ประเด็นหัวข้อที่นำมาสู่บทเรียนวงจรของความโง่นี้ ผมได้สำนึกและซึ้งมาจาก เมื่อครั้งไปประชุมมหกรรมการจัดการความรู้ที่ศูนย์ไบเทคบางนา เมื่อต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา  

ที่เป็นการประชุมของผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และผู้ที่เก่งกาจทุกระดับ ด้านการจัดการความรู้ในทุกระบบ ทุกสาขา เข้าไปร่วมประชุมกันอย่างมากมาย 

แต่คนที่ว่ามีความรู้มากมายนั้น ผมก็รู้จักเป็นบางส่วนเท่านั้น   

ในลักษณะการประชุมแบบ บุปเฟ่ต์ นั้น เราต้องเลือกเข้าห้องที่เราชอบเอง   

แต่ เมื่อมีประกาศชื่อ และข้อมูลว่า คนใดเป็นผู้พูด หรือนำเสนองานใดก็ตาม ผมก็ได้ยินและสนใจเฉพาะคนที่ผมรู้จัก คุ้นเคย เท่านั้น  

สำหรับคนที่ผมไม่เคยรู้จัก ผมฟังแล้วก็เสมือนหนึ่งไม่ได้ยิน แล้วก็ผ่านไป ไม่รู้สึกอะไร ไม่สนใจ ไม่คิดแม้แต่จะเข้าไปฟัง  

ทำให้ผมพลาดรายการนำเสนอดีๆ หลายรายการ อย่างไม่น่าให้อภัย  

ผมมาคิดทบทวนแล้ว เปรียบเสมือนหนึ่ง   

มีคนพูดให้เราฟัง แต่เราไม่ได้ฟัง ก็เลยไม่ได้ยิน   

ต่อให้มี Deep listening อย่างไรก็ไม่มีความหมาย

เพราะยังไงเราสนใจเรื่องที่เรารู้ มากกว่าเรื่องที่เราไม่รู้อยู่ดี

นี่คือหลักการเรียนรู้ หรือหลักการจัดการความรู้ เพื่อแก้ปัญหาความโง่ ธรรมด้า ธรรมดานี่เอง  

ผมมาทบทวนดูรายการประชุมอีกครั้ง แล้วซึ้ง และยอมรับเลยครับว่า เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ในเรื่องของระบบการจัดการความรู้ และการเรียนรู้   

เพราะเรามีแนวโน้มที่จะฟังเฉพาะเรื่องที่เรารู้

เรื่องที่เราไม่รู้ เราก็ไม่ไปฟัง พอไม่ค่อยฟัง ก็เลยไม่ได้ยิน พอไม่ได้ยิน ก็เลยยิ่งไม่รู้   เป็นวงจรแห่งความโง่ สมบูรณ์แบบ จริงๆ  

เพราะฉะนั้น

ระบบการเรียนรู้คือ

  • ต้องรู้เปิดใจรับรู้บางส่วนเสียก่อน
  •  แล้วค่อยมาเน้นให้เกิดการตั้งใจฟัง
  • เมื่อตั้งใจฟังแล้วเราจะได้ยิน
  • เมื่อได้ยินแล้วเราถึงจะได้รู้  
  • เมื่อเริ่มรู้เราก็จะสนใจฟัง
  • และ เป็นวงจรของการรู้ ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆ

วงจรของ ๓ ประเด็นนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ถ้าวงจรตัวหนึ่งตัวใดขาดไป วงจรแห่งการรับรู้ และเรียนรู้ ก็จะขาดตอนไปครับ   

และน่าจะเป็นที่มาของคำว่า เป่าปี่ใส่หูควาย นะครับ   ที่เรายิ่งเห่า เฮ้ย... ยิ่งเป่า ควาย ยิ่งรำคาญ มากกว่าที่จะชอบ นะครับ  

ผมขอฝากไว้ให้คิดในโอกาสวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นะครับ 

หรือท่านเห็นต่างมุมไปอย่างไร

หรือ มีประสบการณ์ที่คล้ายคลึงอย่างไร ครับ    

ขอบคุณครับ