Ep.เป็น Ep.ที่ 4 ของซีรียส์ทริปหนองเขียว-เมืองงอย ฉันจะมาเล่าบอกว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ และมีกิจกรรมอะไรที่นาตาดหมอก กับ 3 วัน 2 คืน ฉันมาใช้ชีวิตแบบสโลไลฟ์ เพราะไม่มีมือถือใช้ มาเล่นกับเด็กน้อย มาเรียนรู้วิถีชีวิตของคนที่นี่ มาชมโลกใบใหญ่ เป็นโลกกว้างสำหรับฉัน และมาดูว่าถ้าในอนาคตฉันจะมาเยี่ยมเพื่อนฉันต้องมาที่นี่
Day 3, Day4, Day5 ของทริป ฉันอยู่ที่นี่ บ้านสบกอง ณ เมืองงอย
วันนี้เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2556 ฉันมาถึงท่าเรือบ้านสบกองประมาณบ่าย 3 เอนกพาทักทายญาติพี่น้องก่อนจะออกมาที่นาตาดหมอก ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 ชั่วโมง ชาวบ้านคงตื่นตาตื่นใจกับคนแปลกหน้าอย่างฉัน เด็กๆ มายืนเมียงมอง เค้าคงจะชินกับพวกฝรั่งสายสปอร์ต แต่ประเภทสาวแก่อ้วน ใส่เดรสยาว ตุ้มหูระย้า รองเท้าลำลองแบบมีส้น อาจจะเป็นครั้งแรกที่เข้ามาในหมู่บ้าน
สัมพันธภาพของคนในหมู่บ้านที่นี่เป็นเหมือนสังคมชนบทไทยในสมัยก่อน ที่ทุกคนเป็นพี่เป็นน้องกันหมด เดินผ่านกัน ไม่มีใครที่จะไม่ทักทายกัน รู้จักกันกันทุกคน ย้อนไปที่ท่าเรือหนองเขียวแค่ฉันว่า จะมาบ้านนางต๊อดและหมอเอนก นางติ๊กแม่น้องน้ำผึ้งและภรรยาเซียงไชยังร้อ อ๋อ เป็นญาติกัน รู้จักกันดี
อย่างที่เล่าใน Ep. ที่ผ่านมา ฉันใช้เวลา 2 ชม. เดินตัดป่าตัดทุ่งเข้ามาที่นาตาดหมอก พักครึ่งทางที่”เย็นสบายชาวนาคาเฟ่&โฮมสเตย์” แล้วเข้ามาถึงนาตาดหมอกตอนเกือบ 6 โมงเย็น ฟ้าเริ่มมืด อากาศในวันเกือบสุดท้ายของเดือนธันวาคมหนาวมาก...พอฉันข้ามลำธารหรือลำน้ำของตาดหมอกเข้าไป พี่คลังน้องแคน และนางต๊อดหรืออีกชื่อนึงคือน้อย ภรรยาของเอนกก็มาต้อนรับ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในการเดินทางคนเดียวของฉันตั้งแต่มาจากขอนแก่น ทุกคนก็ช่วยฉันตื่นเต้นที่เดินทางมาถึงที่สบกอง เมืองงอย ด้วยความมีสวัสดิภาพ
หน้าตาวันแรกที่จะมาบ้านสบกอง…จากหลวงพระบางสู่หนองเขียว หน้านวลเชียวค่ะ รอดูภาพวันกลับนะคะ ท้ายบันทึกเลย
