วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ มีการประชุมคณะกรรมการตัดสินรางวัลโครงการครูดีเด่น “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ที่ผมเป็นประธานมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ โดยก่อนทำหน้าที่ ผมได้รับโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนชายแดนห่างไกล โดยนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปจากเชียงใหม่ ดังบันทึกชุด เยี่ยมศูนย์การเรียนชาวไทยภูเขา อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยให้ได้เข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขา และสภาพการทำงานของครูใน ศศช.
ผมเล่าการประชุมตัดสินรางวัลครั้งแรกของผมที่ (๑) และได้เขียนสารจากประธาน ลงในสูจิบัตร ครูเจ้าฟ้าฯ รุ่น ๑๒ ดังในบันทึก (๒)
การประชุมวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ เริ่ม ๙.๐๐ น. ทาง ซูม จบ ๑๔.๐๐ น. เพราะคณะทำงานเตรียมรายละเอียดของครูแต่ละคนลงรายละเอียดมาก สรุปแล้วคณะกรรมการมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะทำงาน
ในการอภิปราย มีกรรมการท่านหนึ่งบอกว่า ในการพิจารณาตามรางวัลที่ได้รับ ให้ระวังว่า ครูมีแนวโน้มจะทำงานเพื่อรางวัล ไม่ใช่ทำงานเพื่อศิษย์ เพราะครูต้องการเอาหลักฐานการได้รับรางวัล ทั้งของครูและของศิษย์ ไปแสดงเพื่อเลื่อนวิทยะฐานะ เป็นข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาและไม่มีคนเถียง โดยที่ขณะนี้ กคศ. กำลังแก้ไขปัญหานี้
อีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ควรเน้นหลักฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน โดยต้องไม่ดูเฉพาะที่การเรียนวิชา ต้องไปให้ถึงสมรรถนะ ซึ่งข้อมูลยังไม่มี เพราะหลักสูตรฐานสมรรถนะยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและทดลองใช้ ยังไม่แน่ว่าจะมีการประกาศใช้จริงหรือไม่ เพราะได้ข่าวว่าผู้จะสูญเสียผลประโยชน์หาทางวิ่งเต้นอย่างหนัก
เรื่องผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยวัดที่การพัฒนาสมรรถนะนี้ ผมคิดว่า มีมิติที่ลึก และหากวงการศึกษาไทยและสังคมไทยยังมีกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาแบบเดิม เราจะพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ฐานสมรรถนะไม่สำเร็จ กระบวนทัศน์เดิมคือ คิดว่าการเรียนรู้อยู่ที่โรงเรียน พ่อแม่ยกลูกให้โรงเรียนสอน หากพ่อแม่จะเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ก็เพื่อแสดงท่าทีให้ความร่วมมือแก่โรงเรียน รวมทั้งชุมชนและสังคมภาพรวมก็คิดแบบเดียวกัน ไม่คิดว่าจริงๆ แล้วชุมชนและสังคมภาพรวมต้องดำเนินการเพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนด้วย เพราะเด็กเรียนจากชีวิตจริงมากกว่าสถานการณ์จำลองที่โรงเรียน
เรื่องนี้ผมเรียกว่า กระบวนทัศน์หลงพื้นที่ 1/3 ลืมพื้นที่ 2/3 เพื่อการเรียนรู้ ดังที่ผมเขียนไว้ที่ (๓) (๔) และ (๕)
คณะกรรมการนี้ตัดสินให้รางวัลครูในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร หรือเสี่ยงภัย ที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งเมื่อฟังเรื่องราวของแต่ละคนแล้วน้ำตาไหล เพราะคนเหล่านี้ทำงานอย่างเสียสละและรักเด็ก รักชุมชน อย่างแท้จริง
แต่หากหวังว่า ครูเหล่านี้จะยกระดับุณภาพการเรียนรู้ของศิษย์ได้มาก ก็น่าจะเป็นความหวัง ที่นำไปสู่ความผิดหวัง เหตุผลคือ ครูเหล่านี้ทำงานอยู่ในระบบ อยู่ในครอบของระบบ ที่ยังเชื่อใน passive learning และใช้วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ passive เป็นแนวทางหลัก จะมี active learning อยู่บ้างก็ไม่เต็มรูป และครูไม่มีความรู้และสมรรถนะเพื่อการนี้
เรื่องนี้ คุณ Paul Collard จากหน่วยงาน CCE ในอังกฤษ ที่เคยจัด workshop แก่ครู รร. ตำรวจตระเวนชายแดน บอกผมว่า ครูเหล่านี้มีความเข้าใจเรื่อง active learning จำกัดมาก ผมอธิบายแก่ท่านว่า ข้อดีของครูที่ดีของ รร. ตชด. คือ เขารักเด็ก และรักแผ่นดินไทย แต่เขามีข้อจำกัดเชิงระบบ คือเขาเป็นตำรวจมากกว่าเป็นครู ระบบที่ครอบเขาอยู่เป็นระบบตำรวจ ไม่ใช่ระบบการศึกษา
UNESCO ประกาศยกย่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องในโอกาสครบรอบปีประสูติ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ดังข่าว (๖)
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.พ. ๖๕
Have we done more in regard to “..ข้อดีของครูที่ดีของ รร. ตชด. คือ เขารักเด็ก และรักแผ่นดินไทย แต่เขามีข้อจำกัดเชิงระบบ คือเขาเป็นตำรวจมากกว่าเป็นครู ระบบที่ครอบเขาอยู่เป็นระบบตำรวจ ไม่ใช่ระบบการศึกษา ..”?
This initiative should be supported as ‘creation of buffer border zones’ - a strategic national security issue with long-term benefits. Good relationship with local people alone is already worth cultivating.
มีครูหลายคนในวงการศึกษาไทยที่รักเด็ก ตั้งใจสั่งสอนให้ความรู้ คู่คุณธรรม แต่ถูกปิดกั้นด้วยระบบที่ต้องมีผลงาน นำเสนอผลงาน ทำให้ครูรุ่นใหม่ทำงานเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ แต่ความรัก ความดูแลเอาใจใส่เด็กน้อยลงไปเรื่อยๆ ที่บอกว่าลดภาะงานของครู ขอบอกว่าไม่จริง เพราะครูโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูน้อยต้องทำทุกอย่างที่เขาให้รายงานๆๆจนบางครั้งสวนทางกับความเป็นจริง เมื่อไรการศึกษาของไทย จะทำให้ครูได้สอนเด็กเต็มที ไม่ต้องมารายงานๆเรื่องร้อยแปดพันเก้า หรือต้องอบรมOnlineกันไม่เว้นแต่ละวัน