ผมเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ของคุรุสภา ในฐานะที่ปรึกษา เป็นครั้งที่สาม ในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ การเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการนี้เปิดโอกาสให้ผมได้ครุ่นคิดว่า ผมเข้าไปทำงานนี้เพื่ออะไร คณะกรรมการชุดนี้มีคุณค่าอะไรต่อบ้านเมือง
คำตอบคือไม่ใช่เน้นคอยจับครูไม่ดีมาลงโทษ แต่ต้องเน้นหาทางสร้าง alignment ระหว่างพฤติกรรมและจิตวิญญาณของคนในวิชาชีพครู กับคุณภาพผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน สร้างความรู้สึกรับผิดชอบของคนในวิชาชีพครู ต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ ซึ่งหากคิดเช่นนี้ รูปแบบวิธีทำงานของ กมว. ตามที่ดำเนินการอยู่ก็ไม่น่าจะถูกทาง น่าจะต้องหาวิธีปฏิรูปการทำงานเสียใหม่
เปลี่ยนจากทำงานใน negative mindset ไปเน้นทำงานใน positive mindset มากกว่า
การประชุมวันนี้ มีวาระสำคัญคือ เรื่อง การทบทวนการกำหนดแนวทางการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เข้าหารือ เพราะเมื่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการสอบครั้งที่ ๑/๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๒๐ – ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ก็เกิดการร้องเรียนมากมาย รวมทั้งฟ้องศาลปกครองด้วย
เมื่ออ่านเอกสารประกอบการประชุมแล้ว ผมมองว่าเกิดจากความอ่อนแอของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเอง ที่ไม่มีศักยภาพภายในองค์กรในการรับผิดชอบ ต้องใช้คณะกรรมการภายนอกเรื่อยไป ร้อนถึงรัฐมนตรีต้องเข้าไปประชุมแก้ปัญหา แทนที่จะใช้เวลาทำเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งกว่า
นี่คือปรากฏการณ์การแย่งกันเข้ารับราชการครู เพราะเราผลิตครูมากเกินความต้องการหลายเท่า และผลิตด้วยคุณภาพที่แตกต่างกันมาก โดยที่ประเทศที่คุณภาพการศึกษาสูงเขาไม่ทำกัน (๑) ทั้งระบบการผลิตครู และการสอบประเมินสมรรถนะใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างสูญเปล่าไปมากมาย เรื่องนี้ควรเป็นโจทย์วิจัยด้านระบบการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุอย่างที่คุรุสภากำลังทำอยู่
เมื่อได้ฟังเรื่องราวแท้จริง ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะการร้องเรียนเป้าหมายหลักอยู่ที่ว่าข้อสอบวิชาเอกไม่ตรงกับที่ตนเรียนมา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ตลก เพราะข้อสอบต้องเน้นทดสอบ ASK (Attitude, Skills, Knowledge) ที่ต้องการ ไม่ใช่ทดสอบสิ่งที่เขาเรียนมา การสอบนี้เน้นให้ได้ครูดีมีความสามารถ ไปสร้างการเรียนรู้คุณภาพสูงแก่นักเรียน เน้นผลประโยชน์ของนักเรียนเป็นหลัก ไม่ใช่ของผู้เข้าสอบเป็นหลัก
ผมดีใจมากที่ที่ประชุม กมว. มีมติเสนอคณะกรรมการคุรุสภาว่า การสอบที่ใช้อยู่ในหลักการดีอยู่แล้ว ไม่ควรปรับตามข้อเรียกร้อง และผมเสนอให้บันทึกความเห็นของผมไว้ว่า ในเรื่องเช่นนี้ หากมีการเมืองเรื่องผลประโยชน์เข้ามายุ่ง คุณภาพการศึกษาไทยจะไม่มีวันฟื้น
จะเห็นว่า การจัดการมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาในบริบทไทยไม่ง่าย เพราะเราทำให้มันซับซ้อน จนผู้คนลืมเป้าหมายแท้จริง หันไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ไม่มองที่การใช้มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาเป็นตัวหนุนคุณภาพการศึกษา ซึ่งก็คือคุณภาพผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
การประชุมวันนี้ ยังเป็นมิติของการตั้งรับ ไม่มีมาตรการเชิงรุก ที่ใช้ positive mindset เลย ผมลองแย็ปๆ ดูว่า เรื่องปัญหาประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูที่ประชุมกันนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แก้เท่าไรก็ไม่มีวันจบ เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ คือการไม่ทำงานร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของฝ่ายผลิตกับฝ่ายใช้ครู ทำให้มีการผลิตครูมากเกินหลายเท่า และคุณภาพแตกต่างกันมากมาย ปัญหาแท้จริงอยู่ที่ระบบ จึงควรมีการวิจัยระบบ ชี้ให้เห็นว่าระบบครูที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมันทำให้ประเทศเกิดการสูญเปล่าของทรัพยากรอย่างไรบ้าง และเป็นบ่อเกิดของการศึกษาคุณภาพต่ำอย่างไร ประเทศที่ครูคุณภาพสูงเขามีวิธีผลิตและพัฒนาครูอย่างไร
มีผู้รู้ทางศึกษาศาสตร์บอกว่า เคยมีการวิจัยเชิงระบบเช่นนี้มาแล้ว แต่เสนอแล้วก็หายไป ประธานที่ประชุมสรุปให้ตั้งทีมทำ meta-analysis เอาประเด็นนี้มาดูกัน
ผมดีใจที่จะได้ผลักดันงานเชิงบวก เรื่องจะเดินหน้าหรือไม่ต้องรอดู
หลังจากการประชุมนี้ มีการประชุมคุรุสภา หลังจากนั้นก็มีข่าวว่ากลุ่มผู้สอบตกไปพบ รมต. ผมจึงเขียนบันทึกความเห็นออกเผยแพร่ อ่านได้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๒๑ พ.ค. ๖๔ เพิ่มเติม ๒ มิ.ย. ๖๔