กับดักจริยปรัชญา 

อนึ่ง การศึกษาวิจัยครั้งนี้ ทำให้ผู้วิจัยมองเห็นปัญหาจริยปรัชญาอย่างหนึ่ง ตามความเห็นของผู้วิจัย หลักศีลธรรมหรือจริยธรรมเป็นเพียงความเป็นมาในประวัติศาสตร์ เพราะในยุคดึกดำบรรพ์ชุมชนหรือสังคมมีขนาดเล็ก ระเบียบ กฎเกณฑ์ และความดีงามคือคุณธรรม เป็นสิ่งที่แต่ละชุมชนหรือสังคมได้สร้างขึ้นมา เมื่อมีการขยายตัวใหญ่ขึ้นและมีการติดต่อกันมากขึ้นก็ย่อมมีการโต้เถียงในเรื่องเหล่านี้ โดยแต่ละฝ่ายก็มีความเห็นว่า สิ่งที่ตนเชื่อถือและกระทำอยู่ย่อมมีความถูกต้องหรือเป็นสิ่งที่ดีกว่า ลักษณะนี้เรียกว่าเป็นอัตวิสัย เป็นสัมพัทธนิยม และเป็นพหุนิยมเชิงจริยะ ซึ่งทฤษฎีคุณธรรมก็เป็นไปตามลักษณะนี้                

ต่อมามีนักคิดพยายามที่จะหาเหตุผลเพื่ออธิบายและวางหลักการให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ขึ้นอยู่กับสังคมหรือชุมชนแห่งหนึ่งแห่งใด ลักษณะนี้เรียกว่าเป็นปรวิสัย เป็นสัมบูรณนิยม และเป็นเอกนิยมเชิงจริยะ ตัวอย่างที่สำคัญก็คือ คานต์พยายามเสนอเรื่องนี้โดยกล้ายืนยันว่าแม้แต่เทวดาหรือนางฟ้าก็เถียงไม่ได้ แต่เอิร์มสันก็คัดค้านว่า แนวคิดของคานต์เปรียบเหมือนพิมพ์เขียวของรถยนต์ที่ดีที่สุดซึ่งยังสร้างไม่ได้ หมายความว่าไม่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริงได้ โดยเอิร์มสันให้ความเห็นว่าประโยชน์นิยมเป็นแนวคิดที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงทางสังคมมากที่สุด แต่ประโยชน์นิยมก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นแนวคิดที่มีความชั่วร้ายแฝงอยู่ เพราะบางครั้งก็ขัดกับมโนธรรมตามความสำนึกของคนทั่วไป                

เมื่อลัทธิคานต์และประโยชน์นิยมพยายามหาข้อโต้แย้งเพื่อยืนยันว่าหลักการของตนเองเท่านั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ข้อโต้แย้งก็ก้าวพ้นจากการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง กลายเป็นการใช้เหตุผลทางตรรกศาสตร์เท่านั้น จึงมีผู้รวมเอาประโยชน์นิยมกับลัทธิคานต์เป็นทฤษฎีหลักการ และให้เหตุผลว่าไม่สามารถตอบสนองการดำเนินชีวิตทางศีลธรรมตามความเป็นจริงได้ โดยบอกว่าเราเรียนรู้และเลียนแบบความเป็นอยู่ทางศีลธรรมโดยผ่านจากใครบางคน เช่น พ่อแม่ ครู หรือผู้ที่เราเทิดทูนในความเป็นอยู่ของเขา ซึ่งเรียกกันว่าตัวแทนทางศีลธรรม ลักษณะนี้เรียกว่าทฤษฎีคุณธรรม                

เมื่อมีการถกเถียงระหว่างทฤษฎีหลักการกับทฤษฎีคุณธรรม ซึ่งได้พัฒนามาสู่ปัญหาพื้นฐานเรื่องสภาพเบื้องต้น ก็มีผู้พยายามที่จะประนีประนอมโดยพยายามนำเสนอว่าทั้งสองทฤษฎีมีความสอดคล้องกัน จะเห็นได้จากแนวคิดเรื่องมาตรฐานศีลธรรม 2 ระดับของโบฌองพ์ซึ่งผู้วิจัยได้นำเสนอมาตามลำดับ แต่แนวคิดของโบฌองพ์ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเมื่อให้ผู้กระทำกำหนดและแปลความหมายคำว่า ควร ด้วยตัวเขาเอง นั่นคือ การย้อนกลับไปสู่ อัตวิสัย  สัมพัทธนิยม และพหุนิยมเชิงจริยะ อีกครั้ง

และเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ โบฌองพ์ก็ย้อนกลับไปตรวจสอบการตั้งข้อสงสัยของฮูมและทฤษฎีสังคมอีกครั้ง กล่าวได้ว่าย้อนกลับไปศึกษาพื้นฐานเดิมซึ่งเป็นที่มาแห่งหลักศีลธรรมและจริยธรรม กลายเป็นวงจรหรือวัฎฎจักร์ ซึ่งลักษณะนี้ผู้วิจัยเรียกว่า กับดักทางจริยปรัชญา

บางท่านที่เห็นด้วยกับวงจรนี้ ก็อาจก่อให้เกิดความเชื่อว่า หลักศีลธรรมและจริยธรรมทั้งหมดเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีจริง จึงกลายเป็นลัทธิ สุญนิยม (nihilism) หรืออาจก่อให้เกิดความเห็นว่าหลักศีลธรรมและจริยธรรมทั้งหมดมีอยู่เพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจหรือชนชั้นผู้ปกครองเท่านั้น ซึ่งแนวคิดทำนองนี้  ฮอบส์  (Hobbes, Thomas) ก็เคยอธิบายไว้

ดังนั้น จริยปรัชญาก็ยังมีการศึกษาเพื่อตอบปัญหาและข้อสงสัยในการดำเนินชีวิตทางศีลธรรมต่อไป