ความเป็นสถาบันของโรงพยาบาลชุมชน โดย ศ. นพ. ประเวศ วะสี
บันทึกสังเคราะห์
การประชุม ๒๖ กันยายน ๒๕๖๕
เรื่อง ความเป็นสถาบันของโรงพยาบาลชุมชน
ผู้เข้าร่วมประชุม
- ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
- นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
- นายแพทย์อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
- นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
- นายแพทย์สันติ ลาภเบญจกุล โรงพยาบาลท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
- แพทย์หญิงดวงดาว ศรียากูล โรงพยาบาลเพชรบูรณ์
ผู้ช่วย
- นางสาวชลลดา สิทธิฑูรย์ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
- นางสาวจิตรารัตน์ จันทนา มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
ทุกคนพูดถึงความสำคัญของ “ชุมชนเข้มแข็ง” ที่จะขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล หรือแผ่นดินศานติสุข
ทุกคนพูดถึงการทำงานของตน กลุ่ม และเครือข่าย ที่เกี่ยวกับการทำงานของโรงพยาบาลชุมชน และเรื่องชุมชนเข้มแข็ง สันติและดวงดาวพูดถึงเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนที่ทำงานเรื่อง
สุขภาวะของคนพิการ และเครือข่ายสุขภาพของเด็กปฐมวัย บอยได้พูดถึงบทบาทของสสส. หลายสำนัก ที่ทำงานทุ่มเทเรื่อง “ชุมชนเข้มแข็ง” และสร้างเครือข่ายการทำงานกับองค์กรและบุคคลต่าง ๆ จำนวนมาก อ้วนอยู่ที่อำเภออุบลรัตน์ ขอนแก่น แต่สามารถเชื่อมโยงกับปิยมิตร คณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี โดยกองทุนสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนในมูลนิธิโรงพยาบาลรามาธิบดี สนับสนุนเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ และปิยมิตรกำลังจะ
จัดประชุม “เครือข่ายคณะแพทยศาสตร์เพื่อโรงพยาบาลชุมชน” ฯลฯ
ทั้งหลายเหล่านี้แสดงให้เห็นการก่อตัวของ “เครือข่ายทางปัญญาเพื่อสุขภาพของคนทั้งมวล”
ซึ่งเป็น ระบบการพัฒนาใหม่ (New Development System) ซึ่งผมขออธิบายขยายความให้เข้าใจถึงความสำคัญยิ่งของระบบที่กำลังเกิดใหม่ ในฐานะคนแก่ที่ใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศไทยยุคศรีอาริยะ ที่มีความถูกต้อง ดีงาม ที่คนไทยอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลผาสุข
โดยมีโจทย์ว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรเพื่อการพัฒนามากมาย และคนไทยก็เป็นคนมีจิตใจดี แต่ทำไมจึงไม่สามารถพัฒนาเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวลได้
คำตอบน่าจะเป็นเพราะ สังคมนิยมอำนาจ และระบบการพัฒนาประเทศที่เป็นระบบอำนาจรวมศูนย์ ที่ใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบจำนวนมากควบคุม ไม่ใช้ระบบปัญญา
อำนาจ พยายามควบคุม แยกส่วน บอนไซให้แคระแกรน เติบโตไม่ได้ ใช้พัฒนาไม่สำเร็จ เป็นที่รู้กันมานานทางสากลว่า สังคมสมัยใหม่อันเป็นระบบซับซ้อน (Complexity system) นั้น อำนาจได้ผลน้อยลง ๆ (Power is less and less effective)
ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การพลิกโฉม หรือ Transform ประเทศไทย จากสังคมนิยมอำนาจ เป็น สังคมอุดมปัญญา
ระบบการพัฒนาประเทศ ก็ต้องเปลี่ยนจากองค์กรและระบบเชิงอำนาจ ไปสู่องค์กรและระบบเชิงปัญญา
ลองอ่าน “Birth of the Chaordic Age” ของ Dee Hock ซึ่งอธิบายประสบการณ์ว่า ยุคเก่าเป็นยุคขององค์กรอำนาจทางดิ่ง มีปัญหาต่าง ๆ นานา ที่ทำให้มีประสิทธิภาพต่ำ ควรจะสิ้นสุดลงแล้วและเกิดยุคใหม่ ที่ท่านสร้างคำใหม่ว่า Chaordic ( chaos + order ) อันเป็นสัมพันธภาพทางราบขององค์กร หรือสัมพันธภาพทางปัญญานั่นเอง
