กว่าจะได้ชื่อเรื่องเลือกกันอยู่นานครับ เพราะไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลว ผิดหวัง หรือคำอื่น ๆ ที่สื่ออย่างนี้ เอาตามความโดยสรุปคือไม่ประสบความสำเร็จครับ ความเป็นมาคือ เมื่อผมต้องไปประเมินผล โครงการพัฒนาหมอนวดแผนไทยตามหลักเวชศาสตร์ฟื้นฟูฯ ที่ชุมชนเกาะเรียน ในวันที่ 10 พ.ย.2548 (วัดสุดท้ายของการอบรมฯ) เวลาประมาณ 15.30 น. ซึ่งเป็นการประเมินเฉพาะส่วนของหลักสูตรการอบรมฯ (อีกส่วนคือประสิทธิผลของการนวดเพื่อฟื้นฟูฯ คนพิการ) กว่าจะได้เริ่มก็ประมาณ 16.15 น. ก็เปิดประเด็นให้เขาเล่าให้ฟัง ผมก็ฟังเรื่อย ๆ เติมเต็มไปบ้าง พบว่า 3 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีการประเมินรายวันครับ เลยยกมาวันนี้ทีเดียว รวมกับพี่คนที่จะให้สรุปในภาพรวม ก็กลายเป็น 4 คน ในขณะที่ได้คนที่ 2 ก็เกิดเป็นประเด็นที่ทำให้การดำเนินการทั้งหมดไปไม่ถึงฝั่ง คือไม่ครบทั้ง 4 คน อีกทั้งเวลาก็ได้ล่วงเลยไปถึง 17.30 น.แล้ว เวทีการถอดบทเรียน และการประเมินผลโครงการจึงพับไป วิเคราะห์ (โดยผม) แล้วน่าจะมีหลายสาเหตุครับ เช่น

          1. ผมมีวัตถุประสงค์เพื่อไปประเมินผลโครงการ ไม่ใช่ถอดบทเรียนหลังการอบรมเช่นวันก่อน เวที่อาจจะไม่ได้รับการชี้แจงฯ เรื่องนี้ หรือผมเคยบอกไว้แล้ว แต่ลืมกันไป ซึ่งผมก็ลืมที่จะเน้นย้ำเรื่องนี้

          2. ผมอาจจะล้าไป เพราะเพิ่งเสร็จจากการเป็นวิทยากร "เอื้ออาทรคนพิการเข้าถึงสิทธิฯ" ที่อ.ป่าบอน มาทั้งวันแล้ว และการมาประเมินที่เกาะเรียนฯ วันนี้ตั้งใจจะเลื่อนไปก่อน มาตัดสินใจเอาตอนที่พี่หรอยโทรมาแจ้งฯ ขณะนั้นเวลา 15.00 น. เพราะเห็นว่าอยู่ไม่ไกลกันนัก ทำให้เรียบร้อยเสียที่เดียวดีกว่า

         3. ขณะที่ฟังการถอดบทเรียนจากหมอนวดแผนไทยฯ ที่เข้ารับการอบรม พบว่าบางคนยังไม่มั่นใจ (เขาพูดเอง) ผมจึงเสนอให้มีการทบทวนว่าใครมั่นใจ ใครไม่มั่นใจบ้าง เพราะจะต้องออกไปนวดเพื่อฟื้นฟูฯ คนพิการ ไม่ใช่นวดเพื่อสุขภาพ ฉะนั้นความรับผิดชอบต้องสูงกว่า และคำว่า "หมอ..." ของชาวบ้าน คือผู้ทำการรักษา/ดูแล... ฉะนั้นต้องมั่นใจจริง ๆ หากยังไม่มั่นใจก็ให้ไปฝึกเพิ่มกับอาจารย์ต่อ

         4. ในขณะที่ฟังการถอดบทเรียนจากหมอนวดแผนไทยฯ ที่เข้ารับการอบรม ก็พบว่ามีการละเมิดจรรยาบรรณ กล่าวคือไม่ขออนุญาต แจ้งข้อเท็จจริงแก่คนพิการที่มาเป็นครูให้ฝึกวินิจฉัยและฝึกนวด โดยการบอกคนพิการว่า "ชวนมาเที่ยว" แต่พอมาถึงก็บอก "ให้เป็นครูแก่หมอนวด" ในการลองฝึกวินิจฉัยและฝึกนวด 

         5. ตามระบบปกติหากมาอบรมครบ ก็ถือว่าผ่านการอบรมแล้ว แต่ในหลักสูตรนี้ หมอนวดที่มีพื้นฐาน (372 ชม.) มีพื้นฐานน้อย (60 ชม.) และไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลย (อันนี้ผมทราบทีหลังจากที่เขามาอบรมแล้ว) ซึ่งไม่อยู่ในประเด็นข้อตกลง เสริมกับข้อที่ 3. ผมจึงพิจารณาในเบื้องต้นว่าไม่น่าจะให้ผ่านหลักสูตรทุกคน แต่เมื่อสอบถามไปยังวิทยากร (แพทย์แผนไทย) ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเอาอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ เพื่อการวางแผนให้คนที่ไม่ผ่านได้เข้าฝึกเพิ่มที่โรงพยาบาล

         6. เมื่อมีค่าตอบแทนการนวดเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดความลำเอียงในการประเมินตนเองของหมอนวดแผนไทยฯ บางคนที่เข้ารับการอบรม เพราะต้องการที่จะได้ทำงานในทันที

         7. ทีมประเมินฯ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ต้น (ไม่ได้เข้าไปร่วมถอดบทเรียนในแต่ละวัน)

         8. หมอนวดแผนไทยฯ ผ่านการอบรมฯ มาเครียดทั้ง 10 วัน เมื่อเราไปบวกความเครียดเรื่องผ่าน/ไม่ผ่าน ในทันที จึงเกิดภาวะ shock ไม่ควรทำอีกคราวต่อไป

         9. การสื่อสารระหว่างผมกับทีมการจัดอบรม ไม่ต่อเนื่อง และไม่สม่ำเสมอ อันนี้เป็นเพราะผมเดินทางไปเป็นวิทยากรเกือบทุกวัน ตลอดเวลาที่มีการจัดอบรม ซึ่งผมจะปิดโทรศัพท์ ทำให้เรื่องบางเรื่องที่ด่วน ๆ ผ่านไป และลืมบอกกัน ผมเลยตามเรื่องได้ไม่ต่อเนื่อง

        10. การประเมินผลวันนั้นมีวิทยากรร่วมด้วย ซึ่งประเด็นนี้ผมมองว่าดี แต่ดูเหมือนวิทยากรเองจะบอกว่า ทำให้หมอนวดแผนไทยฯ ที่เข้ารับการอบรม เกร็งไป อันนี้ยังไม่มีคำตอบชัดนัก

     โดยสรุปประเด็นที่นำเสนอไว้ ก็จะมีวิธีแก้ วิธีป้องกัน ซึ่งน่าจะได้ ลปรร.กับพี่หรอย หมอนวดแผนไทยฯ ที่เข้ารับการอบรม วิทยากรฯ และทีมงานฯ ทุกคนด้วย ตกหล่นตรงไหนบ้าง และจะปรับเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกในส่วนที่ไม่ดี ได้อย่างไรบ้าง ก็ขอเชิญร่วม ลปรร.ได้เลยนะครับ