บทที่ ๘  แสวงหาครูให้แก่ตนเอง

“ครู” ในที่นี้หมายถึง กลไกหนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน   หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)   ซึ่งหมายความว่านักเรียน (และครู) ต้องมีเจตคติและพฤติกรรมเชิงรุก ในการแสวงหาโอกาสและตัวช่วย (enabler) ต่อการเรียนรู้ของตนเอง (Active Learner)   

ทั้งนักเรียนและครู ต้องเป็น Active Learner ที่มุ่งกำกับหรืออำนวยการการเรียนรู้ของตนเอง    ไม่ใช่ Passive Learner คือมุ่งรอรับการสอน   

มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือกระบวนการพัฒนา ความเป็นผู้ก่อการ (Agency) หรือนิสัยเป็นผู้กระทำการ   หรือความเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง (change agent) ให้แก่นักเรียนและครู   ระบบนิเวศการเรียนรู้ในสถานศึกษาต้องเอื้อต่อการพัฒนาความเป็นผู้ก่อการแก่นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง   ตามรายละเอียดใน บล็อกชุด เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ (https://www.gotoknow.org/posts/tags/เอื้อระบบนิเวศ เพื่อครูเป็นผู้ก่อการ)     

ความเป็นผู้ก่อการ หรือเป็นผู้กระทำการ เป็นสมรรถนะสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดี ในโลกยุค VUCA (V = volatile - เปลี่ยนแปลงรุนแรงและรวดเร็ว, U = uncertain - ไม่แน่นอน, C = complex - ซับซ้อน, A = ambiguous - ไม่ชัดเจน กำกวม)   

ปฐมบทของการแสวงหาครูให้แก่ตนเอง คือ การตั้งคำถาม   ทักษะหรือสมรรถนะในการตั้งคำถาม มีความสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้เชิงรุก  และการเรียนรู้ตลอดชีวิต    ครูต้องฝึกตัวเองให้เป็นนักตั้งคำถาม    และดำเนินการส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการตั้งคำถาม    และใช้การตั้งคำถามเป็นเครื่องมือสำคัญสู่การเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง

การตั้งคำถามต้องบูรณาการอย่างกลมกลืนไปกับกระบวนการเรียนรู้หลากหลายแบบ    ทั้งเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกตั้งคำถาม  ฝึกหาคำตอบ ฝึกฟังคำตอบที่แตกต่างหลากหลาย  ฝึกสะท้อนคิด (reflection)   ฝึกคิดเชิงหลักการ (conceptualization)   ฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่เชื่อง่าย (critical thinking)   ที่จะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะอื่นๆ ที่จำเป็นต่อชีวิต   

ถามใคร เป็นประเด็นต่อมาสำหรับการแสวงหาครูให้แก่ตนเอง   แน่นอนที่สุดว่า นักเรียนจะมองมาที่ครูเป็นคนแรก  นักเรียนบางคนอาจมองไปที่พ่อแม่เป็นคนต่อมา   ครูควรหาทางชักจูงให้นักเรียนไปถามคนที่ทำกิจการนั้นๆ    เพื่อสร้างเจตคติของนักเรียนว่าความรู้เกิดจากการปฏิบัติ หรืออยู่กับผู้ปฏิบัติ   หากตนเองอยากมีความรู้เรื่องใดก็ต้องไปถามคนที่เคยทำสิ่งนั้น (ผู้มีประสบการณ์)    โดยต้องมีวิธีถาม   ถามแล้วเอาความรู้ที่ได้มาลองปฏิบัติด้วยตนเอง ว่าใช้ได้ผลหรือไม่   

ถามเพื่อน น่าจะเป็นคนถัดมาที่นักเรียนนึกถึง   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนที่เป็นที่ยอมรับว่าเก่งในเรื่องนั้นๆ    ซึ่งหมายความว่า นักเรียนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน   เพราะนักเรียนมักเก่งกันคนละอย่างสองอย่าง ไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง   ครูพึงสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่นักเรียนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน   ครูอาจตั้งกติกา Ask 3B4 Me   คือให้ไปถามเพื่อน ๓ คนก่อนมาถามครู     

ถามตัวเอง สำคัญที่สุด   เพราะถามได้ตลอดเวลา    ควรฝึกถามจนเป็นนิสัย    ถามตนเองในลักษณะสะท้อนคิด (reflective questioning)   ถามเพื่อกระตุ้นให้ตนเองแสวงหาคำตอบ   ซึ่งอาจได้คำตอบผ่านการค้นคว้า    หรือผ่านการทดลองปฏิบัติหรือดำเนินการด้วยตนเอง   ตามที่ระบุใน Kolb’s Experiential Learning Cycle (กรอบ ๑.๑) 

ขั้นตอนการถามตนเองใน Kolb’s Experiential Learning Cycle อยู่ในขั้นตอนที่ ๓ ต่อกับขั้นตอนที่ ๔  คือเมื่อทำ reflective observation    สู่การสร้างหลักการ (conceptualization) จากการปฏิบัติ (ขั้นตอนที่ ๓) แล้ว    ผู้เรียน (ทั้งนักเรียนและครู) ตั้งคำถามต่อตนเองว่า หลักการที่ตนคิดขึ้นนั้นถูกต้องหรือใช้การได้จริงหรือไม่    นำไปสู่ขั้นตอนที่ ๔ คือ experimentation    คือถามแล้วหาทางพิสูจน์จากการปฏิบัติ        

จะเห็นว่า หากได้ส่งเสริมให้นักเรียนมี V & A (values – ค่านิยม  และ attitude – เจตคติ) ที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการเรียนรู้   นักเรียนจะมีทักษะในการหา “ตัวช่วย” (ครู) ต่อการเรียนรู้ได้รอบตัว 

   

ระวัง “ครู” ที่ชักจูงสู่ทางเสื่อม      

ได้กล่าวแล้วว่า บุคคลแวดล้อมและระบบนิเวศสังคม เป็น “ครู” ของเด็กและเยาวชน    มีบทบาทหล่อหลอมค่านิยม และเจตคติ   ในสังคมไม่ว่ายุคสมัยใด และสังคมใด   ระบบนิเวศทางสังคมมีทั้งที่เป็นปัจจัยบวก และที่เป็นปัจจัยลบ ต่อการพัฒนา VASK ของเด็กและเยาวชน     

วิจารณ์ พานิช

๓๐ เม.ย. ๖๖

ห้อง ๑๖๐๒  อาคารเฉลิมพระเกียรติ  โรงพยาบาลศิริราช