การบำเพ็ญบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตอนที่ ๑๗ รุรุราชจริยา
เกริ่นนำ
เราจึงช่วยเหลือเขา สละชีวิตของเรา ว่ายน้ำไป นำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรารู้ว่าเขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ได้กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใครๆ ดังนี้.
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
๖. รุรุราชจริยา
ว่าด้วยจริยาของพญาเนื้อชื่อรุรุ
[๔๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลที่เราเป็นพญาเนื้อชื่อรุรุ มีขนสีเหลืองคล้ายทองคำที่หลอมดีแล้ว ประกอบด้วยศีลอันบริสุทธิ์ยิ่ง
[๔๙] เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ใจ เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งแม่น้ำ
[๕๐] ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้เบียดเบียน จึงโดดลงในแม่น้ำ ในกระแสน้ำข้างเหนือด้วยคิดว่า เราจะเป็นหรือตายก็ตามเถอะ
[๕๑] เขาถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ตลอดคืนตลอดวัน ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ลอยไปท่ามกลางแม่น้ำคงคา
[๕๒] เราได้ยินเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาแล้ว ไปยืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำถามว่า ท่านเป็นคนเช่นไร
[๕๓] เขาถูกเราถามแล้ว ได้แจ้งเหตุของตนในกาลนั้นว่า ข้าพเจ้ากลัว สะดุ้งต่อพวกเจ้าหนี้แล้ว จึงโดดลงยังมหานที
[๕๔] เราทำความกรุณาแก่เขา สละชีวิตของตนว่ายน้ำไปนำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม
[๕๕] เรารู้กาลที่เขาสบายใจแล้ว ได้กล่าวแก่เขาดังนี้ว่า ข้าพเจ้าจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือท่านอย่าบอกใครว่า ข้าพเจ้าอยู่ ณ ที่นี้
[๕๖] เขาไปยังนครแล้ว พระราชาตรัสถาม มีความต้องการทรัพย์จึงกราบทูล เขาได้พาพระราชามายังที่อยู่ของเรา
[๕๗] เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่างแก่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว ทรงสอดศรจะยิงบุรุษนั้น ตรัสว่า “เราจักฆ่าอนารยชน ผู้ประทุษร้ายมิตรเสียในที่นี้แหละ”
[๕๘] เราตามรักษาคนผู้ประทุษร้ายมิตรนั้น ได้มอบตัวของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้ทรงโปรดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะทำตามพระราชประสงค์ของพระองค์
[๕๙] เราตามรักษาศีลของเรา ไม่ใช่ตามรักษาชีวิตของเรา เพราะในกาลนั้น เราเป็นผู้รักษาศีล เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณเท่านั้น
รุรุราชจริยาที่ ๖ จบ
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
ขุททกนิกาย จริยาปิฎก การบำเพ็ญสีลบารมี
๖. รุรุมิคจริยา
อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อชื่อว่ารุรุ ผิวในร่างกายของเนื้อนั้นมีสีเหมือนแผ่นทองคำที่เผาแล้วขัดเป็นอย่างดี เท้าทั้ง ๔ ดุจฉาบด้วยครั่ง หางดุจหางจามรี เขามีสีเหมือนพวงเงิน ตาดุจก้อนแก้วมณีที่ขัดดีแล้ว ปากดุจลูกคลีหนังหุ้มผ้ากัมพลสีแดงสอดตั้งไว้.
เนื้อนั้นละความคลุกคลี ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงทิ้งบริวารอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ในป่าใหญ่สะพรั่งด้วยดอกไม้บานปนต้นสาละน่ารื่นรมย์ใกล้แม่น้ำคงคา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์ เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งคงคา.
ในอรัญญประเทศน่ารื่นรมย์ เพราะประกอบด้วยภูมิภาคสีขาวปนทราย เช่นกับพื้นแก้วมุกดาด้วยพื้นป่าอันมีหญ้าเขียวสดงอกขึ้นอย่างสนิท ด้วยพื้นศิลาวิจิตรด้วยสีต่างๆ ดุจปูไว้อย่างสวยงาม และด้วยสระมีน้ำใสสะอาดดุจกองแก้วมณี และเพราะปกคลุมด้วยติณชาติ สัมผัสอ่อนนุ่มโดยมากสีแดงคล้ายสีแมลงค่อมทอง.