พี่ๆน้องๆ ของนางต๊อดเสร็จจากภารกิจระหว่างวัน ที่มาช่วยกันดูแลปรับปรุง แปง (สร้าง) ที่นาที่ไร่ให้เป็น เฮือนพัก ในแนวฟาร์มเสตย์และรีสอร์ท สำหรับอยู่อาศัย ทำอยู่ทำกิน และแบ่งปันที่พักให้ผู้มาเยือน ตอนที่ฉันไปกำลังทำห้องน้ำ มีบ้านพักของเอนกเสร็จหลังเดียว ฉันก็นอนรวมกับเอนก ลูก เมีย รวมกัน 5 คน
รูปนี้เป็นรูปตอนสร้างบ้านหลัก…ที่เอนกบอกในเฟสกับทุกคนว่า จะมาก็มาเด้อ…ฉันไม่รุว่าเอนกชวนใคร…แต่ฉันคิดว่าอาจจะชวนฉันด้วยมั้ง 555 2 ภาพด้านล่างนี้น่าจะรูปตอนทำบ้านหลักก่อนที่ฉันไปประมาณ 1 เดือน
ฉันว่าทุกคนเสร็จงานแล้วคงรอเจอกัน เพราะทุกคนรู้ว่าเอนกออกไปรับฉันจากในหมู่บ้านมา ฉันทักทาย สะ-บาย-ดี กับพี่น้องเอนกและนางต๊อดเสร็จ ต๊อดก็จัดอาหารเย็นให้กิน กินข้าวแลงเอื้อยๆๆๆ ผักกาดต้มเก็บมาสดๆ จากแปลง มีน้ำพริกน้ำผัก กับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ต้มไก่น้ำเอ๊าะเจ๊าะ แซ่ปคัก แซ่ปอีหลี
หลังฉันกินข้าว พวกพี่สาวพี่สะใภ้ของต๊อดก็พาลูกๆหลานๆ กลับเข้าไปในหมู่บ้าน เวลาเกือบทุ่มดูมืดมาก แต่ชาวบ้านเค้าเดินกันสบาย อาจจะมีแสงสว่างจากไฟส่องกบนำทาง...ศักยภาพของสายตาดีมากๆ พวกญาติๆผู้ชายก็ตั้งวงเสวนาสังสรรค์รอบกองไฟกันต่อ วัฒนธรรมสร้างสัมพันธภาพด้วยเหล้าต้มก็ผ่านคนในวงไปหลายจอก เสนอวงแล้วกระดกวาบ
ฉันเองก็ได้รับสัมพันธภาพไปจอกสองจอก พร้อมกับแกล้มหน่อหวายย่าง อุ่นๆ ขมนิดๆ ที่ภาษาอีสานว่า ขมอ่ำหล่ำ ไม่แน่ใจว่าคนลาวพูดศัพท์ถึงความขมแบบเดียวกันไหม
ต๊อดถามว่าพี่ตุ่นจะอาบน้ำไหม...บ่มีน้ำอุ่นเอื้อยอาบบ่ได้ดอก...ตอนนี้ทั้งผ้าพันคอ หมวก เสื้อกันหนาว และความอุ่นจากกองไฟ...กระนั้นความหนาวก็ทำเอาฉันหลุดปากออกมาว่า หนาวๆๆๆ
3 ทุ่มเองดูดึกคัก หนุ่มๆ ในวงเหล้าก็ไม่รุคุยกันเรื่องอะไรดูน่าสนุกดี ฉันอยากนั่งฟังด้วย แต่ความหนาวและเหนื่อยต้องขออนุญาตเข้านอนก่อน เสียงเด็กๆละเมอบ่นว่าหนาวๆ คุ้นๆเสียงเอนกมาส่องหน้าแล้วว่าแม่ตุ่นหนาวไหม ผ้าห่มพอไหม แล้วฉันก็น๊อคไปพร้อมกับเสียงกรนสนั่นลั่นนา สะท้อนภูเขาไปทั้งลูกแบบไม่รู้สึกอาย ความเหนื่อยนี่เอาการเหมือนกัน
ตื่นขึ้นมาก็แปดโมงกว่า ฟ้ายังหลัว ไม่มีแดด กลิ่นควันไฟลอย มีคนต้มน้ำทิ้งไว้ ฉันชงกาแฟ 3in1 กินรอเอนก และครอบครัวตื่น ที่นี่ใช้ไฟฟืนหุงต้มค่ะ กาน้ำใบนี้ต้มน้ำไม่รุจักเหน็ดเหนื่อย
