เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันมีโอกาสพูดเรื่อง KM ให้กับกลุ่มบุคลากรที่หลงติดกับดักเข้ามาฟัง ดิฉันมักใช้ 2 slide ข้างล่างนี้ เป็นหลักและเป็นประเดิมในการสร้างความเข้าใจภาพรวมก่อนเสมอ
โดยยึดแนวทางที่ท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยสอนไว้ว่า ให้ศึกษาเรื่องต่างๆ จากการเปรียบเทียบกับระบบของร่างกายมนุษย์ เพราะ "ร่างกายมนุษย์" เป็นสิ่งที่เป็นเอกภาพ ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความหลากหลาย และสามารถเผชิญความเปลี่ยนแปลงได้
องค์ประกอบที่ทำให้เกิดคุณสมบัติที่ประเสริฐสุดเช่นนี้ และสามารถทำให้ "คน" เป็นคนที่สมบูรณ์ได้ เพราะ
คนเราสามารถใฝ่ฝันถึงสิ่งที่อยากจะเป็นได้ มีความตั้งใจและความหวังเพื่อไปสู่จุดหมาย มีโครงสร้างร่างกายที่เอื้ออำนวย มีอวัยวะภายในที่แตกต่างหลากหลายและซับซ้อนแต่ทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ มีสมองที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลไม่อั้นและมีขีดความสามารถในการประมวลผลได้เหนือสิ่งมีชีวิตใดใดในโลก เมื่อผนวกกับศักยภาพในการเรียนรู้และจิตใจที่มีคุณธรรมแล้ว ก็จะได้ "คน" ที่สมบูรณ์พร้อม มีบุคลิกภาพเฉพาะตัว เผชิญปัญหาทั้งมวลได้

ดังนั้น องค์กร ซึ่งเป็นแหล่งรวมของกลุ่มคน ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นกัน ถ้าองค์กร อยากจะมีเอกภาพ ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความหลากหลายและสามารถเผชิญความเปลี่ยนแปลงได้ละก็ องค์กรก็ต้องมีองค์ประกอบที่ทำให้เกิดคุณสมบัติดังกล่าวเช่นกัน ดังรูป

เกริ่นมาเสียยืดยาว ทั้งที่ วันนี้ ดิฉันอยากจะให้ความสำคัญกับเรื่องเดียว คือ เรื่องของ "โครงสร้าง" โดยเฉพาะคือ "โครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัย"
ด้วยดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ไม่แพ้เรื่ององค์ประกอบของสภามหาวิทยาลัย และโยงไปยัง ร่าง พ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นยีนที่กำหนดลักษณะทางพันธุกรรมนี้
ท่านอาจารย์ไพฑูรย์ (รศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์) ได้เคยนำเสนอในหนังสือ เรื่อง "กระบวนทัศน์ใหม่ ในการบริหารจัดการอุดมศึกษาไทย" ว่า
ในการบริหารแบบราชการ โครงสร้างของสถาบันเป็นลักษณะเส้นตรงคือเริ่มจากอาจารย์ไปสู่ผู้บริหาร และผู้บริหารระดับสูงขึ้นไป จากนั้นจึงส่งต่อไปยังหน่วยงานภายนอกมหาวิทยาลัยที่มีอำนาจบังคับบัญชาเหนือกว่า ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นกระทรวงหรือทบวงอีกต่อหนึ่ง
แต่โครงสร้างใหม่(ตามแนวปฏิรูปอุดมศึกษา)นี้ การบริหารจะจบสิ้นภายในสถาบันเองเป็นหลักสำคัญ โดยมีการบริหารและการตัดสินใจที่แบ่งลักษณะงานตามความสามารถของแต่ละกลุ่มโดยชัดเจน โดยมีโครงสร้างหลักสามส่วน คือ
- สภาสถาบัน
- สภาวิชาการ
- คณะกรรมการบริหาร
ตามโครงสร้างนี้ สภาสถาบัน หรือสภาของสถานศึกษา จะมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดของสถาบัน มีหน้าที่ดูแลกิจการของสถาบันโดยตรง
ส่วนสภาวิชาการมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานวิชาการของสถาบัน
และฝ่ายบริหาร ดูแลกิจการทั่วไปของสถาบัน ตามนโยบายและทิศทางที่กำหนดไว้โดยสภาสถาบันและสภาวิชาการ
โครงสร้างหลักจึงประกอบไปด้วยสามเส้าหลัก ดังรูป

โครงสร้างที่เป็นสามเส้านี้สะท้อนภาพหลักของการบริหารอุดมศึกษา ที่สภาสถาบันกำหนดนโยบาย และทิศทางให้กับฝ่ายบริหารและคณาจารย์ดำเนินงาน
สภาวิชาการดูแลในรายละเอียดหรือเสนอนโยบายทางวิชาการต่อสภาสถาบัน เมื่อกำหนดนโยบายและแนวทางชัดเจนแล้วจึงมอบให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติ แล้วมีการประเมินการทำงานของผู้บริหารเป็นระยะๆ ไป ผู้บริหารจึงต้องเป็นฝ่ายปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะไม่เช่นนั้นนโยบายและทิศทางของสถาบันที่กำหนดไว้โดยสภาทั้งสองก็ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้