ได้กล่าวในตอนที่ ๙ แล้ว ว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องดำเนินการด้วยอุดมการณ์ทำเพื่อประโยชน์ของสังคมและบ้านเมือง  มากกว่าทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง

สบช. เกิดขึ้นในยุคที่ระบบอุดมศึกษาไทยถึงจุด (เกิน) อิ่มตัวในเชิงปริมาณ   แต่อ่อนด้อยด้านคุณภาพและการสนองความต้องการพัฒนาบ้านเมือง (relevance)    การดำเนินการขยายตัวของสถาบันจึงต้องไม่ใช้กระบวนทัศน์ของการบริหารสถาบันอุดมศึกษาเมื่อสามสิบถึงยี่สิบปีก่อน   ที่ผู้บริหารแสดงฝีมือด้วยการขยายกิจการของมหาวิทยาลัย  คือขยายคณะ สาขา และหลักสูตร   

หาก สบช. ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ก็ถือได้ว่า   เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ตกยุค   

สบช. มีทางเลือกพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้ด้วยคำหลักคือ EQER – Equity, Quality, Efficiency, Relevance    สามคำแรกไม่ต้องอธิบาย เพราะเราเข้าใจกันอยู่แล้ว     ส่วน relevance หมายถึงดำเนินการสอดคล้องกับความต้องการ   

กลไกกำกับดูแล สบช. จึงต้องกำกับให้สถาบันดำเนินการตามแนวทางแห่งปัจจุบันและอนาคต     ไม่หลงดำเนินการตามแนวทางแห่งอดีต ที่มุ่งโชว์ฝีมือด้วย E – Expansion    แต่ต้องมุ่งสร้างคุณค่าด้วยกลไก consolidation คือ EQER 

ในการประชุมสภาสถาบัน สบช. ครั้งที่ ๘/๒๕๖๕ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๕ นายกสภาจึงปรารภเรื่องขั้นตอนการเสนอเรื่องการจัดตั้งคณะหรือเปิดหลักสูตร ดังนี้ 

ขั้นตอนแรกเป็นการหารือว่าควรเปิดคณะหรือหลักสูตรนั้นหรือไม่    โดยต้องมีการศึกษาข้อมูลสถานภาพของประเทศ ในปัจจุบันและความต้องการในอนาคตมาเสนอ    รวมทั้งมีข้อเสนอด้วยว่าหากเปิด คณะหรือหลักสูตรนั้นจะมีอัตลักษณ์ที่จำเพาะอย่างไร (uniqueness)    และ สบช. มีความพร้อมหรือจะสร้างความพร้อมอย่างไร   ขั้นตอนที่ ๑ นี้ เน้นตอบคำถาม what และ why   

การมีขั้นตอนที่ ๑ จะช่วยลดการทำงานแล้วสูญเปล่า   ที่ไม่มีขั้นตอนที่ ๑  ฝ่ายบริหารกระโจนไปที่ขั้นตอนที่ ๒ เตรียมรายละเอียดมาเสนอ   แล้วสภาไม่อนุมัติ   หรือทำงานแล้วเกิดความขัดแย้ง   ที่ฝ่ายบริหารเสนอโครงการโดยละเอียดพร้อมการ ล็อบบี้หลายๆ ฝ่ายในบ้านเมืองเอามีบีบกรรมการสภาให้อนุมัติ   โดยไม่ต้องยึดเหตุผลที่ผลประโยชน์ของบ้านเมืองตามที่กล่าวในขั้นตอนแรก   เมื่อสภาไม่อนุมัติก็เกิดความแตกร้างระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร   อย่างที่พบในหลายมหาวิทยาลัยอยู่ในขณะนี้ 

ทั้งหมดนี้ สื่อหลักการสำคัญว่า นโยบายของสถาบันอุดมศึกษาเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาสถาบัน     ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร   ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดำเนินการให้บรรลุผลตามที่สภากำหนด    ไม่ด้มีหน้าที่กำหนดนโยบายอย่างที่มักมีการพูดกันผิดๆ             

กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าสภาจะไม่ให้เกียรติและไม่รับฟังข้อมูลและเหตุผลจากฝ่ายบริหาร   โดยที่ฝ่ายบริหารของสถาบันอุดมศึกษาโดยทั่วไปมักมาจากคณาจารย์ของสถาบันนั้นๆ เอง    จึงมักจะรู้รายละเอียดจุดแข็งจุดอ่อนของสถาบันดีกว่ากรรมการสภา   

ผมขอชี้สภาพความจริงของผู้บริหาร สบช. ชุดปัจจุบันว่า  เป็นผู้อาวุโสที่ประสบความสำเร็จสูงในหน้าที่การงานราชการ    ท่านอธิการบดีเป็นถึงอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข อดีตอธิบดี และเกษียณอายุราชการแล้วก็ได้ทำหน้าที่คณบดีในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี   จึงคุ้นกับสภาพมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี   รองอธิการบดีส่วนใหญ่ก็เป็นผู้เกษียณอายุจากตำแหน่งสูงระดับอธิบดีหรือใกล้เคียง    ท่านเหล่านี้นับเป็นเซียนด้านการบริหาร   

ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย    บางจุดแข็งก็มีจุดอ่อนอยู่ในตัวเอง    เซียนบริหารหน่วยราชการในกระทรวง อาจเป็นกิ้งกือตกท่อการบริหารสถาบันอุดมศึกษาก็ได้    เป็นคติที่ผมใช้เตือนสติตนเองมาตลอด   

สบช. จะเลือกขยายงาน ขยายหน่วยงาน ให้ดูใหญ่โต แบบกลวงๆ     หรือจะยกระดับ EQER ของสถาบัน    ให้เติบโตแบบไม่ขยายความใหญ่    แต่ขยาย EQER ที่ทำให้เนื้อแน่นอยู่ภายใน ... เติบโตแบบหนักแน่นมั่นคง   

ขยายขนาด  หรือขยายคุณค่า

วิจารณ์ พานิช

๗ ต.ค. ๖๕

บนรถยนต์ เดินทางไปจังหวัดชุมพร