GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

บัว ๑๐ เหล่า

ยังมีบัวเหล่าที่ ๕-๑๐ อยู่อีกด้วย ซึ่งทำให้การทำงานของโครงการไม่ค่อยได้ผล ทำให้เกิดปรากฎการณ์ “ดื้อตาใส” บ้าง “ทองไม่รู้ร้อน”บ้าง หรือแม้กระทั่ง “สวะเกาะข้างเรือ” บ้าง

  จากการนำเสนอเรื่อง ทองไม่รู้ร้อน และผมได้อ้างอิงถึงบัว ๔ เหล่า และมีสมาชิกสนใจที่อยากจะทราบว่า ที่เกิน ๔ เหล่านี้มีอะไรบ้าง และสมาชิกมาจับจองที่นั่งและของชำร่วยไปแล้ว จำนวนหลายท่าน   ซึ่งผมแจ้งไปแล้วว่า สมาชิกเก่าจะได้รับไม้แหย่รังแตน และสมาชิกใหม่จะได้รับไม้แหย่ไข่มดแดงเป็นของที่ระลึก ตอนนี้ก็ถึงเวลาฉายหนังแล้วครับ ขอให้ผู้ชมทั้งหลายอย่ากระพริบตานะครับ เดี๋ยวจะข้ามกลุ่มของเหล่าบัว แล้วก็จะตามหนังไม่ทันนะครับ   จากบัว ๔ เหล่าของพระพุทธเจ้า ที่กำหนดไว้ว่า  

normal_127-0-DSC03795a.jpg

บัวเหล่าที่ ๑ คือ บัวบาน  บัวเหล่าที่ ๒ คือ บัวปริ่มน้ำ พร้อมจะแย้มบาน  บัวเหล่าที่ ๓ คือ บัวในน้ำ ที่กำลังจะขึ้นมาผิวน้ำ และบัวเหล่าที่ ๔ คือ บัวอยู่ในโคลนตม  

จากการทำงานกับชุมชน พบว่า ยังมีบัวเหล่าที่ ๕-๑๐ อยู่อีกด้วย ซึ่งทำให้การทำงานของโครงการไม่ค่อยได้ผล ทำให้เกิดปรากฎการณ์ ดื้อตาใส บ้าง ทองไม่รู้ร้อนบ้าง หรือแม้กระทั่ง สวะเกาะข้างเรือ บ้าง ทำให้ผู้ที่ทำงานในระดับชุมชนมีปัญหาสารพัด ถูกสบประมาทว่าทำงานไม่ได้ผล ทั้ง ๆ ที่มีความตั้งใจดีเลิศ  

จากการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์พบว่า กลุ่มคนที่ยังมีปัญหา ไม่สามารถจะทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ตามแผนงานที่วางไว้ เนื่องจากเป็นบัวเหล่าที่ ๕-๑๐ ที่มีขีดจำกัดต่างๆ ดังต่อไปนี้  

บัวเหล่าที่ ๕ คือ บัวที่อยู่ใต้โคลนตม คล้ายกับบัวเหล่าที่ ๔ แต่ยังมีก้อนหินทับอยู่อีกทีหนึ่ง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แล้วแต่บุญวาสนา ก้อนหินนี้คืออะไรครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้ภาคประชาชนล่ะครับ ที่กู้มาเพื่อการใช้สอย จนไม่มีปัญญาจะใช้คืน ต้องรอวันตาย แล้วเอาเงินประกันไปใช้หนี้นั่นแหล่ะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้จะคุยเรื่องทำอะไรก็ตามก็ติดปัญหาเรื่องหนี้อยู่ตลอด ทำอะไรไม่สะดวกเลย จะคุยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็เรื่องยาก เพราะยังมีหนี้สินค้างคาอยู่มากมาย จะพอเพียงได้อย่างไร ในเมื่อหนี้สินยังล้นพ้นตัวอยู่ คิดอะไรก็ยาก เปรียบเสมือนก้อนหินทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง แม้แต่จะอยากโผล่พ้นดินโคลน ก็ไม่รู้จะโผล่ไปได้อย่างไร จึงต้องหาวิธีทำลายก้อนหินหรือหาช่องว่างของก้อนหินที่จะเจริญเติบโตได้ โดยไม่ต้องแบกน้ำหนักก้อนหินมากจนเกินไป  