การ Transform ประเทศไทย จากสังคมและองค์กรนิยมอำนาจ เป็นสังคมและองค์กรอุดมปัญญา ดูจะยากสุดหยั่ง
แต่ ความพยายามอย่างไม่ลดละของคนไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอสมควรที่ทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางปัญญา (Continuity of wisdom) ความต่อเนื่องทางปัญญาซึ่งเป็นปัจจัยของความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ขาดไปในระบบราชการและระบบการเมือง คนไทยจำนวนดังกล่าวได้เรียนรู้และสร้างองค์กรอิสระ ที่มีความต่อเนื่องทางปัญญาขึ้นมาหลายองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่สังเคราะห์ได้จากการประชุมเมื่อ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๕
ซึ่งอาจถือว่าเป็นการประชุมของกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่มีสิ่งใหญ่ผุดบังเกิดขึ้น นั่นคือการเกิดขึ้นของระเบียบใหม่ (New order) แห่งการพัฒนา ซึ่งอาจเรียกว่า
“เครือข่ายสร้างเสริมสังคมอุดมปัญญาเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล”
ที่ประชุมได้พูดถึง PILA อันเป็นเครื่องมือสร้างสังคมอุดมปัญญา
PILA คือ การเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Participatory Interactive Learning through Action) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ในทุกมิติ เป็นการปฏิวัติสัมพันธภาพ (Associational Revolution) จากสัมพันธภาพเชิงอำนาจเป็นสัมพันธภาพทางปัญญา ด้วยการเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีส่วนร่วม อย่างมีความเสมอภาค และภราดรภาพ ที่ยิ่งทำยิ่งรักกันมากขึ้น ยิ่งเชื่อถือไว้วางใจกันมากขึ้น ยิ่งฉลาดขึ้น และฉลาดร่วมกัน เกิดปัญญาร่วม (Collective wisdom) ทำให้เกิดพลังมหาศาล ฝ่าความยากไปสู่ความสำเร็จ
PILA มีที่ไหนเกิดสังคมอุดมปัญญาที่นั่น และความสำเร็จมีที่นั่น ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตลอดจนในองค์กร และในประเด็นต่าง ๆ
PILA จึงเป็นเครื่องมือสร้างสัมพันธภาพใหม่ และสังคมอุดมปัญญา
ที่ประชุมเห็นว่า “ชุมชนเข้มแข็ง” เป็นเครื่องมือสร้างสังคมสุขภาวะ หรือสังคมสันติสุข
ชุมชน คือ ระบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของคนทุกคน จึงเป็นประชาธิปไตยทางตรง หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือชุมชนาธิปไตย
“ชุมชนเข้มแข็ง” จึงเป็นเสมือนเซลล์ หรืออิฐบล็อกของการพัฒนา เป็นสังคมที่ใหญ่และวิจิตรขึ้น เหมือนร่างกายมนุษย์ที่ประกอบด้วยเซลล์ ชุมชนมีตั้งแต่ขนาดเล็กคือหมู่บ้าน ไปจนถึงชุมชนขนาดใหญ่ จนในที่สุดเป็นชุมชนแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลทั้งโลก
“ชุมชนเข้มแข็ง” จึงเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ที่ทุกคน ทุกองค์กร สามารถร่วมสร้างได้
วิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร ก็สามารถมีส่วนร่วมสร้างชุมชนเข้มแข็งก็คือ รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ ๕ คน ๑๐ คนก็ได้ “เป็นกลุ่มสนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง” และเข้าไปเรียนรู้และ
มีส่วนร่วม (PILA) ในกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ๗ ขั้นตอน ทุกคนจะได้เรียนรู้และมีส่วนนำความรู้ของตนเข้าไปร่วมพัฒนาชุมชน อย่างมีความสุขยิ่ง
