เพลินพัฒนา โรงเรียนแห่งการเรียนรู้


 

งาน ชื่นใจ ได้เรียนรู้ ครั้งที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๒๖ - ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔ ของโรงเรียนเพลินพัฒนา แผนกประถม    ที่ผมเข้าร่วมในวันที่ ๒๗ ตลอดวัน   ทำให้ผมเขียนบันทึกนี้   

ผมเขียนบันทึกเล่าเรื่องโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถมเป็นระยะๆ มาเป็นเวลา ๘ ปี    เริ่มจากบันทึกนี้ (๑)     อ่านบันทึกเรื่องโรงเรียนเพลินพัฒนาทั้งหมดได้ที่ (๒)    โดยเริ่มต้นจากการที่ครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์) ไปสมัครเป็น KM intern ที่ สคส. เมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว    เพื่อนำ KM มาใช้พัฒนาระบบการเรียนรู้ในโรงเรียนเพลินพัฒนา    บัดนี้เห็นผลชัดเจนว่าวิธีประยุกต์ใช้กระบวนการ KM ในโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม ที่นำโดยครูใหม่ (วิมลศรี ศุษิลวรณ์) และครูปาด (ศีลวัต ศุษิลวรณ์)    ก่อผลมหัศจรรย์    ทำให้โรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม เป็นองค์กรเรียนรู้ (learning organization)  

ก่อผลกระทบด้านการเรียนรู้ สี่ชั้น อย่างน่าชื่นใจ   คือเป็นสภาพ “ชื่นใจ ได้เรียนรู้” อย่างน้อย ๔ ชั้น     ชั้นแรกคือการเรียนรู้ของนักเรียน  ที่ได้เรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง    ครบถ้วนทั้งมิติความรู้เชิงวิชาการ กับการพัฒนามิติด้านสมรรถนะเพื่อการมีชีวิตที่ดี ที่เรียกว่า soft skills   

ชั้นที่สองคือการเรียนรู้ของครู    งาน “ชื่นใจ ได้เรียนรู้” ของทุกปี (๓)   ค่อยๆ เผยสภาพพลังการเรียนรู้ร่วมกันของครู ผ่านกระบวนการ PLC ในกลุ่มครูของโรงเรียน   ที่เพิ่มพลังขึ้นปีต่อปี   ทำให้ผมเห็นภาพ “ชีวิตครู” ที่แท้จริง    ว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขสนุกสนานอยู่กับการค้นหาวิธีการจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์     หรือชีวิตของการเรียนรู้นั่นเอง   

ผมได้เห็นสภาพที่ครูของโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถมเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน    ในกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว    ครูของโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถมไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว  ไม่ได้ทำงานคนเดียว    แต่มีระบบงานที่ช่วยให้โรงเรียนเป็น “ชุมชนเรียนรู้” (learning community)    ที่มีโค้ช (ครูใหม่ และครูปาด) คอยเติมพลังเข้าไปในชุมชน   โดยพลังนั้นคือ “เป้าหมายที่ทรงคุณค่า”  และ “คำถาม” ที่ท้าทาย   

การทำงานของครูของโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม มีลักษณะของการทำงานที่ถูกท้าทายด้วย “กระบวนทัศน์พัฒนา” (growth mindset)  หรือความคาดหวังสูง (high expectation) ว่าจะพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงยิ่งขึ้น อยู่ตลอดเวลา   โดยที่ครูสบายใจต่อความบีบคั้นนั้น   เพราะรู้ว่ามีเพื่อนครูช่วยกันสร้างสรรค์    รวมทั้งมีโค้ชคอยช่วยหนุน (high support)    และที่สำคัญ แม้ดำเนินการแล้วไม่ได้ผลก็ไม่ถูกตำหนิหรือลงโทษ   

การทำงานพัฒนาไม่ได้ผลเป็นเส้นทางสู่การเรียนรู้ของครูเพลิน   ผมสรุปประโยคนี้จากการสังเกตพฤติกรรมและคำพูดของครูในงาน ชื่นใจ ...ได้เรียนรู้ หลายครั้ง  ตลอดมา   

ครูของโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม ทำงานสร้างสรรค์ในระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์แบบลองผิดลองถูก    เป็นการทำงานในพื้นที่ปลอดภัย    ช่วยส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์สูง   

