การเรียนแบบรู้ตัว กับการเรียนแบบไม่รู้ตัว

หนังสือ Uncommon Sense Teaching : Practical Insights in Brain Science to Help Students Learn (2021)  เขียนโดย Barbara Oakley, Beth Rogowsky และ Terrence J. Sejnowski บอกว่ามนุษย์เราเรียนรู้โดย ๒ วงจรในสมอง    คือวงจรเรียนรู้แบบรู้ตัว (Declarative Pathway)  กับวงจรเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว (Procedural Pathway)

วงจรเรียนรู้แบบรู้ตัว    อาศัยความจำใช้งาน (working memory) ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายใยสมองที่กระจายอยู่ทั่วสมอง ทำหน้าที่รับรู้ข้อมูล แล้วส่งผ่านระบบสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ไปสร้างเครือข่ายใยสมอง ในสมองส่วนนอก (neocortex) เกิดเป็นความจำระยะยาว (long-term memory)    การเรียนรู้แบบนี้เกิดเร็ว ลืมง่าย  และต้องการเวลาดึงเอามาใช้    ผู้เขียนหนังสือ Uncommon Sense Teaching ใช้คำว่า learn it อธิบายขั้นตอนในวงจรนี้  

วงจรเรียนรู้แบบไม่รู้ตัว   เริ่มจากเป้าประสงค์จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง   เกิดการดึงข้อมูลจากระบบความจำระยะยาว  มาผ่านระบบสมองส่วน basal ganglia   ไปสู่ neocortex เพื่อทำสิ่งนั้น   เกิดการเรียนรู้และส่งกลับไปสร้างความจำระยะยาวในสมองส่วนนอก (neocortex)  เป็นระบบความจำระยะยาวที่เกิดจากการปฏิบัติหรือการกระทำ    ไม่ผ่านความจำใช้งาน    ความจำระยะยาวระบบที่ผ่านการปฏิบัตินี้ เป็นคนละระบบกับความจำระยะยาวของวงจรเรียนรู้แบบรู้ตัว    การเรียนรู้แบบนี้เกิดช้าๆ  ต้องมีการเรียนซ้ำๆ โดยหลายกลวิธี เพื่อช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในระดับจารึกถาวร หรือทำได้อย่างอัตโนมัติ และอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคิด    ผู้เขียนหนังสือ Uncommon Sense Teaching ใช้คำว่า link it อธิบายขั้นตอนในวงจรนี้   คือเป็นกระบวนการเชื่อมเครือข่ายใยสมอง   

ครูที่ดี ต้องใช้วิธีดำเนินการให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้ง ๒ วงจร    ให้ครบทั้ง learn it และ link it     โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก โดยหนังสือเล่มนี้บอกว่า การเรียนรู้เชิงรุกที่ได้ผลจริงไม่เพียงเป็นการเรียนผ่านการลงมือทำเท่านั้น    ต้องมีกระบวนการกระตุ้นสมองหลายอย่าง    เครื่องมือสำคัญ ๒ อย่างคือ ฝึกทบทวน (retrieval practice)   กับ ให้นักเรียนหยุดใช้สมองช่วงสั้นๆ ตอนเปลี่ยนกิจกรรมในชั้นเรียน  จากครูสอนมาเป็นครูตั้งคำถาม ให้เวลานักเรียนแต่ละคนคิด ๑ นาที (หรือครึ่งนาที)  จับคู่ แล้วแชร์กับชั้นเรียน (think – pair – share) เพื่อเปิดช่องให้ ฮิป (Hip – hippocampus)  คุยกับ นีโอ (Neo – neocortex) ด้วยข้อมูลที่เพิ่งผ่านไป    ช่วยให้ นีโอ เชื่อมเครือข่ายใยประสาทได้แน่นแฟ้นขึ้น   เป็นการปล่อยโอกาสให้สมองทำงานเองโดยเจ้าของสมองไม่เหนื่อย       

มีผลงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า การฝึกทบทวน (retrieve) ช่วยการเรียนรู้ดีกว่าการเรียนซ้ำ (repeat)    การทำโจทย์เป็นการทบทวนดึงความรู้มาใช้งาน    ผมตีความว่าการทบทวนมีเป้าหมาย ๒ อย่าง    การทบทวน (ทวนความจำ) ทันที ช่วยให้  มีความเข้าใจถูกต้อง    การทิ้งช่วงสองสามวันแล้วมีแบบฝึกหัดให้ทวนความจำ ช่วยกระตุ้นให้ นีโอ จัดระบบเครือข่ายใยสมองแน่นแฟ้นขึ้น    จะให้ดี ครูควรให้นักเรียนได้ทำโจทย์เพื่อฝึกทวนความจำในเรื่องสำคัญๆ เป็นระยะๆ     เพื่อให้ในที่สุดแล้ว ระบบความจำใช้งานสามารถดึงข้อมูลจาก นีโอ ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน ฮิป 

เครื่องมือช่วยการเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ การให้ทำโจทย์หลายข้อ เพื่อฝึกทวนความจำหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน   ดีกว่าการให้ทำโจทย์จำนวนข้อเท่ากันในเรื่องเดียวกันทั้งหมด   เทคนิคการฝึกแบบนี้เรียกว่า interleaving 

............................

วิจารณ์ พานิช

๒๔ มี.ค. ๖๕