“กลุ่มสนับสนุนชุมชนเข้มแข็ง” มาได้จากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ข้าราชการ ข้าราชการเกษียณอายุ พระสงฆ์องคเจ้า นักธุรกิจ ธนาคาร ตลอดไปจนถึงกองทัพ
เป็นเครือข่ายของการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติเต็มประเทศ เป็นสังคมอุดมปัญญาเพื่อสุขภาวะ หรือประโยชน์สุขของคนทั้งมวล
ภาพที่บรรยายนี้เป็นอย่างเดียวกับที่เรียกว่า INN ซึ่งผมเคยเสนอมากว่า ๒๐ ปี ว่าเป็นเครื่องมือการพัฒนาที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างมีความสุข
I = Individual หรือปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึก แล้วลงมือทำอะไรดี ๆ เพื่อส่วนรวม
N = Nodes หรือกลุ่ม คือรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อกิจสาธารณะอย่างหลากหลาย
N = Networks หรือเครือข่าย ทั้งปัจเจกบุคคล และกลุ่มต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
โครงสร้าง INN เป็นโครงสร้างแห่งความสุขและความสร้างสรรค์ เพราะไม่ใช่โครงสร้างอำนาจที่ปิดการมีส่วนร่วม แต่ INN เป็นโครงสร้างเปิด ที่ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกองค์กร มีอิสระที่จะเข้ามาเชื่อมโยงกันด้วยการร่วมเรียนรู้และพัฒนา ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร แต่สัมพันธ์กันด้วยปัญญาอย่างอิสระ
การประชุมปรึกษาหารือเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๕ ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลุ่มสันติ-ดวงดาวจากลพบุรีและเพชรบูรณ์ก็ดี กลุ่มอภิสิทธิ์ที่ขอนแก่นก็ดี กลุ่มบอยหรือพงศ์เทพ ผู้อำนวยการสำนัก ๗ สสส. โดยที่สสส.ก็เป็นกลุ่มและเครือข่ายขนาดใหญ่ ทั้งหมดล้วนแสดงถึงโครงสร้าง INN
ขอเรียกชื่อเครือข่ายที่กำลังผุดบังเกิดอย่างชั่วคราวว่า “เครือข่ายสร้างเสริมสังคมอุดมปัญญาเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” หรือ คสสอ.
คสสอ. เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มาถึงพร้อม อันเกิดจากการทำงานของคนไทยจำนวนมาก ที่ทำงานด้วยหัวใจเพื่อเพื่อนมนุษย์มาอย่างยาวนาน รวมทั้งการเกิดขึ้นขององค์กร ส. ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานเพื่อสังคมสุขภาวะ
องค์กร ๗ ส. ประกอบด้วย
ส. กระทรวงสาธารณสุข
สวรส. สสส. สปสช. สรพ. สช. มสช.
ทั้ง ๗ ส. เป็นพลังมหาศาล ที่จะสนับสนุนคสสอ. หรือ เครือข่ายสร้างเสริมสังคมอุดมปัญญาเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
การบริหารจัดการคสสอ. ก็ง่ายมาก เพราะเกือบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะไม่ใช่ระบบอำนาจ ต่างจากองค์กรอำนาจทางราชการ ที่ต้องใช้พลังงานไปในการบริหารอำนาจด้วยความยากลำบาก ดังที่องค์กรในมหาวิทยาลัยกำลังประสบอยู่ ที่สถาบันก็ดี วิทยาลัยก็ดี หลายแห่งไม่สามารถหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือคณบดีได้ เพราะภายในองค์กรแตกความสามัคคีและขัดแย้งขนาดหนัก อันเป็นธรรมชาติขององค์กรเชิงอำนาจ
คสสอ. จะเป็นองค์กรที่มีชีวิต สามารถเติบโต และมีความต่อเนื่องได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะมีกลุ่มและเครือข่ายต่าง ๆ เข้ามาเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลองเปรียบเทียบเครือข่ายเพื่อสุขภาวะของคนพิการ ที่สันติและดวงดาวกำลังทำอยู่ กับวิทยาลัยเพื่อคนพิการในมหาวิทยาลัยบางแห่ง จะเห็นพลังสร้างสรรค์ต่างกันมาก ถ้าคนที่สนใจเรื่องสุขภาวะของคนพิการอย่างแพทย์หญิงวัชรา ริ้วไพบูลย์ การไปเป็นผู้บริหารองค์กรอำนาจในมหาวิทยาลัย จะจำกัดศักยภาพของเธอลงอย่างมาก ต่างจากถ้าเธอทำงานในเครือข่ายเพื่อสุขภาวะคนพิการ ที่ศักยภาพของเธอจะเพิ่มพูนและทำงานด้วยความสุขเพราะเป็นเครือข่ายทางปัญญา
