การจัดการความรู้น่าจะ ทำจาก “เล็กไปใหญ่” ตามฐานทางทรัพยากรที่มี และทำจากฐาน “ผู้ใช้” ความรู้ขึ้นไปหายอด “ผู้รวบรวม” และ “ผู้เผยแพร่” และ แม้จะเริ่มงานจากยอด “แบบนักวิชาการ” ก็ตาม

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในช่วงที่ผมมาเอาจริงเอาจังกับการเขียนบล็อก เพื่อผสมผสานกระบวนการทำงานของผมเข้ากับแผนงานที่ผมทำสนับสนุนงานเชิงบริการสังคมและงานนโยบายระดับชาติ ทำให้ผมจำเป็นต้องมานั่งพิจารณาถึง องค์ประกอบและโครงสร้างของการจัดการความรู้ในประเทศไทย ทั้งในสถานะปัจจุบัน และภาพฝันในอนาคต (Scenario)  ว่า การจัดการความรู้ในเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไร</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอออกตัวไว้ก่อนว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงจินตนาการจากปัญญาหางอึ่งของผมเท่านั้น และผมขอใช้คำจำกัดความสั้น ๆ ว่า ภาพฝัน KM ไทย  </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากการประชุมมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติที่ศูนย์ไบเทคบางนา ผมได้เห็นความพยายามของ สคส.ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทุกหย่อมหญ้า โดยเริ่มหลักๆ จากระบบราชการ หรืองานวิชาการด้านงานต่างๆ และการปฏิบัติระดับชุมชนที่ชัดๆ แล้วนำกระบวนการตัวอย่างที่ดีต่างๆ เข้าไปขยายผล </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยจัดระบบโครงสร้างโมเดลการจัดการความรู้ ซึ่งก็มีความก้าวหน้าและอุปสรรคอยู่หลายประการ อันเนื่องมาจาก ความใหม่ของสังคมไทยต่อโมเดลการจัดการความรู้เหล่านั้น </p>  ทีนี้ ผมหันกลับมามอง ว่า   แต่ เดิม สังคมไทยมีระบบการจัดการความรู้อย่างไรบ้าง    <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมก็เริ่มเห็นโมเดล รูปแบบต่างๆ แบบไทย ๆ อย่างว่าล่ะครับ มีการผสมกลมกลืนระหว่าง ชีวิต ความรู้ การทำงาน และการประกอบอาชีพ จะเห็นได้ว่า เมื่อใครทำงานอะไร คนๆนั้น จะได้รับการนับถือว่าเป็นคนแบบนั้นๆ ตลอดชีวิต แม้จะจบหรือเลิกการทำงานแล้ว คนก็ยังนับถือเขาในมุมนั้นเช่นเดิม ซึ่งแตกต่างจากสังคมฝรั่ง ที่งานกับชีวิต แยกออกจากกัน เกือบจะสิ้นเชิง</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะฉะนั้น จากพื้นฐานตรงนี้ กระบวนการจัดการความรู้ในเมืองไทย จึงอาจจำเป็นต้องแตกต่างจากระบบฝรั่ง โดยปูพื้นฐานขึ้นมาจากโมเดลที่มีอยู่แล้ว และได้ผลดีในสังคมไทย แล้วนำโมเดลเหล่านั้นมาผสมผสานกับโมเดลใหม่ ๆ ที่คนไทยสามารถรับได้ ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ ทำจากเล็กไปใหญ่ แบบยุทธศาสตร์พระเจ้าตาก นั่นล่ะครับ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมคิดว่า วิธีการเช่นนี้จะทำให้การจัดการความรู้ในเมืองไทย ยกระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีพลังดีกว่าที่จะเริ่มใหญ่ แล้วขาดพลัง ซึ่งในที่สุดก็จะเหนื่อยและล้มได้ง่าย</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตัวอย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งเห็นเมื่อวานนี้ครับ คือ ร้านอาหารเวียตนามที่หนองคาย หลายคนคงรู้จักดี คือ ร้านแดงแหนมเนือง ที่เริ่มจากเพิงเล็กๆ ขยับตัวเข้าไปอยู่ในห้องแถวเก่า