พอตื่นกันครบแล้ว เอนกก็พาฉันไปที่ตาดหมอก Trekking ระยะสั้นกัน เรากลับมาจากตาดหมอก กินข้าวเช้าในเวลา 11 โมง อาจจะเรียกว่า Brunch น่าจะเหมาะกว่า ต๊อดเอาใบตองมารองพาข้าว (พาข้าว-ชุดอาหาร) จะได้เอาเศษกระดูกวางทิ้งได้…เก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะก็ง่าย ดูออแกนิคมาก
วันนี้มีไข่เจียวสุดโปรดด้วย พี่คลังเป็นคนปรุงเครื่อง แม่ตุ่นเจียว เอนกบอกอย่าใส่น้ำมันหลายเด้อ เค้าคงไม่กินน้ำมันเยอะๆแฉะๆ เหมือนบ้านเรา แม่น้อยหรือนางต๊อดเอาหน่อหวายเผาทำเป็นตำหวายใส่กับหอม กระเทียม พริกจี่…อร่อยมากๆ
หลังกินข้าว เอนกและต๊อดเข้าไปในหมู่บ้าน ข้ามเรือไปที่หนองเขียวเพื่อหาอาหารมาฉลองวันสิ้นปีกัน ฉันอยู่ที่นากับลูกๆของเอนก มีเมียกับลูกของเซียงเคนมาแวะมาเล่นด้วย ฉันเล่นกับเด็กค่ะ นอนคุยกับพี่คลัง มองดูพี่แคนวิ่งเล่นกับเด็กหญิงน้ำเย็น บางช่วงก็อ่านหนังสือ แล้วฉันก็นอนค่ะ นอนเล่น แต่หลับจริง ระหว่างนั้นก็แว่วได้ยินกรุ๊ปทัวร์พานักท่องเที่ยวมา Trekking ผ่านไปมาบ้าง
บ้านหลักหลังนี้เปิดหน้าต่างบนหัวนอน ทะลุรั้วก็เป็นลำธารที่ไหลมาจากตาดค่ะ เสียงน้ำกระทบหินที่ฟังชัดได้บรรยากาศเพลงธรรมชาติสำหรับใช้สงบจิตใจเลย… Stay อยู่กับตัวเองให้เป็น
หนังสือที่อ่านแล้วพี่คลังถามว่า…แม่ตุ่นอ่านหนังสืออะไร…เอ่อ….ไม่รุว่าจะเล่ายังงัยดี
ณ นาตาดหมอก เด็กๆไม่มีมือถือเล่นเกม…แบตมือถือเอาไว้ใช้เวลาจำเป็น โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ เค้าเลยได้เล่นกันเอง แป๊บก็มีสนุก แป๊บก็มีเสียงทะเลาะกัน เพราะเล่นแรงไม่ฟังกัน…เค้าด้เล่นกับสิ่งที่มีอยู่ เช่น กระโดดจากคันนาแข่งกัน ไปหาดูสมบัติ (ไข่มังกร) ที่ลำธาร…สรุปเล่นด้วยกันจนเบื่อกันไปข้างนึง อากาศเย็นๆ ส่องดูลำธารบ้าง กินกาแฟบ้าง ฉันเองก็ได้ดูดอกไม้ใบหญ้าไปตามเรื่องตามราว
กองทัพเดินด้วยท้อง ทำกับข้าวให้เด็กๆ กินในมื้อบ่ายๆ ไข่เจียวตามเคย บังคับน้องแคนกินไข่เจียวใส่ผักชี ไม่ให้กินมาม่าเพราะใช้เวลานานกว่าจะสุก ตอนนี้ทุกคนหิวไส้กิ่ว คนอายุ 50+เปิดปลากระป๋องโดยใช้ช้อนได้ ให้เด็กป.2ป.3 กินได้…เด็กๆ ชมว่า แม่ตุ่นเก่งมาก…ปรบมือให้ฉันด้วย…ในโลกของฉันต้องทำงานเอาถ้วยนะ บางอย่างแทบรากเลือดถึงจะมีคนปรบมือให้
