จะว่าไปแล้ว เรื่องราวที่สะท้อนผ่านภาพวาด ชวนคิดตามอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะประเด็นหัวข้อ “สถานที่สำคัญในหมู่บ้าน” นั้น เรียกได้ว่าไม่พบสถานที่อันเป็นสาธารณะในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้  กล่าวคือ ภาพทั้งหมดสื่อสารอยู่ในบริบทครัวเรือนของพวกเขาเอง  ยกตัวอย่างเช่น  สวนหลังบ้าน สระน้ำข้างบ้าน  พื้นที่การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ในครัวเรือน  ท้องไร่ท้องนาของตนเอง

ผมเป็นคนเชื่อในอานุภาพของงานศิลปะเป็นอย่างมาก เป็นการเชื่อว่างานศิลปะทุกแขนงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนเราได้  เพราะงานศิลปะคือสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากจิตใจอันละเอียดอ่อนของมนุษย์ หากไม่มีจิตใจอันละเอียดอ่อนก็คงยากที่จะเสกสร้างงานศิลปะออกมาได้

ด้วยเหตุนี้ในกิจกรรม “บ้านหลังเรียน”  ณ สวนลุงวิทย์  (บ้านหนองบัว ตำบลดอนกอก อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์)  ผมจึงไม่ลังเลที่จะตัดสินใจใช้การ “วาดภาพ” เข้ามาเป็นเครื่องมือในการ “สำรวจต้นทุนชีวิต” ของเด็กและเยาวชน



 

คำว่า “ต้นทุนชีวิต”  ในที่นี้  ผมจำกัดความเองว่า  สำรวจมุมมองความคิด  ความรู้ของเด็กและเยาวชนที่มีต่อชีวิตของตนเอง หรือแม้แต่ที่มีต่อหมู่บ้านของตนเอง  ซึ่งบางทีก็มีบ้างที่ซ่อนลึกถึงประเด็น “สังคมไทย-สังคมโลก”


ครั้งนี้ ผมให้เด็กและเยาวชนวาดภาพในหัวข้อ “สถานที่สำคัญในหมู่บ้าน”  และ “ความฝันของฉัน-ครอบครัวของฉัน-ความรู้สึกดีๆของฉัน” 

 

 

 

หัวข้อแรก (สถานที่สำคัญในหมู่บ้าน)  เป็นหัวข้อสำหรับกลุ่มเด็กมัธยมศึกษา  เพราะผมเชื่อว่าพวกเขาโตแล้ว น่าจะสะท้อนเรื่องราวได้เป็นรูปธรรม  เพื่อให้สามารถมองทะลุได้ว่าพวกเขารัก ผูกพัน หรือรู้สึกอย่างไรกับสถานที่ต่างๆ ในหมู่บ้านของพวกเขา –

ส่วนอีกหัวข้อ (ความฝันของฉันฯ)  ผมเจาะจงให้เด็กในระดับชั้นประถมศึกษาได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมา โดยเฝ้าฝันว่าจะได้มองเห็นถึงความฝันใฝ่ของพวกเขา  

หรือแม้แต่การอยากให้ภาพวาดเหล่านั้นเป็นเสมือนหมุดหมายเล็กๆ ที่เขาควรต้องขีดเขียนไว้บ้าง  ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามห้วงวัยของเขาเอง

เช่นเดียวกับการตั้งใจที่จะให้พวกเขานำภาพเหล่านี้กลับไปสื่อสารให้คนในครอบครัวได้รับรู้ร่วมกัน  – เสมือนการแบ่งปันเรื่องราวชีวิตต่อกันและกันนั่นเอง

 


 

 

สารภาพตรงนี้ว่า  กระบวนการเหล่านี้ ผมไม่ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ในเชิงลึกเท่าใดนัก และไม่ได้เน้นย้ำให้ได้ผลลัพธ์อันแสนวิเศษ เพราะเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของกิจกรรม ผมอยากให้เด็กๆ ในเวทีนี้มีความสุขกับการเรียนรู้ในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” ให้มากที่สุด ยังไม่อยากให้แบกความรู้-วิชาการใดๆ ให้มากนัก 

หรือกระทั่งการไม่ได้เอ่ยปากบอกกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า  กระบวนการเหล่านี้ คือการฝึกทบทวนชีวิตผ่านงานศิลปะ  และฝึกสมาธิผ่านงานศิลปะ

 

 

ผมให้เวลากับกระบวนการนี้ในราว 20-30 นาที ขณะที่เด็กและเยาวชนกำลังละเมียดละไมกับการวาดภาพ  ผมก็เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของแต่ละคนไปพร้อมๆ กัน  พบว่าเกือบทั้งหมดใส่ใจ-ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการวาดภาพเป็นอย่างมาก  

หลายต่อหลายคนดูตั้งอกตั้งใจเป็นพิเศษ  นานๆ ทีค่อยเงยหน้าขึ้นมาพูดคุย-หยิกหยอกเพื่อนข้างๆ 

เป็นที่น่าสังเกตว่า  กลุ่มมัธยมดูจะจริงจังกับการวาดภาพมากเป็นพิเศษ  ภาพวาดดูเป็นระบบระเบียบค่อนข้างมาก มีกระทั้งการหยิบยืมไม้บรรทัดไปเป็นอุปกรณ์ในการวาดภาพ  

ส่วนเด็กชั้นประถมนั้น ดูจะออกแนว “สบายๆ”  แต่ละคนไม่มีพิธีรีตองอันใดมาก  สนุกกับการละเลงสีไปเรื่อยๆ  เรียกได้ว่า “ไม่บอกให้หยุด ก็ไม่หยุดเ”  แถมมีขอ “ต่อเวลา เพิ่มเวลา”  ด้วยอีกต่างหาก

 

 

ภายหลังการวาดภาพเสร็จสิ้นลง  ผมให้ทุกคนกลับมานั่งล้อมวงสบตากัน  โดยนำภาพวาดของตนเองมาด้วย 

ถัดจากนั้นให้ทีมวิทยากรคนอื่นๆ ได้เชิญพวกเขาแต่ละคนลุกมาบอกเล่าเรื่องราวในภาพให้เพื่อนๆ ได้ร่วมรับรู้  เพื่อฝึกหลักการของการแบ่งปันเรื่องราวต่อกัน  ฝึกความกล้าในการแสดงออก  ฝึกทักษะในการนำเสนอเรื่องราวในแบบที่ตนเองถนัด หรือแม้แต่ฝึกการเปิดใจรับรู้และให้ความเคารพต่อเรื่องราวของกันและกัน

ฝึกกระทั่งการปรบมือให้กำลังใจต่อกันทั้งก่อนและหลังการนำเสนอเรื่องราว –

 

 

บรรยากาศภาพรวมของการนำเสนอของแต่ละคนเป็นไปอย่างเรียบง่าย  สั้นและกระชับ  มีบ้างที่ออกอาการเขินๆ อายๆ

บางคนนำเสนอผสมผสานกันทั้งภาษาไทยและภาษาถิ่น สร้างสีสันให้หลายต่อหลายคนหัวเราะกันยกใหญ่  - เป็นเสียงหัวเราะที่ผมสัมผัสได้ว่า “ชื่นชม-เอ็นดู มากกว่าการเย้ยหยัน หมิ่นแคลน”

จะว่าไปแล้ว เรื่องราวที่สะท้อนผ่านภาพวาด ชวนคิดตามอยู่มิใช่น้อย  โดยเฉพาะประเด็นหัวข้อ “สถานที่สำคัญในหมู่บ้าน” นั้น เรียกได้ว่าไม่พบสถานที่อันเป็นสาธารณะในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้  กล่าวคือ ภาพทั้งหมดสื่อสารอยู่ในบริบทครัวเรือนของพวกเขาเอง  ยกตัวอย่างเช่น  สวนหลังบ้าน สระน้ำข้างบ้าน  พื้นที่การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ในครัวเรือน  ท้องไร่ท้องนาของตนเอง –

 

 

เอาจริงๆ เลยนะ ผมแปลกใจกับข้อมูลที่เด็กๆ สะท้อนผ่านภาพวาดอยู่ไม่ใช่ย่อย  เพราะไม่พบเรื่องราวข้อมูลที่เป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้  - 

  • ไม่พบหนองน้ำประจำหมู่บ้าน 
  • ไม่พบลานกีฬาอเนกประสงค์  
  • ไม่พบวัด 
  • ไม่พบโรงเรียน  
  • ไม่พบศาลาประชาคม 
  • ฯลฯ

ผมอดที่จะตั้งข้อสังเกตเงียบๆ  เกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ไม่ได้จริงๆ   เป็นการตั้งข้อสังเกตเงียบๆ  คนเดียว  เต็มทีก็สื่อสารกับทีมกระบวนกรเท่านั้นเอง

 

 

เหตุที่ตั้งข้อสังเกตเงียบๆ ก็เพราะปักหมุดชัดเจนแล้วว่า นี่เป็นระยะแรกเริ่มที่เน้นความผ่อนคลาย จึงไม่รีบร้อนที่จะชวนคิดชวนวิเคราะห์เชิงลึก และไม่ใช่เวลาที่จะนำข้อมูลจากภาพวาดเหล่านั้นมาล้อมวง “โสเหล่-แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ร่วมกัน  

ไม่รู้สิ – ถ้าเป็นกลุ่มเด็กโตๆ หรือถ้ากิจกรรมนี้ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานแล้ว บางทีผมอาจหยิบประเด็นเหล่านี้มาให้เด็กและเยาวชนวิเคราะห์ร่วมกัน

หรือแม้แต่เรียนเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมาร่วมรับฟังมุมมองความคิดของลูกๆ หลานๆ ร่วมกัน บางทีมันอาจมีประเด็นที่ชวนคิดชวนสร้างสรรค์ร่วมกันก็เป็นได้

เช่นเดียวกับการยังไม่ด่วนสรุปว่าเด็กและเยาวชนได้เรียนรู้อะไรจากกิจกรรมเหล่านี้บ้าง  

  • เริ่มค้นพบต้นทุนชีวิตตัวเองบ้างแล้วหรือยัง  
  • เริ่มเห็นความสำคัญของงานศิลปะที่มีต่อการพัฒนาตนเองและสังคมแล้วหรือไม่ –

ใช่ครับ – ผมยังไม่รีบ ทุกอย่างยังต้องค่อยเป็นค่อยไป

 



31 พฤษภาคม 2565
มหาสารคาม