ๆจนมีชื่อเสียง และขยายร้านออกไปห้องแถวข้างๆ จนเต็มห้องแถวเหล่านั้น และไม่สามารถขยายได้อีกต่อไป จึงได้มีการขยับไปอยู่ริมโขง ตอนแรกก็ทำเป็นห้องเดียว เมื่อ ๓-๔ เดือนที่แล้ว ผมกลับไปดูอีก เป็น ๒ ห้องแล้วครับ แต่เมื่อวานนี่เองครับ ขยายไปเป็น ๔ ห้องอีกแล้วครับ ผมเลยพูดเล่น ๆว่า สงสัยอีกไม่นาน แถวนั้น ตลอดริมโขง จะเป็นร้านแดงแหนมเนือง หมดซะล่ะมั้ง! เพราะผมไปทีไร ต้องยืนรอคิว โต๊ะว่าง เป็นครึ่งชั่วโมง ทุกครั้ง</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และผมก็เคยเห็นหลายๆร้าน ฟอร์มใหญ่ โตแล้วเรียนลัด เจ๊งไม่เป็นท่ามานักต่อนักแล้ว</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่แสดงว่า การทำจากเล็กไปใหญ่ เป็นวิธีการที่ถูกต้อง และมีพลังจริง ๆ และสามารถทำให้เกิดพลังทั้งภายนอกภายใน ถาโถมกันเข้ามาสนับสนุนกระบวนการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะพลาดบ้างก็ยังขยับตัวได้ทันเวลา ไม่เจ็บมาก</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมจึงคิดเอาเองว่า การจัดการความรู้น่าจะ ทำจาก เล็กไปใหญ่ ตามฐานทางทรัพยากรที่มี และทำจากฐาน ผู้ใช้ ความรู้ขึ้นไปหายอด ผู้รวบรวม และ ผู้เผยแพร่ และ แม้จะเริ่มงานจากยอด แบบนักวิชาการ ก็ตาม</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ ก็ควรถือว่า งานและคนเหล่านี้ เป็นเพียงผู้รวบรวมและเผยแพร่ เพื่อพัฒนามาสนับสนุนฐาน ผู้ใช้ ความรู้อีกทีหนึ่ง </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อให้การพัฒนาวิถีชีวิตอยู่กับ ความรู้ที่ตนกำลังจัดการ ที่ยังไม่น่าจะเรียกว่าเป็นการ จัดการความรู้ ที่แท้จริง อาจเป็นเพียง การรวบรวมความรู้ นั้น เชื่อมโยงกับ การจัดการความรู้ อย่างมี และเป็นชีวิตจริงๆ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อันนี้ เป็นภาพฝันเล็กๆลึกๆของผมครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น ฐาน การจัดการความรู้ น่าจะคืออะไรครับ </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ฐาน การจัดการความรู้ คือชุมชนแห่งการปฏิบัติ </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ควรจะต้องดูว่า เขาปฏิบัติอย่างไร ที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งในกระบวนการความรู้ และตัวอย่างใดที่ขยายผลได้หรือขยายผลไม่ได้ และต่อยอดจากนั้นก็คือ การนำองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้ฐานแข็งแรงขึ้น ก่อนที่จะคิดถึงการต่อยอด และไม่ควรคิดถึงการเด็ดยอดไปใช้โดยไม่ได้ดูฐาน หรือ ไม่ช่วยพัฒนาทำให้ฐานเข้มแข็ง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะถ้าทำเช่นนั้น จะอ่อนแอกันไปทั้งระบบ เพราะเมื่อฐานปราศจากยอด หรือยอดปราศจากฐาน ก็ใช้ไม่ได้ทั้งคู่ครับ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่คือ ภาพฝัน KM ของผม ที่อยากจะเห็นว่า การพัฒนาสำนักงานการจัดการความรู้แห่งชาติ มีระบบการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสม จนสามารถเป็นที่พึ่งพาของระบบสังคมไทยในทุกด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่เป็นความฝันของผมครับ เป็นจริงไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ครับ..</p>  ขอบคุณมากครับ..