เพราะฉะนั้นคสสอ. จะเป็นระบบการพัฒนาที่ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ขนาดมหาวิทยาลัยหรือกรมกอง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรเชิงอำนาจทำงานได้ดีขึ้น
กลุ่มและเครือข่ายต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย เช่น เครือข่ายพัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน เครือข่ายสุขภาพผู้สูงอายุ เครือข่ายสร้างเสริมคุณภาพชีวิตจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน เครือข่ายระบบป้องกันประเทศ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
INN หรือ เครือข่ายสร้างเสริมสังคมอุดมปัญญานี้ จะเป็นโครงสร้างคล้ายสมองที่คนไทยแต่ละคนเปรียบประดุจเซลล์สมอง (Neurons) แต่ละตัวเชื่อมโยงกับตัวอื่น ๆ ทั้งใกล้และไกล เซลล์สมองรวมตัวกันเป็นกลุ่มทำหน้าที่เป็นศูนย์ต่าง ๆ และมีวงจรของเซลล์ประสาท ทั้งหมดคือสมองของประเทศ เราไม่เคยตีประเด็นให้แตกว่า สมองของประเทศคืออย่างไร เมื่อจอมพลสฤษดิ์ สร้างสภาวิจัยแห่งชาติ ก็ใช้คำพูดว่า “เพื่อให้เป็นสมองของประเทศ” แต่เนื่องจากไม่ได้ตีประเด็นว่าสมองของประเทศคืออย่างไร จึงเป็นไม่ได้
สมองของประเทศ คือ สังคมอุดมปัญญา หรือสังคมที่คนทั้งมวลเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ
ที่ประชุมเสนอให้มีการประชุมเครือข่ายเดือนละ ๑ ครั้ง เข้ามาแทนการประชุมกลุ่มสามพรานเดิม เป็นการประชุมกลุ่มสามพรานยุคใหม่
ประเวศ บันทึก
Input การประชุม ๒๖ กันยายน ๒๕๖๕
โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี
ความเป็นสถาบันของโรงพยาบาลชุมชน ๘๐๐ อำเภอ ทั่วประเทศ
ตั้งอยู่ ณ จุดยุทธศาสตร์ ล่างเชื่อมบนของสังคมไทย
ล่างกับบนแยกกันเหมือน ๒ ประเทศ
บนไม่มีฐาน
ล่างเข้าไม่ถึงทรัพยากรและบทบาทในการพัฒนาบน
บทบาท Social Bridging Institute (SBI)
พัฒนาและใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม (Social justice)
เพื่อประโยชน์สุขของคนทั้งมวล
หน้าที่
- สร้างอุดมคติและความเข้าใจการพัฒนาประเทศไทยอย่างบูรณาการ
- พัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิอัจฉริยะเต็มพื้นที่ ๘๐๐ อำเภอ
- เชื่อมโยงระบบสุขภาพ ๒ และ ๓ เข้ามาเรียนรู้และสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ
- เป็นสถาบันวิจัยและพัฒนากำลังคน
- ร่วมสร้างคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)
- ร่วมสร้างมหาวิชชาลัยอำเภอ
Strengthening
- โรงเรียนผู้นำระบบสุขภาพอำเภอ
- มหาวิทยาลัยกับการสนับสนุนรพช.
- การวิจัยระบบ
- โอกาสในการพัฒนาในเรื่องใด ๆ ที่ชอบ เพื่อเป็นผู้นำในเรื่องและระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ชุมชนจนถึงระดับโลก (Unlimited Potential = UP)
- วิทยาลัยโรงพยาบาลชุมชน (District Hospital College) สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข มูลนิธิโรงพยาบาลชุมชน สสส. มสช.
Organization
- สภาผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ๘๐๐ คน
๔ ภาค ภาคละ ๒๐๐ คน
--------------------------------------------------------------------