มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม จะเป็นโมเดลหลักของอุดมศึกษา

 บทความ Socially engaged universities are the model of the future   ใน University World News บอกว่าต่อไปนี้ โมเดลมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม (socially-engaged university) จะกลายเป็นโมเดลหลักของอุดมศึกษา    แทนที่โมเดลหอคอยงาช้าง    ขับเคลื่อนโดยการเคลื่อนไหวของหลากหลายองค์กร   

University Social Responsibility Networkจัดการประชุม USR Summit 2022  ในหัวข้อ Education and Action for Sustainable Future ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮ่องกงโพลีเทคนิก  ในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕    ที่เข้าไปฟังทุก session ได้ที่ (๑)   

หัวข้อสำคัญที่ถกกันในการประชุมคือ Service Learning ที่เขานิยามว่า “a form of experiential learning where students apply academic knowledge and critical thinking skills to address genuine community needs”    ต่อไปนี้ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (experiential learning) จะกลายเป็นรูปแบบการเรียนรู้หลัก    ที่ผู้เรียนฝึกประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง    และกิจกรรมนั้นก่อประโยชน์ต่อสังคม   

ผมคิดว่า การฝึกเรียนรู้ในสถานการณ์จริงที่มีเป้าหมายก่อประโยชน์ต่อสังคม มีคุณค่าสูงมากต่อการเรียนให้ได้พัฒนาครบทุกด้านของ VASK    คือได้พัฒนา ค่านิยม (V – values)  และเจตคติ (A – attitude) หรือกระบวนทัศน์    นอกเหนือจากได้พัฒนา ทักษะ (S – skills)  และ ความรู้ (K – knowledge)     

มองอีกมุมหนึ่ง นี่คือวิธีการเรียนให้บรรลุ การเรียนรู้ครบด้าน หรือการเรียนรู้บูรณาการ (holistic learning)    ในยุคนี้ นักเรียนนักศึกษาต้องไม่หลงเรียนแค่เพื่อให้ได้รับกระดาษประกาศว่าจบชั้นนั้นชั้นนี้ (ปริญญาหรือประกาศนียบัตร)    ต้องเรียนให้ได้พัฒนาการเรียนรู้ครบด้านของ VASK ใส่ตัว   

คนที่เรียนได้ใบรับรองสูงๆ บางคนถึงปริญญาเอก  บางคนได้หลายใบ   แต่ชีวิตรันทด ดังตัวอย่าง (๒)   เข้าตำรา “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”   มักเกิดจากไม่ได้พัฒนา V และ A ด้านดีใส่ตัว    ทำให้สมาทานแนวทางของ V และ A ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ   และนำชีวิตสู่เส้นทางแห่งความเสื่อมและหายนะ   คือหลงทำเพื่อตนเองแต่ถ่ายเดียว    กล่าวง่ายๆ คือหลงมีพฤติกรรมเห็นแก่ตัว    ตักตวงเอาจากสังคมด้วยหลงว่าคนอื่นจะไม่รู้เท่าทัน    นี่คือจุดอ่อนที่สุดของระบบการศึกษาไทย .... ไม่เอาใจใส่ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนพัฒนา V และ A ด้านบวกใส่ตัว

การศึกษาในปัจจุบัน ในทุกระดับ ยังเอาใจใส่การพัฒนา V และ A น้อยไป    รูปแบบการเรียนแบบ ทำกิจกรรมรับใช้สังคม (service learning) เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้    เพื่อให้บัณฑิตจบออกไปทำงานได้ทั้งในมิติรับใช้ตนเอง  รับใช้วิชาชีพ และมิติเพื่อรับใช้สังคม     

Service learning ช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองครบด้าน VASK   โดยพัฒนา V&A ให้เข้าใจคุณค่าของการเห็นแก่ส่วนรวม    จบออกไปเป็น active citizen หรือพลเมืองผู้ร่วมพัฒนาชุมชนหรือบ้านเมือง    ไม่นิ่งดูดาย       

หัวข้อสำคัญเรื่องที่สองคือ การทำงานอุดมศึกษาเพื่อหนุนให้บรรลุ SDG    ซึ่งก็คือการทำงานวิชาการและสร้างคน เพื่อความยั่งยืนของโลกและมนุษยชาตินั่นเอง   โดย UWN มี UWN SDG Hubทำหน้าที่นำ best practice ด้านนี้ ออกเผยแพร่