#โลกของเด็กช่างสวยงาม
ของว่างก็มันนึ่ง…ฉันปอกเปลือกให้เด็กๆแล้วหน้าที่ของ 2 เด็กคือไปหาน้ำตาลมาจิ้มกับมัน…เราไม่รุว่านางต๊อดเก็บน้ำตาลไว้ที่ไหน…พี่คลังน้องแคนว่า…มันเหมือนมันฝรั่งต้มเลยแม่ตุ่น…อร่อยๆ
รอจังหวะอาบน้ำ ห้องน้ำของเอนกยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ก็พอเอาตัวรอด ปัญหาอยู่ที่ความหนาวนี่หล่ะ...อาบทั้งตัวช้อคแน่ๆ หน้าร้อนเดือนเมษาที่ไทยฉันยังอาบน้ำอุ่นเบอร์ 5 เอาดิ ขออาบแบบปัญญาประดิษฐ์แล้วกัน ที่นาตาดหมอกใช้น้ำประปาภูเขาค่ะ
ต่อน้ำใส่สายยางมาสำหรับใช้สอย น้ำจากภูเขาหรือในตาดเย็นยังงัย น้ำจากสายยางก็เย็นยังงั้น
เกือบ 5 โมงเย็น คณะที่ไปในเมืองกลับมาพร้อมเนื้อสดเอามาย่าง กับทำเนื้อเกาหลีกินกัน
ฉันทำได้แค่ช่วยเค้าล้างผัก ต๊อดทำน้ำซุปจากน้ำพริกหมาล่าอร่อยมาก เหมาะกับงานเลี้ยงวันอากาศเย็น
พี่ๆน้อง เพื่อนฝูงของต๊อดทยอยมาจากหมู่บ้าน เป็นโอกาสกินข้าวร่วมกันส่งท้ายปีใหม่สากล เซียงเคนขับรถไถนาเดินตามที่พ่วงเอารถที่ขนถังเหล้าหมักจากข้าว จริงๆถ้ามาเร็วกว่านี้เค้าจะต้มให้ฉันดู กลิ่นเหล้าหมักหอมฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ
จะ 6 โมงเย็นเริ่มมืด ที่นี่ไม่มีไฟค่ะ ต้องรอใช้แบตเตอรี่ของรถไถเดินตาม ฉันไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกหมอกหรือน้ำค้างเริ่มลงหนา วันนี้จะมีเด็กๆ เบบี๋มาด้วย เช่นน้องน้ำผึ้งที่อายุยังไม่ถึงขวบดีมาด้วย ลุงๆ อาๆจะช่วยกันเอาไม้ไผ่มาขึ้นโครง คลุมด้วยผ้าพลาสติก ให้เด็กๆ ได้นั่งสบาย
ฉันหอบเครื่องหัวสำหรับ Party New Year Eve มาเต็มกระเป๋า…นี่หล่ะสิ่งที่ฉันบอกเอนกว่า “มันคือสิ่งสำคัญ”
หลังกินข้าวฉันนั่งฟังคนในวงคุยกัน กินเหล้าต้มเจริญสัมพันธไมตรีไปจอกสองจอก ก็ขอเข้านอน พรุ่งนี้ฉันต้องกลับไปหนองเขียว 9 โมงเช้าต้องถึงท่าน้ำในหมู่บ้านแระ บ่ายพรุ่งนี้ฉันต้องถึงหลวงพระบาง
2 วันที่อยู่ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ต้องขึ้นไปบนเขา ทำให้ฉันติดต่อทางเอเจนซี่ไม่ได้ว่าเค้าส่งตั๋วรถไฟให้ฉันหรือยัง ฉันให้ส่งไว้ที่เฮือนพักที่ฉันนอนคืนแรกที่หลวงพระบาง มีความกังวลค่อนข้างมาก
กรรมวิธีและภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการต้มเหล้า…ใส…หอม…วาบ…เหล้าที่คอเหล้าว่าอร่อย เดินผ่านบ้านชาวบ้านก็พบเห็นได้ง่ายกับการต้มเหล้าแบบนี้
นอกจากการต้มเหล้า งานจักสานจากไม้ไผ่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถ ไม่ว่าจะเป็นฝาขัดแตะที่ทำบ้าน หรืออุปกรณ์เครื่องใช้
ที่ใส่ช้อนให้สะเด็ดน้ำชิ้นนี้ใช้เวลาทำไม่เกิน 10 นาที เริ่ดดดด อ่าาาาา
เช้ารุ่งขึ้น 1 มกราคม 2566 วันปีใหม่ของฉัน ฉันตื่นมากินกาแฟ รอเวลา 7.30 น.ไปปลุกเอนก…เหนก ไปส่งตุ่นหน่อย ตุ่นจะกลับ เอนกให้นางต๊อดและเด็กๆ มาส่งเข้าหมู่บ้าน เรากลับมาพร้อมกับครอบครัวของเซียงไซที่ไปร่วมฉลองกันที่นาตาดหมอกเมื่อคืน เซียงไซชวนแวะที่เย็นสบายชาวนา กินกาแฟก่อน ฉันไม่คิดจะรบกวนคือต้องเผื่อเวลาเดินไปหมู่บ้านเพื่อไปถึงท่าน้ำก่อนเวลา 9.30 น. แต่ด้วยน้ำใจและการหายไปแป๊บนึงของน้องติ๊ก แล้วกลับมาพร้อมกับขนมปังชุปไข่ทอดให้เด็ก เด็กๆกินอร่อยไปเลย ฉันก็เต็มอิ่มกับเอสเปรสโซ่แก้วใหญ่
เค้าว่ามะละกอถ้าบีบมะนาวรสชาติจะจัดขึ้นกินอร่อย เซียงไชใช้แพชชั่นฟรุตโรย…รสเปร้ยวอมหวานทำให้มะละกอรสจัดขึ้น อร่อยเหมือนกัน…ขอลอกสูตรนี้นะ ทุกอย่างปลูกที่สวนของเย็นสบายชาวนาทั้งหมด ออแกนิค100%
กาแฟสดดีดๆ ฉันขอเสียบแบตโทรศัพท์แต่ทำไมโทรศัพท์ยังใช้งานไม่ได้ งานเข้าหล่ะตรู ความกังวลตัวเท่าบ้านแปะที่หน้าผาก เซียงไชพาเดินชมผักสวนครัวที่ทั้งปลูกขาย ปลูกกิน ปลูกให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิน ชมรีสอร์ทที่มีจิตอาสาจากทั่วโลกแวะเวียนช่วยปรุงแต่งความสวยงามด้วยภาพวาดและงานศิลปะ
เดี๋ยวฉันมาเล่ารายละเอียดให้ฟังเฉพาะเย็นสบายชาวนาอีกทีนะคะ
ถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว ไปสวัสดีลาพ่อแม่ของเซียงไซ ลาน้องติ๊ก เซียงไช ขอบใจ---ที่ดูแล มีโอกาสจะกลับมาใหม่ เดี๋ยวไม่ทันเรือ เราเดินตัดทุ่งกันต่อ มองวิวแบบหันหน้าเข้าหมู่บ้าน วิวสวยไปอีกแบบ เสียแต่โทรศัพท์ถ่ายรูปได้ไม่มาก เก็บแบตไว้ใช้
