ช่วงสัปดาห์กว่าที่ผ่านมา ตนเองพบกับวิกฤตการบริหารที่หนักหน่วง  ที่ว่าหนักหน่วงเพราะเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบต่อนโยบายการบริหารงาน ประมาณว่า ถ้าผู้บริหารไม่สามารถดำเนินงานตามนโยบายและเป้าหมายที่วางไว้ได้  ก็ต้อง say บ๊ายๆ  เพราะตนเองไม่สามารถที่จะนั่งเซ็นต์หนังสือไปวันๆ ได้   ที่หนักหน่วงอีกอย่างเพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับความรู้สึก  ดังที่ได้เขียนในบันทึกคนอกหักเมื่อวันก่อน

เมื่อหนทางนี้ อาสาเอง ไม่มีใครบังคับ ก็ต้องทำให้ดีที่สุด อย่างที่คุณเมตตาว่าไว้ เป้าหมายในชีวิตเป็นเข็มทิศการดำรงตน  ดังนั้น สิ่งที่เลือกที่จะทำ คือการเดินหน้าเพื่อไปสู่เป้าหมายที่มุ่งหวัง 

และเรื่องก็ลงเอยด้วย happy ending เป็นของขวัญปีใหม่สำหรับตนเอง

พวกเราผ่านวิกฤตกันมาด้วยการ "คุย"  คุยกันหลายครั้ง  คุยพร้อมๆ กันหลายคน

คุยครั้งแรก    (ไม่รู้จะเรียกว่าคุยได้หรือไม่  เพราะตนเองได้ยินแต่เสียงเรียกร้อง และคำถาม)  เริ่มการคุยโดยตนเองขออนุญาตชี้แจงก่อน ด้วยข้อมูลที่คาดว่าเขาอยากรู้และคาใจอยู่  จากนั้นจึงเปิดให้ถาม   แต่ไม่เป็นผลค่ะ  เราได้ชี้แจง แต่เขาไม่รับรู้ เพราะเขามาด้วยข้อเสนอเช่นกัน เขาปิดหู ไม่ฟัง    เราพูด เขาก็ไม่ได้ยิน  เป็นประสบการณ์ตรงที่พบเจอว่า พูดแล้วคนไม่ฟัง และ การฟังที่ไม่ได้ยินนั้น เป็นอย่างไร   โชคดีที่การพูดคุยก็ต้องจบลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา  และตกลงให้นำข้อมูลกลับไปพิจารณาอีกครั้ง และกลับมาประชุมครั้งหน้าพร้อมด้วยข้อเสนอที่ต้องการ

คุยครั้งที่สอง  เริ่มการพูดคุย โดยตกลงประเด็นที่จะพูดคุยให้ชัดเจน   ครั้งนี้ตั้งใจว่าจะมารับฟังเขาอย่างเดียว  จะเป็นแค่ผู้นำสาร (ไปให้กรรมการภาค) เท่านั้น ไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง ไม่ร้องขอ หรือ ต่อรองใดๆ   จึงเริ่มให้เขาบอกข้อเสนอที่ไปคุยกันมาพร้อมด้วยเหตุผลประกอบข้อเสนอ   ขอให้พูดทีละคน  ปรากฏว่าข้อเสนอของตัวแทน ออกมาเหมือนกันหมด   เป็นข้อเสนอที่อาจทำให้การบริหารตามนโยบายลำบากค่ะ 

แต่เพราะกรรมดีที่เราทำมาบ้างหรือเปล่าไม่ทราบ  มีสมาชิกในที่ประชุม 2-3 ท่าน ขอให้ทบทวนข้อเสนอดังกล่าว ว่าจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายจริงหรือ  จึงนำไปสู่การพิจารณาข้อมูลในรายละเอียดอีกครั้งว่า ข้อเสนอดังกล่าวนั้น จะก่อให้เกิดผลดี ผลเสียอย่างไร  เมื่อมองผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นที่ตั้ง ไม่มองเพียงมุมของตนเอง หน่วยตนเอง มองกว้างขึ้น  ตอนนี้จึงได้มีการแจกแจงให้เข้าใจกันอีกครั้ง นอกจากข้อมูลแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การบอกความในใจจากหัวใจ  ด้วยความรัก ที่มีต่อทุกคนและองค์กร ไม่ใช่ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียว   ซึ่งเราอาจไม่ได้บอกใครในวงกว้าง (อาจเพราะเป็นคนไม่โอ้อวด คิดอะไร ก็คิดอยู่ในใจ และเมื่อเห็นดีก็ทำ)   เมื่อทุกคนตั้งสติได้  เขาก็เย็นลง  ประเมินว่า เขาได้ยินสิ่งที่เราบอกบ้างแล้ว  แต่ก็ต้องให้เวลาค่ะ ให้เขากลับไปทบทวนข้อเสนออีกครั้ง
 
คุยครั้งที่สาม   เราเริ่มการพูดคุยด้วยการกำหนดประเด็นอย่างชัดเจนเหมือนเดิม  ประเด็นแรกคือ การบอกข้อเสนอที่กลับไปทบทวนกันมา  ประเด็นที่สอง คือ วีธีในการบริหารจัดการดูแลข้อเสนอในประเด็นแรก ซึ่งเป็นเรื่องของความรับผิดชอบที่มีผลเชิงกฎระเบียบกฎหมาย   การพูดคุยครั้งนี้ ทุกคนเย็นลงมากแล้ว พูดด้วยเหตุผล ประเด็นแรกผ่านไปด้วยดี   เสียงส่วนใหญ่ออกมามีการเปลี่ยนแปลงจากครั้งที่สอง   ไปในแนวทาง win-win ทุกคนได้ประโยชน์   ประเด็นที่สองเราก็คุยกันได้อย่างสบาย สนุกสนาน  มีการเสนอวิธีต่างๆ พร้อมเหตุผลประกอบทางเลือก แล้วเราก็โหวตกัน  เราจบการพูดคุยด้วยความเข้าใจ ทุกคนร่วมกันปรบมือให้กัน และออกจากห้องประชุมด้วยรอยยิ้ม

ในทุกวิกฤติกก็มีโอกาสเสมอ เป็นสิ่งที่ตนเองใช้และพบเจอตลอดเวลาของการบริหารงาน พร้อมๆ กับการเรียนรู้ในหลายๆ เรื่อง ในทุกเหตุการณ์