เป็นอีกครั้งที่ผมมีโอกาสจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนิสิต แต่เป็นเวทีในลักษณะการปฐมนิเทศนิสิตที่จะไปออกค่ายอาสาพัฒนา ซึ่งครั้งนี้ คือ โครงการ “เยาวชนคนสร้างศิลป์ ครั้งที่ 1” ของชมรมฮวมศิลป์
ชมรมฮวมศิลป์ เป็นองค์กรน้องใหม่ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในปีการศึกษา 2565 เกือบทั้งหมดมาจากการรวมกลุ่มของนิสิตโครงการส่งเสริมเยาวชนดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเรียกรวมๆ ในแวดวงว่า “โควตาวงแคน” หากแต่กลุ่มนี้ จะมาในสายด้านศิลปหัตกรรมเป็นหลัก
วันนี้ (พุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566) ผู้เข้าร่วมเวทีค่อนข้างจะมาช้า เพราะติดเรียนและติดภารกิจว่าด้วยกีฬาราชพฤกษ์ –
รู้ทั้งรู้ว่าเป็นช่วงที่อาจไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่ผมก็ให้นิสิตตัดสินใจเองว่า “ควรเป็นวันไหน” เพราะถ้าเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ก็ยากยิ่งต่อการจะประกอบสร้างการงานขึ้นมาได้
เวทีดังกล่าว ผมเริ่มต้นจากกระบวนการ “ทบทวนตัวเอง” ผ่านกิจกรรมตารางคำถาม 4 ช่อง คือ 1) ค่าย คืออะไร 2) เหตุผลของการไปค่าย 3) อยากทำอะไรในค่าย หรือสนใจกิจกรรมอะไรในค่าย 4) คาดว่าค่ายครั้งนี้จะมีปัญหา หรืออุปสรรค อะไรบ้าง
และนี่คือคำตอบที่ผมประมวลมา โดยแต่ละหัวข้อเรียงลำดับความถี่ที่พบมาก ไปสู่ที่พบน้อยที่สุด
ค่ายคืออะไร : มีความหมายใดในค่าย
- พื้นที่และโอกาสที่ช่วยให้ได้ทำงานเพื่อสังคม(จิตอาสา)
- กระบวนการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเพื่อน
- การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น หรือคนหมู่มาก
- การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนรอบข้าง
- พื้นที่และโอกาสของการบ่มเพาะความรู้
- การบ่มเพาะความเป็นผู้นำ
ทำไมต้องไปค่าย : เหตุผลของการไปค่าย
- ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ (นอกห้องเรียน) ให้กับชีวิต
- เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน
- ฝึกทักษะการทำงานเพื่อสังคม
- ไปหาความรู้ใหม่ๆ
- ลองทำงานด้านศิลปะ
อยากทำอะไรในค่าย : กิจกรรมที่สนใจในค่าย
- ช่วยเหลือโรงเรียน ชุมชน
- เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน
- ฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่น
- ทาสีอาคารเรียน
- เขียนป้ายคำคม สำนวน
- พัฒนานักเรียน
- กิจกรรมอะไรก็ได้ที่ได้ทั้งความรู้ ความสนุก
ปัญหา อุปสรรค : คาดว่าค่ายครั้งนี้จะประสบปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง
- ปัญหาการทำงานร่วมกับทีมงาน เช่น การคิดต่าง การสื่อสาร ความไม่สามัคคี
- ความไม่สะดวกสบาย
- ปัญหาการปรับตัวเข้าหาเพื่อนใหม่ และชุมชน
- สภาพอากาศไม่ดี
- ปัญหาในการตัดสินใจ
- ปัญหาเฉพาะหน้าที่เหนือความคาดหมาย
- ความกลัว
จะว่าไปแล้ว มองแบบรวมๆ จะพบว่า ประเด็นความเข้าใจเกี่ยวกับ “ค่าย” (ค่ายอาสา : ค่ายอาสาพัฒนา) นั้น นิสิตมองไปในทิศทางเดียวกันคือ ค่ายมีสถานะเป็นกระบวนการของการทำงานเพื่อสังคม หรือจิตอาสา แต่ยึดโยงในตัวคือการเรียนรู้ตัวเองไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้คนรอบข้าง ที่หมายถึงทั้งมิติการอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน ตลอดจนการบ่งชี้สถานะของค่ายว่า เป็นกระบวนการแห่งการบ่มเพาะความเป็นผู้นำด้วยเช่นกัน
ในส่วนประเด็นเรื่อง “เหตุผลของการไปค่าย” สองประเด็นหลักที่พบมากที่สุดก็คือไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิตและการไปเรียนรู้ชุมชน ซึ่งโดยรวมก็ยังสัมพันธ์กับคำถามแรกที่ว่าด้วยการนิยามความหมายของคำว่าค่ายอยู่นั่นเอง
กรณีถัดว่าที่ถามถึง “สิ่งที่อยากทำ” พบว่าสัมพันธ์กับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นจริง เช่น การพัฒนาโรงเรียน ชุมชนผ่านกิจกรรมหลักๆ เช่น ทาสีอาคารเรียน เขียนป้ายสำนวนสุภาษิต ซึ่งทั้งปวงนั้นก็เป็น “โจทย์” หรือ “ความต้องการของโรงเรียนและชุมชน” ที่นิสิตได้ร่วมประชุมและร่วมตัดสินใจมาสดๆ ร้อนๆ
และประเด็นสุดท้ายที่ผมชวนนิสิตพยากรณ์ล่วงหน้าถึงอุปสรรคปัญหานั้น ขอยืนยันว่าเป็นกระบวนการที่ฝึกให้นิสิตลองวิเคราะห์ล่วงหน้าถึง “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลต่อการทำงานไม่ให้บรรลุเป้าหมาย
คำถามนี้ ผมเจตนาชวนคิดล่วงหน้าแล้วนำประเด็นมาตระเตรียมแนวทางการแก้ไขร่วมกัน ซึ่งเท่าที่พบก็คือนิสิตต่างพะวงเรื่องการปรับตัวเข้าหากัน ทั้งในเรื่องการทำงานและการอยู่ร่วมกัน โดยผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกเช่นนั้น เพราะเกือบทุกคนล้วนเป็น “มือใหม่” ที่ยังไม่เคยออกค่ายอาสาพัฒนามาก่อน
ท้ายสุดของเวที ผมฝากข้อคิดหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่หลักๆ ก็คือ “อย่ากลัวที่จะลงมือทำ และทำร่วมกันอย่างเป็นทีม”