มาถึงหมู่บ้าน แวะเอากระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ที่ฝากบ้านเซียงเคน กะว่าจะขออาบน้ำด้วย แต่ไม่รุเอนกได้บอกเจ้าของบ้านอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะหรือไม่อย่างไร ได้ฟังหรือไม่ก็ไม่รุว่าฉันต้องกลับตอนไหน…เพราะข่าวร้าย…บ้านล๊อค เซียงเคนไปเลี้ยงวัว โทรศัพท์หากันก็ไม่ติด ให้คนวิ่งไปตามก็ไม่เจอ เพราะบางจุดไม่มีสัญญาณ พื้นที่ก็กว้าง ตอนนี้ฉันไม่ทันเรือโดยสารแล้ว...ต๊อดก็ออกแนววิตกกังวลแทนฉัน ฉันหายใจลึ้กกกกลึก…นึกถึงเพลง “ลึกสุดใจ” ของปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ไว้
วันเข้ามาฉันมีสมบัติ ทั้งหิ้ว ทั้งลาก กระเป๋าแดงเอาใส่ของมาฝาก
วันออกไปสมบัติที่ฉันเหลือคือ อีกระเป๋าแดง ที่ฉันหอบมาจากสบกอง เมืองงอย ข้ามแม่น้ำโขงสู่ขอนแก่น
เออ…ไปไปแค่นี้แหล่ะ ไปกับกระเป๋าเครื่องที่จำเป็น ที่มีเสื้อผ้าใช้ไปแล้ว ...ฉันบอกต๊อดว่า ถ้าเอนกกลับไทยก็ให้เอากระเป๋าไปให้แล้วกัน หงุดหงิดเอนกจนจะไม่ว่าจะทำยังงัย
Stay ค่ะ ฉันต้องอยู่ให้ได้ ฉันต้องอยู่ให้รอด ฉันต้องไปหาตั๋วรถไฟ...ที่เอนกว่า ตั๋วรถไฟ...มันบ่ได้ยากขนาดนั้น...นั่นเอนก...อันนี้ตุ่น...แผนในชีวิตไม่เหมือนกัน เดินตัดทุ่งเป็นกิโลๆๆ ยังไม่เหนื่อยใจเท่ากับไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้านี่คะ...ผู้หญิงเดินทางเนาะ...ถ้าไม่นับความผิดพลาดเรื่องกระเป๋านี่..ทริปนี้ฉันให้คะแนนเต็ม...ใช่ มันไม่ตายเพราะไม่มีกระเป๋าหรอกนะ แต่นักท่องเที่ยวล้วนมีแผนของตนเอง...เวลาของใครของมัน...เวลามีน้อยใช้สอยอย่างประหยัด...ระหว่างการเขียนบันทึกความจี๊ดๆๆยังวิ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆเลยค่ะ 555
ต๊อดให้หลานชายขับเรือมาส่ง เป็นเรือหางยาวเล็กกว่าตอนที่ฉันโดยสารขามา พี่ๆน้องๆของนางต๊อดมาส่งที่ท่าน้ำ ช่วยหิ้วกระเป๋าส่งขึ้นเรือ เพราะดูฉันกระต้วมกระเตี้ยม ต้องขอขอบใจหลายๆ ที่ดูแล และดีใจที่ได้มาเยี่ยมมารู้จักบ้านของนางต๊อด ระหว่างนั่งเรือเราตะโกนคุยกันแข่งเสียงเรือ นั่งพับขาเป็นเวลานานขาก็ชักเป็นเหน็บฉันขยับตัวแต่ละทีเรือก็เพียบน้ำ...เรือเล็กนี่คะ คนกลัวน้ำคงหัวใจจะวาย แต่ความเย็น วิวภูเขา แม่น้ำเขียว และธรรมชาติทำให้ฉันลืมความกลัวไป
ฉันขอบคุณหลานคำโต ตอบแทนค่าเสียเวลาด้วยเงินสำหรับเติมน้ำ และมอบพระไพรีพินาศ เป็นพระเครื่อง ให้ไว้เป็นมงคลสำหรับวันปีใหม่...