ชั้นที่สาม เป็นการเรียนรู้ของเครือข่ายกัลยาณมิตร   เช่นในวันที่ ๒๗ ตุลาคม มี นพ. สมบูรณ์ จิระวัฒนาสมกุล (ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวิถีธรรมแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร)    นพ. อัครินทร์ นิมมานนิตย์ (ผู้อำนวยการโครงการ R2R ของศิริราช)  และคุณปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร (ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล)  เข้าร่วมฟัง (ทางออนไลน์) ด้วย    กัลยาณมิตรเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องการเอาแนวทางของโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม ไปประยุกต์ใช้ในบริบทของตน    แต่ อ. หมออัครินทร์ หวังไปทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้ R2R ในบริบทของโรงเรียน    โดยที่งานวิจัยห้องเรียนของ โรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม ก็คือ R2R นั่นเอง     

ชั้นที่สี่ เป็นการเรียนรู้สู่การพัฒนาระบบการศึกษาไทย   โดยที่ในปัจจุบัน กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนางานของครูโรงเรียนเพลินพัฒนาแผนกประถม มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วประเทศ ทั้งผ่านหนังสือหลายเล่มที่ครูใหม่จัดทำร่วมกับผม    ได้แก่ ศาสตร์และศิลป์ของการสอน (๒๕๖๐),   ปรับปรุงการสอนเล็กน้อย ได้ผลยิ่งใหญ่ (๒๕๖๑),  สอนเข้มเพื่อศิษย์ขาดแคลน (๒๕๖๒),   ครูเพื่อศิษย์ สร้างการเรียนรู้สู่ระดับเชื่อมโยง (๒๕๖๓),   และที่จะออกเผยแพร่ปลายปี ๒๕๖๔ นี้คือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก    หนังสือเหล่านี้ ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งสิ้น   เพื่อยังประโยชน์แก่วงการศึกษาไทย   ภายในเล่มมีทั้งภาคทฤษฎี และภาคประสบการณ์จากการปฏิบัติของครู ซึ่งส่วนใหญ่ทดลองดำเนินการโดยครูโรงเรียนเพลินพัฒนา       

ในการเตรียมจัดทำหนังสือ สอนเสวนาสู่การเรียนรู้เชิงรุก   นอกจากให้ครูนำสาระในต้นฉบับไปทดลองใช้เพื่อนำประสบการณ์มาเขียนลงหนังสือแล้ว    ยังมีการตั้งวง สานเสวนาเพื่อพัฒนาครู แบบ ออนไลน์   โดยครูใหม่ทำหน้าที่จัด   ให้ครูนำประสบการรณ์การประยุกต์ใช้หลักการสานเสวนาในห้องเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน    โดยมีครูโรงเรียนเพลินพัฒนาร่วมกิจกรรมอย่างเข้มข้น    ท่านที่สนใจเข้าชมได้ที่ ครั้งที่ ๑   ครั้งที่ ๒    ครั้งที่ ๓    ครั้งที่ ๔   แสดงให้เห็นว่า ทักษะการเรียนรู้ของครูเพลินพัฒนาได้มีส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาไทยด้วย   

ผมเข้าร่วมประชุมในวันที่ ๒๗ ทั้งวัน    โดยเข้าประชุมทาง ออนไลน์ เพราะสถานการณ์โควิด    โดยมีกำหนดการประชุมดังนี้

ร่าง) กำหนดการงาน  “ชื่นใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน)” ครั้งที่ ๒๐

 ส วั ส ดี วิ ถี วิ จั ย

 

วันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๔(
๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น.    อ่านงาน  R2R
๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
๑๓.๐๐ - ๑๓.๓๐ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (กลุ่มย่อย)
๑๓.๓๐ - ๑๕.๓๐ น. เวทีสานเสวนาไฮไลท์  
๑๕.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (กลุ่มย่อย)
๑๖.๐๐ - ๑๖.๔๕ น. สรุปการเรียนรู้ประจำวัน
   
