ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ หลายๆคนคงนึกถึง อย่างน้อยก็ ส่ง สคส. โดยวิธีต่างๆ  หรือ หาของขวัญให้คนที่เรารัก เคารพ นับถือ หรือ เกรงใจ ก็แล้วแต่

ผมก็ได้รับจากลูกศิษย์และคนคุ้นเคยบ้างเป็นธรรมดามาทุกปี

รูปภาพใหม่.png รูปภาพใหม่.png รูปภาพใหม่.png

   

ทั้งที่เป็นเสียงโทรศัพท์ ฝากข้อความ การ์ด ของขวัญ และคำอวยพรต่างๆ

 

แต่โดยนิสัยของตัวผมเอง ผมจะไม่ค่อยดำเนินกิจกรรมเชิงรุกในด้านนี้ เป็นฝ่ายรับเสียมากกว่า

 

ผมเลยมานั่งคิดว่า

  • ผมเอาเปรียบคนอื่นหรือเปล่า
  • ผมเป็นคนไม่มีน้ำใจกระนั้นหรือ
  • หรือผมไม่รู้จักบุญคุณคน จึงไม่ตอบแทน และไม่นำของไป คารวะ หัวหน้า หรือ ผู้ใหญ่ หรือเปล่า  

ผมก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนะ ถูกต้องเหมาะสมกับสังคมไทย  

ผมเลยมานั่งย้อนคิดว่า ของขวัญ คือ อะไร 

ของ = วัตถุ วัสดุ

 ขวัญ= จิตใจ กำลังใจ จิตวิญญาณ 

 

แล้ว ของขวัญ ก็น่าจะแปลว่า วัตถุที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดีทางจิตใจ กำลังใจ

 ผมก็มานั่งทบทวนต่อว่า แล้ว ของ ที่จะทำให้เกิด ขวัญ น่าจะเป็นอะไร  

ทำให้ผมต้อง ย้อนกลับไปคิดถึง วันที่ผมไปช่วยพี่ชายขนของ เมือกลางเดือนธันวาคมที่ผ่าน ซึ่งมี ของ ที่ขนจำนวนหนึ่ง เป็น ของขวัญ ที่ยังไม่ได้แกะกล่อง

  • สมัยแต่งงานเมื่อเกือบ ๔๐ ปีที่แล้ว
  • สมัยดำรงตำแหน่ง หัวหน้า ในระบบราชการ
  • ทั้งวาระวันเกิด และวันสำคัญต่างๆ
  • และ ของขวัญจากคนเคารพนับถือ โดยทั่วไป
 

เรียกว่า เต็มบ้าน และ ไม่ได้ใช้ สักเท่าไหร่

แสดงว่า พี่ชายและพี่สะใภ้ของผมต้องเป็นคนที่มี ขวัญ มากอย่างแน่นอน กระนั้นหรือ  

หรือไม่ใช่??????  

และผมเชื่อว่า ผู้ใหญ่ ทั้งหลายก็คงอยู่ในภาวะใกล้เคียงกัน ใครได้ ใครเสียครับ งานนี้ คนที่ได้มากที่สุดก็เป็น ผู้ผลิตสินค้า และระบบธุรกิจบริการต่างๆ   

ผมขอย้อนกลับมาถามอีกว่า อะไรทำให้เรา ผู้ให้ และ ผู้รับ พอใจ และมีความสุขมากที่สุด ตามชื่อและความหมายของคำว่า ของขวัญ  

ผมคิดเอาเองว่า ทุกคนต้องการกำลังใจ และความเข้าใจ มากกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด

และ ของ เหล่านั้นก็เป็นเพียง สัญลักษณ์ แห่ง จิตใจ และ กำลังใจจะจริงหรือไม่จริงแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงสัญลักษณ์แลกเปลี่ยนซ่อนเร้น ใดๆก็แล้วแต่  แต่ที่จริงๆ แน่ๆ ที่น่าจะเป็น ก็คือ ต้องการสร้างความรู้สึกที่มีต่อกันว่า