สบายดีเมืองงอย
ต๊อดเล่าเมื่อเจอกันภายหลังที่หลังว่า ส่งแม่ตุ่นเสร็จ เดินกลับนาตาดหมอกพี่คลังร้องไห้ตามแม่ตุ่น บอกคิดถึงแม่ตุ่น แม่ตุ่นก็คิดถึงครับ…สงสัยน้องคลังจากสงสารแม่ตุ่นที่ไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า…และสงสารผู้โดยสารร่วมคันกับแม่ตุ่นที่อาจจะต้องทนกับกลิ่นไม่สะอาด…แต่แม่ตุ่นรับรองว่าแม่ตุ่นสะอาดจากภายใน จิตใจสะอาดร่างกายก็สะอาด
ฉันมาถึงท่ารถหนองเขียว รถเที่ยวสุดท้ายที่เข้าหลวงพระบางคือ 11.30 น. ฉันไปถึง 11.15 น. ฉันได้ตั๋วรถปุ๊บ เอาของไปวางจองที่ แล้วบอกคนขับรถว่าขอกินข้าวก่อนได้ไหม
ฉันหิวๆๆๆ ไม่ได้กินข้าวเช้ามา เค้าบอกว่าเร็วๆ ได้ เดี๋ยวรถรอ ฉันไปสั่งเฝอที่ร้านเล็กๆ มีเพียงร้านเดียวในสถานีรถระหว่างนั้นก็ไปฉี่...กลับมากินเฝอไปด้วยอนอัว (วุ่นวาย) กับคนขับรถไปด้วย ที่บอกว่าโทรศัพท์ฉันใช้งานไม่ได้ ชั่วโมงเน็ตหมดมั้ง จึงขอให้คนขับรถช่วยเติมให้ค่ะ กระนั้นก็ยังใช้งานไม่ได้อยู่ดี
วันมาเป็นรถตู้ ค่อนข้างแออดกเพราะเต็มทุกที่นั่ง…ขากลับเป็นมินิบัส ผู้โดยสารไม่เยอะ มีขึ้นลงระหว่างทางบ้าง นั่งสบาย รถเปิดเพลงให้ฟังตลอดทาง
ถึงเวลารถออกฉันยังปล้ำกับโทรศัพท์ไม่จบ ความกังวลเรื่องติดต่อซื้อตั๋วรถไฟขากลับยังไม่มีข่าว ความกังวลจากตัวเท่าบ้านกลายเป็นโตเท่าประเทศไทย นั่งไปซักพัก ฉันก็จับจุดไอ้เรื่องโทรศัพท์ได้แระ ระบบโทรศัพท์ฉันมี 2 ซิม ซิม1=ไทย ซิม2=ลาว พอระบบไม่มีสัญญานกลับมามีสัญญาณอีกครั้งจะเริ่มทำงานที่ซิม1=ไทย จึงทำให้ระบบใช้งานไม่ได้...เฮ้อออออ โล่ง เซ็ตการทำงานเริ่มต้นที่ซิม2 โทรคมนาคมของลาว
โทรศัพท์ใช้งานได้ รีบ Whatsapp ติดต่อเอเจนซี่ไปทันใด เอาตั๋วไปฝากให้พี่ยังคะ ปรากฏว่าน้องลืม...เงินก็จ่ายแล้ว ทางเอเจนซี่รีบแก้ปัญหาด่วน “จะได้อยู่นะคะ แต่ต้องเลื่อนจากรอบบ่าย 3 เป็นบ่าย 1”บ่ายโมงเอาก็เอา ก็ปรับแผนกันไป เห็นแท็กตั๋วได้นี่ยิ้มพี่ก็เริ่มกว้าง…ติดแต่อีชุดนอนติดตัวกับเสื้อผ้าที่จะใส่พรุ่งนี้หล้ะ
เคลียร์เรื่องตั๋วได้แล้วก็เริ่มมองหน้าคนรอบข้าง ยิ้มกว้าง พยายามจะไม่หน้าบูดจากการใช่ชุดนอนเข้าหลวงพระบาง...หลายคนมาคุยด้วย พอทราบปัญหาฉันว่าอยากให้แนะนำร้านขายเสื้อผ้าที่ราคาไม่แพง ไม่ใช่ตลาดมืดที่เป็นย่านนักท่องเที่ยว ช่วยแนะนำฉันหน่อย...รู้ไหมคะว่าคนลาวใจดี...ให้ฉันติดรถไปกับคนขับรถไปซื้อตลาดอะไรสักอย่างนึงจำชื่อไม่ได้ แล้วจะขับรถมอเตอร์ไซค์มาส่ง...ต้องว่าขอบใจคำโตแล้ว