วันพุธที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔
๐๗.๕๐ - ๐๘.๐๐ น. เปลี่ยนภาพพื้นหลังเป็นดอกคูณ
๐๘.๐๐ - ๐๘.๑๕ น. พร้อมหน้าพร้อมตา…ส่งความรู้สึกและพลังดีๆ ให้แก่กัน
๐๘.๒๐ - ๐๘.๔๐ น. ส่วนงานมาตรฐานฯ นำเสนอข้อมูลสะท้อนกลับด้านการกำกับตนเอง ของนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ - ๒
 ๐๘.๔๐ - ๐๙.๐๕ น.  ความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้แบบ  HBLC (home-based learning class) ในภาคเรียนวิริยะ : กรณีศึกษาหน่วยวิชา ESL ช่วงชั้นที่ ๑
 ๐๙.๐๕ - ๐๙.๑๕ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
 ๐๙.๑๕ - ๐๙.๔๐ น. ความสำเร็จการจัดการเรียนรู้แบบ  HBLC ในภาคเรียนวิริยะ : กรณีศึกษาหน่วยวิชาคณิตศาสตร์ (กลุ่มย่อย)        ช่วงชั้นที่ ๒
 ๐๙.๔๐ - ๐๙.๕๐ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๐๙.๕๐ - ๑๐.๐๕ น. พักรับประทานอาหารว่าง  
๑๐.๐๕ - ๑๐.๓๐ น. การพัฒนากระบวนการวิจัยควบคู่ไปกับภาษา : กรณีศึกษานักเรียนชั้น ๑ 
๑๐.๓๐ - ๑๐.๔๕ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๑๐.๔๕ - ๑๑.๑๐ น. สานเสวนาเพื่อพัฒนางานวิจัย : กรณีศึกษานักเรียนชั้น ๒ 
๑๑.๑๐ - ๑๑.๒๕ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๑๑.๒๕ - ๑๒.๒๕ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
 ๑๒.๒๕ - ๑๒.๔๕ น. กิจกรรมผ่อนพัก ตระหนักรู้
 ๑๒.๔๕ - ๑๒.๕๐น. กิจกรรม  Brain Gym
 ๑๒.๕๐ - ๑๓.๑๐ น. แบ่งปันความสุขยามทุกข์ยาก จากนักเรียนออนไลน์ ชั้น ๔
๑๓.๑๐ - ๑๓.๓๕ น. การสร้างนั่งร้านเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง : กรณีศึกษาหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น ๕
๑๓.๓๕ - ๑๓.๕๐ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๑๓.๕๐ - ๑๔.๑๕ น. การสร้างนั่งร้านเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง : กรณีศึกษาโครงงานบูรณาการฐานวิจัย ชั้น ๖
๑๔.๑๕ - ๑๔.๓๐ น. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๑๔.๓๐ - ๑๔.๔๕ น. พักรับประทานอาหารว่าง
๑๔.๔๕ - ๑๕.๐๐ น. คลิปชีวิตและการงานในช่วงโควิด  
๑๕.๐๐ - ๑๕.๔๐ น. อ.วิจารณ์ กล่าวสะท้อนการเรียนรู้

๑๕.๔๐ - ๑๖.๕๐ น.

   ๑๖.๕๐ - ๑๗.๐๐ น.

ร้อง รำ ทำเพลงพวงมาลัย ด้วยกัน 

บอกลาเพื่อมาเริ่มใหม่

.......................................................................

 

จะเห็นว่าประเด็นหลักของการประชุมปีนี้จับที่การวิจัย  ที่กระตุ้นโดยสถานการณ์การระบาดของโควิด ทำให้ต้องจัดการเรียนที่บ้าน (HBLC)  ครูต้องทดลองวิธีการและตรวจสอบว่าได้ผลแค่ไหน    ซึ่งก็คือการวิจัย    ตอน reflection โดย แขกที่เข้าร่วมฟัง (ออนไลน์) อ. หมออัครินทร์ บอกความประทับในเรื่องวิธีการ scaffolding ที่ครูใช้กับนักเรียน   

ผมชี้ให้ครูได้เห็นว่าคณะครูเพลินพัฒนาได้สร้างความรู้ใหม่มากมาย ในด้านการจัดการเรียนรู้ และการประเมิน ฐานสมรรถนะ   ที่น่าจะได้นำออกแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่ครูในวงกว้างของประเทศไทย   เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะของประเทศ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งประด็น AfL – Assessment for Learning   และ AsL – Assessment as Learning    

บรรยากาศการทำงานเป็นทีมของครูโรงเรียนเพลินพัฒนา เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ     โดยครูร่วมกันพัฒนาวิธีทำงาน  และมี scaffolding จากโค้ช คือครูปาดกับครูใหม่    น่าจะเป็นตัวอย่างบรรยากาศของโรงเรียนที่แท้จริง    ที่เป็นบรรยากาศของชุมชนเรียนรู้    น่าจะหาวิธีเผยแพร่แก่วงการศึกษาไทย   ให้กระทรวงศึกษาธิการละจากวัฒนธรรมควบคุมสั่งการ เปลี่ยนมาเป็นวัฒนธรรมแนวราบ เพื่อส่งเสริมให้ครูเป็นผู้ก่อการ อย่างที่ครูเพลินกระทำการและนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้   

