมอบยศให้เป็นอันมาก.
นางปริพาชิกานั้นกล่าวถึงโทษของยศ คุณของบรรพชาและความที่ตนและพระโพธิสัตว์ละกองโภคสมบัติอันมหาศาล แล้วบวชด้วยความสังเวช.
พระราชา เมื่อไม่ทรงได้นางนั้นสมพระทัยโดยอุบายใดๆ จึงทรงดำริว่า ปริพาชิกาผู้นี้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปริพาชกนั้น เมื่อปริพาชิกานี้ถูกฉุดนำมาก็หามิได้แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใดเลย. ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งหมด. การทำสิ่งผิดปกติในผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย. เอาเถิด เราจะพาปริพาชิกานี้ไปยังอุทยานแล้วขอขมาปริพาชิกานี้และปริพาชกนั้น.
ครั้นพระราชาทรงดำริอย่างนี้แล้วรับสั่งกะราชบุรุษว่า พวกเจ้าจงนำปริพาชิกานี้มายังอุทยาน พระองค์เองเสด็จไปก่อน ทรงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้านำปริพาชิกานั้นไปพระคุณท่านโกรธหรือเปล่า.
พระมหาสัตว์ถวายพระพรว่า
ความโกรธเกิดแก่อาตมา แต่ไม่ปล่อยออก อาตมาจะไม่ปล่อยออกตราบเท่าชีวิต อาตมาจะห้ามทันที เหมือนฝนตกหนักห้ามเสียซึ่งธุลีฉะนั้นดังนี้.
พระราชาครั้นสดับดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ปริพาชกนี้กล่าวหมายถึงความโกรธอย่างเดียว หรืออะไรอื่นมีศิลปะเป็นต้น จึงตรัสถามต่อไปว่า
อะไรเกิดแก่พระคุณท่าน พระคุณท่านไม่ปล่อย พระคุณท่านไม่ปล่อยอะไรตลอดชีวิต พระคุณท่านห้ามความโกรธนั้นอย่างไร ดุจฝนตกหนักห้ามธุลีฉะนั้นดังนี้.
ลำดับนั้น พระมหาบุรุษเมื่อจะประกาศโทษของความโกรธ โดยประการต่างๆ แด่พระราชานั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้น ย่อมไม่เห็นประโยชน์ เมื่อความโกรธไม่เกิดย่อมเห็นเป็นอย่างดี. ความโกรธนั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญาเกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาใช่ปล่อยออก.
เหล่าอมิตรผู้แสวงหาทุกข์ ย่อมยินดีด้วยความโกรธใดที่เกิดแล้ว ความโกรธนั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญาเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก.
อนึ่ง เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้นบุคคลย่อมไม่รู้สึกถึงประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญาเกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก.
บุคคลถูกความโกรธใดครอบงำ ย่อมละกุสลธรรม กำจัดประโยชน์แม้ในมูลออกไปเสีย.
มหาบพิตร ความโกรธนั้นเป็นเสนาของความน่ากลัว มีกำลังย่ำยีสัตว์ อาตมาไม่ปล่อยออกไป.
เมื่อไม้ถูกสี ไฟย่อมเกิด. ไฟย่อมเผาไม้นั้น เพราะไฟเกิดแต่ไม้. เมื่อคนปัญญาอ่อน โง่ เซ่อ ความโกรธย่อมเกิดเพราะความฉุนเฉียว คนพาลแม้นั้นก็ย่อมถูกความโกรธนั้นเผาผลาญ.
ความโกรธย่อมเจริญแก่ผู้ใด เหมือนไฟที่หญ้าและไม้ ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างแรมฉะนั้น.
ความโกรธของผู้ใดสงบ เหมือนไฟไม่มีเชื้อ ยศของผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างขึ้น.
พระราชาครั้นทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงขอขมาพระมหาบุรุษ แม้นางปริพาชิกาผู้มาจากพระราชวัง ตรัสว่า ขอพระคุณท่านทั้งสองเสวยสุขในการบรรพชาอยู่ในอุทยานนี้เถิด. ข้าพเจ้าจักทำการรักษา ป้องกัน คุ้มครองอันเป็นธรรมแก่พระคุณท่านทั้งสอง นมัสการแล้วเสด็จกลับ.
ปริพาชกและปริพาชิกาทั้งสองอาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง.
ต่อมา นางปริพาชิกาได้ถึงแก่กรรม.
พระโพธิสัตว์เข้าไปยังป่าหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปสู่พรหมโลก.
นางปริพาชิกาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในครั้งนี้.
พระราชาคือพระอานนทเถระ.
โพธิปริพาชก คือพระโลกนาถ.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในที่นี้มีอาทิอย่างนี้ คือ
การละกองโภคะใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ ออกจากเรือน เช่นเดียวกับออกมหาภิเนษกรมณ์.
การออกไปอย่างนั้นแล้วตั้งใจเป็นบรรพชิตที่ชนเป็นอันมากสมมติ ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลในคณะ เพราะเป็นผู้มักน้อยเป็นอย่างยิ่ง.
ความยินดียิ่งในความสงัด เพราะรังเกียจลาภและสักการะ โดยส่วนเดียวเท่านั้น.
การประพฤติขัดเกลากิเลสอันเป็นความดียอดยิ่ง.
การนึกถึงศีลบารมีไม่แสดงความโกรธเคืองเมื่อนางปริพาชิกาผู้มีกัลยาณธรรมมีศีลถึงปานนั้นถูกราชบุรุษจับไปโดยพลการ ต่อหน้าตนซึ่งไม่ได้อนุญาต.
และเมื่อพระราชาทรงรู้พระองค์ว่า ทรงทำผิดจึงเสด็จเข้าไปหา การตั้งจิตบำเพ็ญประโยชน์และถวายคำสั่งสอน ด้วยประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในภพหน้า.
จบอรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔
-----------------------------------------------------