ระหว่างทางเข้ามาหลวงพระบาง...จะผ่านสามแยกปากมอง...รถจอดให้กินข้าว คนขับก็แจ้งผู้โดยสารให้กินข้าวเที่ยง เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย
ร้านข้าวราดแกง เฝอ และของทานเล่น
ผ่านแถวเขื่อนน้ำอู มีร้านขายปลาสดๆ ตัวใหญ่ๆ ข้างทาง คนขับกับผู้โดยสารหลายคนก็ลงไปเลือกซื้อปลาสดกัน
หนุ่มเสื้อเขียว คนขับรถฮีโร่ผู้ใจดี…ทั้งช่วยเติมเงินโทรศัพท์ ดูโทรศัพท์ว่าทำไมใช้งานไม่ได้ ตามลงไปกินข้าว และจะช่วยแวะจอดร้านขายเสื้อผ้า เสียแต่ฉันมาถึงบ่ายโขแล้ว หลายร้านเริ่มปิด
การจอดรถแวะซื้อของถ้าไม่มีอะไรเร่งรีบก็ดูน่ารัก ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยกับเรื่องพวกนี้...มีปัญหาเดียวคือ ตอนนี้ฉันไม่มีชุดชั้นใน ไม่มีเสื้อผ้าใหม่ ไม่มีเสื้อกันหนาวที่สะอาดๆ เข้าหลวงพระบางฉันต้องเสียเวลาไปหาซื้อแทนทีจะได้พักผ่อน แล้วเสื้อคนอ้วนนี่หายาก ราคาแพง ฉันต้องใช้จ่ายเงินกับเรื่องนี้อีกเหรอ...แผนฉุกเฉินเรื่องการใช้เงินก็มา อดซื้อของฝากเพราะเงินหมด เอาเป็นว่าปากเริ่มยื่นมาติดจมูกแล้วกัน ครวามหงุดหงิดเริ่มมา...ฉันว่าฉันปรับตัวให้ง่ายและยืดหยุ่นมากแล้วนะ แต่เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น...ชีวิตตรูต้องง่ายมากกว่านี้เท่าไหร่นะ…เฮ้อ…เรียนรู้โลกใบใหญ่ไป
ภารกิจเรื่องตั๋วยังเหลืออีก 15% เพราะเค้าบอกว่าไม่เอาตั๋วมาส่งที่เฮือนพักได้ไหม ไปถึงก็เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว พรุ่งนี้ไปรับตั๋วหน้าสถานีเลย และภารกิจจำเป็นอีกคือหาชุดชั้นใน หาเสื้อผ้า
เชื่อไหมคะ เวลาผ่านมาจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ณ การเขียนบันทึกวันนี้ ฉันยังไม่ได้กระเป๋าใบนั้นเลย …ถ้าได้คืน กระเป๋ามันจะจำเจ้าของได้ไหมนะ
---- หลังจากที่ฉันกลับมาน่าจะประมาณ 2 สัปดาห์ นาตาดหมอกของเอนกได้รับแขกจากต่างประเทศ สัมพันธภาพและการแบ่งปันให้ผู้มาเยือน ย่อมงดงามเสมอ
สะบายดี-ขอบใจ












































มีความสุขที่ได้อ่าน..น่าติดตามมากเลยครับ
ขอบพระคุณที่กรุณาอ่านค่ะ มาขอนแก่นทักนะคะ