เราเข้าใจกันดีแค่ไหน

 

สื่อที่เราใช้ชัดเจน และลึกซึ้งแค่ไหน

เมื่อวานนี้ ( ๒ มกราคม ๕๐) ผมส่งสัญญาณ เข้ามาในบล็อก ว่าผมมีกำลังใจ หรือ ขวัญ ในการทำงาน เพราะผมได้รับ ของขวัญ จากพันธมิตร blog ทุกท่าน ที่ผมถือว่า เป็น ของขวัญ ที่ดีที่สุดในชีวิต

ที่ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะ ยืนหยัดสู้ไป ใฝ่ประจัน ตามตอนหนึ่งของเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุดที่ผมอัญเชิญมาประจำชีวิตผม ตั้งแต่จำความได้ ถึงวันนี้ และจะขอให้เปิด ในวันที่เผาศพของผม (ถ้าเป็นไปได้) อีกด้วย

  ฉะนั้น ผมจึงถือว่า ของขวัญ ที่ดีที่สุดคือ กำลังใจ และความ เข้าใจ ที่เรามี แลก และให้กันและกัน 

 

เป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด คุณค่าไม่เคยเสื่อม แต่กลับพอกพูน เพิ่มพูน ตามกาลเวลา และสามารถส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่ง ไปอีกรุ่นหนึ่งได้อีกต่างหาก

 สิ่งของอื่นๆ นั้นอาจเป็นแค่สัญลักษณ์ สื่อสารกันเท่านั้น

แต่เนื้อแท้น่าจะเป็น กำลังใจ และ ความเข้าใจ มากกว่า  

ทำไมเราไม่ส่งให้กันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านวัตถุ ของ ที่เป็นสัญลักษณ์  

เรา (ผู้ให้) อาจไม่มีเวลา อาจไม่รู้ อาจทำไม่เป็น อาจไม่เข้าใจ หรือไม่กล้าเสี่ยงทำ  

หรือ ผู้รับ ก็ไม่ทราบว่าตนต้องการอะไร หรือไม่เข้าใจตัวเอง หรือยังมีวิญญาณเสพติดบริโภคนิยมอยู่ในใจ  

ทำให้เราต่างทำตามกระแสบริโภคนิยม ประเพณีนิยม ทุนนิยม การค้านิยม ฯลฯ ที่อาจเป็นเหยื่อของธุรกิจการค้า ทำให้สิ้นเปลืองได้โดยง่าย  

เรากลับมาพิจารณาได้ไหมว่า เราจะส่ง กำลังใจ และ ความเข้าใจ ให้กันได้อย่างไร ที่จะไม่เป็นทาส วัตถุนิยม ใช้วัตถุสื่อสารกัน

แต่หลุดพ้นออกมาเป็น จิตนิยม ที่มีความลึกซึ้งมากกว่าเดิม ทำให้เราสามารถส่ง ความสุข ให้กันและกันได้อย่างแท้จริง

  • ลดข้อจำกัดในเชิง ทุน ลง
  • มีความหมายที่เป็นประโยชน์มาก และ
  • ยั่งยืนมากกว่าเดิม

  ผมว่า เราน่าจะใช้แกนของ ความเข้าใจ นี่แหละ ส่งเป็น สคส. น่าจะดีที่สุดครับ

จะสื่อโดยวิธีไหนก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกครับ   

แล้วเราก็จะมี ความสุขถ้วนหน้า กันมากขึ้น ไม่เลือกชั้นวรรณะ ครับ

ท่านเห็นว่าอย่างไรครับกับข้อแก้ตัว เชิง จิตนิยม ของผม   

เชิญแสดงความเห็น ถึงข้อดีข้อด้อย ได้เลยครับ  

รูปภาพใหม่.png รูปภาพใหม่.png รูปภาพใหม่.png

ขอบคุณล่วงหน้าครับ