เป็นรมณียสถาน ทำให้เกิดความยินดีแก่ชนผู้เข้าไป ณ ที่นั้น เพราะงดงามด้วยป่าหนาทึบ มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมล้วนแล้วไปด้วยดอกไม้ ผลไม้และหน่อไม้ หมู่นกนานาชนิดส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ รุ่งเรืองไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์และป่าหลายอย่างโดยมากก็มีมะม่วงต้นสาละ ไพรสณฑ์ประดับ.
มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตนเล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่าบุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก. บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไรๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกินและบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัย มารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์ให้แล้วก็ถึงแก่กรรม.
บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิง นักเลงสุรา ทำลายทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่างๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้นๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา เกิดมาด้วยอัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น ตายเสียดีกว่า.
จึงบอกเจ้าหนี้ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา.
บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ๆ. คิดว่า ด้วยอาการอย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลงในแม่น้ำในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิดว่าเราจะเป็นหรือตายก็ตามที เราถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ตลอดคืนตลอดวัน ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ ลอยไปในท่ามกลางคงคา ดังนี้.
ครั้งนั้น พระมหาบุรุษได้ยินเสียงของบุรุษนั้นร้องขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืนได้ยินเป็นเสียงมนุษย์ คิดว่า เมื่อเรายังอยู่ในที่นี้ บุรุษอย่าตายเลย เราจักช่วยชีวิตเขา. จึงออกจากพุ่มไม้ที่นอนอยู่ไปยังฝั่งแม่น้ำ กล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย เราจักช่วยชีวิตท่าน. แล้วปลอบใจเดินฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังนำไปถึงฝั่ง แล้วพาไปที่อยู่ของตนบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ให้ผลไม้ ล่วงไป ๒-๓ วัน จึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า บุรุษผู้เจริญ เราจักพาท่านไปยังทางที่จะไปกรุงพาราณสีท่านอย่าบอกใครๆ ณ ที่โน้นมีกวางทองอาศัยอยู่.
บุรุษนั้นรับว่าจ้ะ ฉันจะไม่บอกใครๆ.
พระมหาสัตว์ให้เขาขี่หลังของตนหยั่งลงในทางที่จะไปกรุงพาราณสี แล้วก็กลับ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ขอความช่วยเหลือไปยืนอยู่ที่ฝั่งคงคา ได้ถามว่าท่านเป็นใคร
เขาได้บอกถึงการกระทำของตนว่า ข้าพเจ้าถูกเจ้าหนี้ให้สะดุ้งกลัว จึงวิ่งมายังมหานทีนี้.
เราจึงช่วยเหลือเขา สละชีวิตของเรา ว่ายน้ำไป นำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรารู้ว่าเขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ได้กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใครๆ ดังนี้.
ลำดับนั้น ในวันที่บุรุษนั้นเข้าไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัครมเหสีได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันได้เห็นกวางทองแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันฝันจริง กวางทองจะมีแน่นอน เพราะฉะนั้น หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของกวางทอง. หากหม่อมฉันได้ฟังก็จักมีชีวิตอยู่, หากไม่ได้ฟังหม่อมฉันก็จะไม่มีชีวิตอยู่เพคะ.
พระราชาทรงปลอบพระอัครมเหสี แล้วตรัสว่าหากกวางทองมีอยู่ในมนุษยโลก เธอก็คงจักได้. แล้วรับสั่งเรียกหาพราหมณ์ ตรัสถามว่า ธรรมดากวางทองมีอยู่หรือ ทรงสดับว่ามีอยู่ จึงทรงเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ใส่ไว้ในหีบทองคำยกขึ้นวางที่คอช้าง แล้วตีกลองเที่ยวป่าวประกาศว่า ผู้ใดจักบอกกวางทองได้ เราจักให้ถุงทรัพย์นี้พร้อมด้วยช้างแก่ผู้นั้น.