เรื่องที่สาม คือ มหาวิทยาลัยต่างๆ มีแนวโน้มจะร่วมมือกันทำงานรับใช้สังคม    ไม่ใช่ต่างมหาวิทยาลัยต่างทำ     ที่ผมคิดต่อว่า ไม่เฉพาะงานรับใช้สังคมเท่านั้น  ในอนาคตมหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกันในทุกบทบาทหน้าที่    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการทำงานวิชาการ    เพาะทุกกิจการของมหาวิทยาลัยมีความซับซ้อน   มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเชี่ยวชาญไม่ครบทุกด้าน   จึงต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีความครบถ้วนหรือบูรณาการ ที่ทำประโยชน์ได้จริง        

เขาบอกว่า มหาวิทยาลัยรับใช้สังคมต้องมีนโยบายและปฏิบัติ ๖ ประการต่อไปนี้  (๑) พัฒนาขีดความสามารถของอาจารย์ทั้งด้านการสอนและด้านการวิจัยเพื่อรับใช้สังคม  (๒) บรรจุเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมลงในหลักสูตร เพื่อให้บัณฑิตมีคุณสมบัติของพลเมืองผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม  (๓) ยกย่องความเป็นเลิศด้านรับใช้สังคม ในผลงานสอนและผลงานวิจัย ในเกณฑ์เลื่อนตำแหน่ง  (๔) เป็นหุ้นส่วนกับชุมชน ในการทำงานวิชาการรับใช้สังคม  (๕) ให้ความรับผิดชอบต่อสังคมบูรณาการอยู่ในภารกิจหลักของมหาวิทยาลัย   ไม่ใช่เป็นกิจกรรมที่แยกตัวออกมาดำเนินการแบบแยกส่วน   (๖) จัดให้มีตำแหน่งบริหารระดับสูง (เช่นรองอธิการบดี - ผมเสนอ) รับผิดชอบเรื่องรับใช้สังคม 

เขาเสนอโอกาสดำเนินการยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของมหาวิทยาลัย ใน ๖ ประการคือ  (๑) เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยที่เน้นการเรียนโดยรับใช้สังคม (service learning)    และเน้นวิจัยร่วมกับชุมชน (engaged research)    เพื่อผลิตบัณฑิตผู้นำการพัฒนาชุมชน (ในฐานะนายกสภา สบช. ผมนึกถึง สบช. ทันที ว่าควรศึกษาเรื่องนี้และหาทางนำมาประยุกต์ใช้เพื่อความเป็นเลิศในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน)  (๒) สร้างข้อมูลหลักฐานว่า นักศึกษาได้พัฒนาสมรรถนะใดบ้างใส่ตัวจากการเรียนรู้โดยทำกิจกรรมรับใช้สังคม  (๓) สนับสนุนทุนทรัพย์แก่มหาวิทยาลัยตามระดับ ผลกระทบต่อสังคม (social impact) ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ  (๔) พัฒนาและขยายรายวิชาเน้นความรับผิดชอบต่อสังคม ที่สอนแบบเสมือน (virtual) หรือออนไลน์  (๕) สร้างความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัย เพื่อการบรรลุ SDG   โดยมีตัวอย่างอยู่ในเว็บไซต์ USR Network  (๖) แข่งขันกับตัวเอง ในการได้คะแนนสูงขึ้น ใน Community Engagement Classification ของ Carnegie Foundation  

ผมขอเสนอว่า กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของไทย ควรรวมตัวกันศึกษาเรื่องนี้ในมิติที่ลึกและดำเนินการพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) เพื่อความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไทยกลุ่มนี้   โดยพัฒนาดัชนีวัดของเราเอง จากการศึกษา Community Engagement Classification ของ Carnegie Foundation เป็นตัวอย่าง    

น่าจะมีโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระดับประเทศ   เพื่อสร้างดัชนีวัดความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น     สำหรับเป็นเครื่องมือสร้างกระแสมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม   

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ม.ค. ๖๖