บันทึกที่ ๑ บันทึกที่ ๒ บันทึกที่ ๓ บันทึกที่ ๔ บันทึกที่ ๕ บันทึกที่ ๖ บันทึกที่ ๗
ผมอาศัยข้อมูลจากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา ของคุรุสภา (๑) ในการใคร่ครวญสะท้อนคิดว่า วิธีทำงานของหน่วยกำกับดูแลคุณภาพวิชาชีพทางการศึกษา อยู่ในกระบวนทัศน์ใด ตอนนี้สรุปได้ว่า อยู่ในกระบวนทัศน์ที่ค่อนข้างล้าหลัง
เพราะกฎหมาย และข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้อยู่นิยามหน้าที่ครูและวิชาชีพอื่นทางการศึกษาไว้แคบ คือเป็นผู้ทำงานในโรงเรียนและระบบที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเท่านั้น ไม่มองกว้างออกไปจัดระบบนิเวศที่ช่วยเอื้อให้เด็กเรียนรู้ครบด้าน ในทุกสถานการณ์ของชีวิต
ที่จริงจะโทษคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาก็ไม่ถูก เพราะสังคมไทย (และโลก) ต่างก็ใช้กระบวนทัศน์นี้ทั้งสิ้น คือมองว่า “การศึกษา” เป็นเรื่องที่เด็กได้จากโรงเรียน ไม่มองว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเด็กอยู่ตลอดเวลา แบบที่ประเทศฟินแลนด์มอง ที่ผมเขียนไว้ที่ (๒)
วงการศึกษาไทยมองว่าตนมีหน้าที่ที่โรงเรียน ไม่ใช่หน้าที่ที่ตัวเด็ก
กระบวนทัศน์ที่ล้าหลังอีกอย่างหนึ่งคือครูมีหน้าที่สอน หรือถ่ายทอดความรู้ ในขณะที่เวลานี้กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องคือ ครูมีหน้าที่จัดการเอื้อให้ศิษย์ทำกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ใส่ตัว ที่เรียกว่าครูเป็น facilitator หรือ coach ประเด็นนี้ดีหน่อย ที่เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางมากขึ้นในวงการศึกษาไทย แต่คนทั่วไปน่าจะยังยึดแนวคิดเดิมอยู่
กระบวนทัศน์ใหม่ประเด็นที่ ๓ คือครูมีหน้าที่พัฒนาระบบการศึกษา และพัฒนาวิธีจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์ให้ได้ผลยิ่งขึ้น คือครูไม่ใช่เป็นแค่ผู้ปฏิบัติตามระบบที่มีคนอื่นกำหนดให้ทำ ครูต้องมีบทบาทร่วมกันสร้างระบบ และร่วมกันสร้างหรือพัฒนาวิธีทำงานให้ได้ผลดียิ่งขึ้น
อาจจะนำสู่กระบวนทัศน์ที่ ๔ ว่าระบบการศึกษาต้องเป็นระบบที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาอยู่ตลอดเวลา และครูต้องมีส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนั้น ครูต้องไม่รอให้คนอื่นมากำหนดระบบให้ตนทำงาน เรียกในภาษาวิชาการว่า เป็นครูผู้ก่อการ (agentic teacher)
ครูต้องมีสมรรถนะเป็นผู้ก่อการ และฝึกศิษย์ให้เป็นผู้ก่อการด้วย ดังที่ผมเขียนไว้ในบันทึกชุด เอื้อระบบนิเวศเพื่อครูเป็นผู้ก่อการ
บันทึกนี้เสนอเป็นโจทย์ เพื่อให้ผู้ใหญ่ในวงการศึกษาไทยพิจารณาว่า ควรนำกระบวนทัศน์ใหม่เหล่านี้ บรรจุเข้าในมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาอย่างไร การดำเนินการเช่นนี้ น่าจะช่วยเพิ่มศักดิ์ศรีครู และคุรุสภาด้วย
วิจารณ์ พานิช
๗ ม.ค. ๖๕