พระราชามีพระประสงค์จะให้แม้มากกว่านั้น จึงรับสั่งให้จารึกบ้านส่วยลงในแผ่นทองคำ แล้วประกาศไปทั่วพระนครว่า
เราให้บ้านส่วย และสตรีที่ตกแต่งแล้วอย่างสวยงามแก่ผู้บอกมฤคที่อุดมกว่ามฤคทั้งหลายดังนี้.
ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรได้ฟังดังนั้นจึงไปหาราชบุรุษแล้วพูดว่า เราจักทูลมฤคเห็นปานนั้นแด่พระราชา ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้าพระราชาเถิด.
พวกราชบุรุษนำเศรษฐีบุตรนั้นเข้าเฝ้าพระราชา แล้วทูลความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าได้เห็นจริงหรือ. เขาทูลว่า ขอเดชะ จริงพระเจ้าข้า ขอจงมากับข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จักให้ทอดพระเนตรมฤคนั้น.
พระราชาให้บุรุษนั้นเป็นผู้นำทางเสด็จไปถึงที่นั้นด้วยบริวารใหญ่ ให้พวกราชบุรุษถืออาวุธล้อมสถานที่ที่บุรุษผู้ทำลายมิตรนั้น ชี้ให้ดูโดยรอบ แล้วตรัสว่า พวกท่านจงทำเสียงให้ดัง พระองค์เองประทับยืน ณ ข้างหนึ่งกับชนเล็กน้อย แม้บุรุษนั้นก็ได้ยืนอยู่ไม่ไกล.
พระมหาสัตว์สดับเสียงก็รู้ว่า เป็นเสียงกองพลใหญ่. ภัยของเราคงจะเกิดจากบุรุษนั้นเป็นแน่ จึงลุกขึ้นมองดูหมู่ชนทั้งสิ้น ดำริว่าเราจักปลอดภัยในที่ที่พระราชาประทับอยู่ จึงเดินมุ่งหน้าเข้าไปหาพระราชา.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกวางทองนั้นเดินมา ทรงดำริว่า กวางทองนี้มีกำลังดุจคชสารคงจะมาทำร้ายเรา จึงทรงสอดลูกศรเล็งตรงไปยังพระโพธิสัตว์ด้วยทรงพระดำริว่า หากมฤคนี้กลัวหนีไป เราจะยิงทำให้ทุพลภาพแล้วจึงจับ.
พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่มหาราชผู้ประเสริฐ ขอทรงโปรดรอก่อน อย่าเพิ่งยิงข้าพระองค์เลย ใครบอกเรื่องนี้แด่พระองค์ว่ามีเนื้ออยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงยับยั้งด้วยถ้อยคำอันไพเราะของมฤคนั้น ทรงลดคันศร ประทับยืนด้วยความเคารพ.
ในขณะนั้น บุรุษชั่วนั้นหลีกไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนในที่พอฟังได้ยิน.
พระราชาตรัสว่า บุรุษผู้นี้บอกท่านแก่เรา แล้วทรงชี้ไปที่บุรุษชั่วนั้น.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวคาถาว่า
ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ไม่พูดความจริง ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า ส่วนคนบางพวกไม่ดีเลย.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเกิดความสังเวชตรัสคาถาว่า
ท่านรุรุมิคราช บรรดามฤค นก มนุษย์ ท่านติเตียนอะไร. มฤคได้ภัยใหญ่กะเราเพราะฟังมนุษย์นั้นบอก.
มิคราชทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช บุรุษใดที่พระองค์แสดงแก่ข้าพระบาท. บุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืน ข้าพระองค์ช่วยยกเขาขึ้นจากแม่น้ำ. ภัยนี้มาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็นต้นเหตุ. ชื่อว่าการสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้วทรงพิโรธบุรุษชั่วนั้น ทรงสอดลูกศรด้วยทรงดำริว่า เจ้านี้ไม่รู้จักคุณของผู้มีอุปการะมากถึงอย่างนี้ ทำให้เกิดลำบาก. เราจะยิงแล้วฆ่ามันเสีย.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า บุรุษพาลนี้อย่าได้พินาศไปเพราะอาศัยเราเลย จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าการฆ่าคนพาลก็ดี บัณฑิตก็ดี วิญญูชนไม่สรรเสริญว่าเป็นคนดี. ที่แท้แล้ววิญญูชนติเตียนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ขอพระองค์อย่าฆ่าบุรุษพาลนี้เลย ปล่อยเขาไปตามความพอใจเถิด. ขอพระองค์อย่าทรงให้เขาเสื่อมเสีย จึงทรงพระราชทานสิ่งที่พระองค์ปฏิญญาไว้แก่เขาว่า จักพระราชทานเถิด พระเจ้าข้า.
แล้วทูลต่อไปว่า อนึ่ง ข้าพระองค์จักนำสิ่งที่พระองค์ปรารถนา ข้าพระองค์จะมอบตนแด่พระองค์.
ลำดับนั้น พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์สละชีวิตของตน ยับยั้งความตายของบุรุษนั้น มีพระทัยยินดี ตรัสว่า ไปเถิดเจ้า เจ้าพ้นความตายจากมือของเราด้วยความช่วยเหลือของมิคราช แล้วพระราชทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา.
พระราชาทรงอนุญาตพรตามความพอใจของพระโพธิสัตว์ แล้วนำพระโพธิสัตว์เข้าสู่พระนคร รับสั่งให้ตกแต่งพระนครและประดับพระโพธิสัตว์ ให้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเทวี.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยภาษามนุษย์ไพเราะ แด่พระราชาพระเทวีและแก่ราชบริษัท ถวายโอวาทพระราชาด้วยทศพิธราชธรรม สั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่าแวดล้อมด้วยหมู่มฤคอยู่อย่างสบาย.
แม้พระราชาก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
เศรษฐีบุตรในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้.
พระราชาคือพระอานนท์.
รุรุมิคราชคือพระโลกนาถ.
อนึ่ง แม้ในจริยานี้ก็พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ
การละฝูงของมฤคราชผู้ไม่ปรารถนาเกี่ยวข้องกับชน เพราะยินดีในความสงบ.
การได้ยินเสียงเศร้าโศกของบุรุษผู้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือซึ่งลอยอยู่ในแม่น้ำในเวลาเที่ยงคืน จึงลุกจากที่นอนไปยังฝั่งแม่น้ำ สละชีวิตของตนหยั่งลงไปในห้วงน้ำซึ่งไหลลงไปในแม่น้ำใหญ่ ฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตน พาไปถึงฝั่ง ปลอบโยน ให้ผลาผลเป็นต้นแล้วให้บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย.
การให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตนอีกครั้ง แล้วนำออกจากป่าไปส่งที่ทางหลวง.
การเป็นผู้ไม่กลัวไปเผชิญหน้ากับพระราชาผู้สอดลูกศรประทับยืนจ้องด้วยหมายว่าจักยิง แล้วทูลด้วยภาษามนุษย์ก่อน แล้วทำการต้อนรับอย่างละมุนละม่อม.
การกล่าวธรรมกถากะพระราชา ซึ่งมีพระประสงค์จะฆ่าบุรุษชั่วผู้ทำลายมิตร แล้วสละชีวิตของตนอีก แล้วก็พ้นจากความตาย.
การทูลให้พระราชาทรงประทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา.
การที่เมื่อพระราชาทรงประทานพรแก่ตน จึงขอให้พระราชาทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์.
การแสดงธรรมแก่มหาชนซึ่งมีพระราชาและพระเทวีเป็นประมุข แล้วให้ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น.
การให้โอวาทแก่เนื้อทั้งหลายที่ได้รับอภัยแล้ว ห้ามกินข้าวกล้าของพวกมนุษย์.
การทำหนังสือสัญญาของบุรุษนั้น ถาวรมาจนกระทั่งทุกวันนี้ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖
-----------------------------------------------------