ผมชื่นชมวิธีการที่ครูเพลินใช้โอกาสที่โควิดบังคับ    ดำเนินการเพื่อสร้างสมรรถนะ self-regulation ให้แก่นักเรียน    และชี้ว่า เป็นเส้นทางสู่การพัฒนาสมรรถนะ self-directed learning ที่มีผลต่อความเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียน    และชี้ให้เห็นคุณค่าของวิธีการ home-based learning ที่ครูพัฒนาขึ้นด้วยความจำเป็นของสถานการณ์โควิด    ที่ต่อไปอาจนำไปใช้ในสถานการณ์ปกติได้    เช่นประยุกต์ใช้ online chat  ไปเป็น Post-it chat   และเคลื่อนต่อเป็น iPad-based learning  ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและสะดวกยิ่งขึ้น     

ผมแนะนำ split-screen teaching เพื่อการสอนสองด้านพร้อมๆ กัน   คือด้านความรู้ กับด้านสมรรถนะ    สามารถปรับให้เป็น split-screen ระหว่างการสอนกับการวิจัย   ซึ่งครูเพลินได้ทำอยู่แล้ว และนำมาเสนอให้เราเห็นในวันนี้    การนำเสนอในวันนี้จึงชี้ว่า ในชีวิตจริงของครูที่ทำหน้าที่ถูกต้อง ต้องทำงานสอนกับวิจัยไปพร้อมๆ กัน    คล้ายๆ ใช้กระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว   คือได้ส่งเสริมให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพ  และได้สร้างสรรค์แนวทางจัดการเรียนรู้แบบใหม่ขึ้นพร้อมๆ กัน    ทำให้ชีวิตครูเกิดความ “ชื่นใจได้เรียนรู้” เป็นระยะๆ    ชีวิตครูจึงเป็นชีวิตที่การทำงานกับการเรียนรู้เป็นสิ่งเดียวกัน           

การประชุมวันนี้ บอกเราว่า ชีวิตครูที่ดี ที่มีคุณค่าสูง เป็นชีวิตที่ออกแรงน้อยได้ผลมาก ในลักษณะที่ทำงานสอนกับงานวิจัย (ค้นคว้าหาวิธีการใหม่ๆ) เป็นสิ่งเดียวกัน    แต่กว่าจะบรรลุสภาพชีวิตครูเช่นนี้ได้ต้องฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเอง    โดยที่ครูเพลินได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้จริงๆ    ไม่ใช่เพ้อฝัน    เคล็ดลับนี้ สมควรที่จะต้องนำออกเผยแพร่  เพื่อประโยชน์แก่วงการศึกษาไทย   

วิธีการ “การสร้างนั่งร้าน” (scaffolding) น่าจะเป็นกระบวนการที่มีคุณค่ายิ่ง    ในการช่วยเหลือเด็กที่ติดขัดการเรียนรู้บางจุด    เพื่อ “ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง”    เป็นข้อค้นพบของครูเพลินที่น่าจะนำออกเผยแพร่    เพราะจะช่วยให้ครูได้เอาใจใส่และเรียนรู้วิธีการสังเกตค้นพบนักเรียนที่มีปัญหาในบางช่วง     เช่นช่วงวัยรุ่น และครูได้หาวิธีค้นหาจุดปัญหา     เพื่อนำมาเป็นประเด็นทำงานและเรียนรู้

ผมชี้ให้เห็นว่า ชีวิตครูเพลินเป็นชีวิตครูในอุดมคติ   ที่ได้ร่วมกันค้นพบระบบนิเวศของการทำหน้าที่ครู    และกระบวนการทำหน้าที่ครู ที่ครูได้ทั้งความสุขและความสำเร็จในชีวิต   ที่น่าจะได้นำออกเผยแพร่แก่สังคมไทยในวงกว้าง    เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมครูยุคใหม่

ครูใหม่ได้ชี้ให้เห็นว่า การประชุม “ชื่นใจ ได้เรียนรู้” นี้มีพลังยิ่งขึ้น เพราะได้คนนอกมาฟัง และสะท้อนคิดมุมมองของคนนอกเข้าเสริม   

ผมเรียนรู้มากและใหม่ทุกครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้

วิจารณ์ พานิช

๒๗ พ.ย. ๖๔

                

     

 

หมายเลขบันทึก: 693771เขียนเมื่อ 5 ธันวาคม 2021 16:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 ธันวาคม 2021 16:44 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี