หลายคราที่ดิฉั๊นพยายามเจรจากับเจ้านายว่า...ขอสลับคนหนุ่มสาวมาปฏิบัติงานด้านการพัฒนาบุคลากร...เราต้องการผู้ปฎิบัติงานที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว....เพื่อความคล่องตัวในการจัดดำเนินการและเพื่อความสดใสสบายตาของผู้พบเห็น(ที่หน้าเวที)...แต่เป็นจริงประการหนึ่งคือในที่ทำงานของดิฉั๊นหาคนชอบหรือประสงค์จะมาทำงานพัฒนาบุคลากรได้ยาก....เป็นงานที่มีภารกิจไม่ปกติ...ไม่เป็นเวลา...ต้องพร้อมที่จะไปจัดอบรม ประชุมสัมมนานอกสถานที่ได้ตลอดเวลา...อีกทั้งต้องคุยเป็น....รับแขกได้...รับรองวิทยากรเป็น...ยกของได้..ยกนั่น.เจรจาต่อรองได้เราต้องพบเจอผู้คนพบแขกในนามมหาวิทยาลัย พบบุคลากรของเราอำนวยความสะดวกให้ผู้มาอยู่ในกระบวนการของเราสะดวกสบายมีสมาธิมีจิตใจที่จะอยู่ในชั้นเรียนอย่างเต็มที่ 
             ดิฉั๊นเจรจาไม่เคยสำเร็จสักครั้งเดียว...เพราะเจ้านายจะตอบว่าก็มีอยู่กันแค่นี้...งานด้านนี้ต้องใช้ทักษะเฉพาะทาง...ถ้าไม่ได้เริ่มต้นทำจะไม่ถนัด...คนไม่ออกคนก็ทำไม่ได้....ผมเข้าใจว่ายิ่งอายุมากคนก็อยากทำงานสบาย.....คุณต้องมองให้เห็นว่าข้อดีของการมีคนมีประสบการณ์ในการทำงานสูง...จะใช้เวลาน้อยในการทำงาน...มีเวลาทำสิ่งอื่นได้เพิ่มขึ้น.....ดิฉั๊นว่า..บางทีมันก็เป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ.......ระหว่างผู้มีอำนวจในการตัดสินใจกับผู้ปฏิบัติงานหน้างาน...แจ้งความประสงค์ต้องการความคล่องตัวกลับฟังว่าเราทำงานไม่ทัน....(เอ๊ะ!...หรือว่าดิฉั๊นพูดไม่รู้เรื่อง.....) เรื่องนี้ทำให้ดิฉั๊นย้อนคิดถึง...เมื่อดิฉั๊นมาทำงานใหม่ๆ...ในงานพัฒนาบุคลากรนี้ดิฉั๊นเพียรฝึกฝนจนตัวเองเหมาะกับงาน....จนลงตัว....มีคนมาชื่นชมเรื่อยๆว่า...ดิฉั๊นมีบุคลิคหมาะสมที่จะทำงานลักษณะนี้....แต่ดิฉั๊นกลับนึกแย้งจนวันนี้ว่า "...ไม่ว่างานอะไรเราต่างหากที่พยายามทำตัวให้เหมาะกับงานมากกว่างานเหมาะสมกับเรา"