บัวเหล่าที่ ๖ บัวลอยน้ำ ไม่มีที่เกาะยึด ลอยไปลอยมา แล้วแต่กระแสน้ำจะพัดพาไปทางไหน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกระแสเศรษฐกิจ กระแสบริโภคนิยม ใครทำอะไรก็ต้องทันสมัยตามเขาให้ได้ไปทั้งหมด โดยไม่ดูขีดความสามารถของตนเอง เรียกว่า มีเท่าไหร่ก็หมด เพราะไม่มีฐานทรัพยากรและฐานคิดที่จะทำให้พัฒนาตนเองได้ ถึงแม้จะพอสร้างอะไรได้บ้าง ก็จะสูญหายไปกับการวิ่งตามกระแส ต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น  

บัวเหล่าที่ ๗  บัวแล้งน้ำ เป็นบัวที่เกิดอยู่ในที่ที่ไม่ควรจะเกิด ทั้งโดยธรรมชาติและโดยการจัดการ ปัญหาที่เกิดจากธรรมชาตินั้นก็คือความไม่เหมาะสมของความรู้หรือความสามารถที่จะอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมและสังคมแบบใหม่ จำเป็นต้องทนอยู่ ในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัด มีความรู้ไม่พอใช้ มีทรัพยากรไม่พอใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกชายขอบ ที่เป็นผลมาจากการกระทำของตนเองและสังคม สำหรับปัญหาบัวแล้งน้ำที่เกิดจากการจัดการของตนเองและสังคมนั้น ก็เนื่องมาจากการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาด ทำให้สูญเสียระบบทรัพยากรพื้นฐานของตนเอง จนไม่สามารถจะไปแข่งขันกับผู้อื่นได้ จำเป็นต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่มีปัญหาไปเรื่อยๆ หาทางแก้ไขได้ยากเพราะความรู้ก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว มิหนำซ้ำทรัพยากรก็ยังขาดแคลนอีกต่างหาก  

บัวเหล่าที่ ๘   บัวลอยฟ้า เป็นบัวที่ขาดทั้งดิน ทั้งน้ำ หลงระเริงไปกับคำยกยอปอปั้น ดำเนินชีวิตไปกับกระแสสังคม กระแสโลก ที่เพ้อฝัน ปราศจากฐานแห่งความเป็นจริง ทำให้การทำใดๆ ก็ตามเป็นความเสียหายกับตนเองตลอดเวลา ขาดฐานทรัพยากร ฐานความคิด และฐานสังคม อยู่อย่างโดดเดี่ยวในทุกด้าน เสมือนหนึ่งตัวคนเดียวในโลก   

บัวเหล่าที่ ๙   บัวในแจกัน   เป็นบัวที่ถูกนำมายกย่อง เทิดทูน ไว้ในแจกัน หลุดจากฐานที่ตัวเองเคยเป็น ไม่นานเมื่อทรัพยากรพื้นฐานถูกใช้จนหมดก็จะถูกโยนทิ้ง และนำบัวดอกใหม่เข้ามาปักในแจกันแทน ลักษณะนี้จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ได้รับการยกย่อง แต่ถูกนำมาไว้ในที่ที่ขาดฐานทรัพยากร เช่น ผู้นำหลุดฐาน เป็นต้น ในที่สุดก็จะสูญเสียความเป็นผู้นำ เช่นเดียวกับดอกบัว ที่เคยอยู่ในกอบัว แต่ถูกนำมาปักในแจกัน ก็จะแห้งเหี่ยวไปในที่สุด  

บัวเหล่าที่ ๑๐  บัวกระดาษ เป็นบัวที่ดูเหมือนเป็นของจริง แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมา ในลักษณะหัวโขน ซึ่งจะทำจากอะไรก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ของจริง ดูเหมือนจะมีคุณค่า อาจมีคนยกย่องนับถือ แต่อย่างไรก็ตามบัวเหล่านี้ก็เป็นของปลอม ไม่มีเนื้อหาสาระที่จะเป็นดอกบัวแต่ประการใด เรียกว่า กลุ่มปลอมปนเข้ามาว่าอย่างนั้นเถอะ ซึ่งอาจจะทำจากวัสดุใด ๆ ก็แล้วแต่ ในบางกรณีอาจเป็นพลาสติก เปลือกหอย หรือกะลามะพร้าว ก็ได้ แล้วแต่จะคิด

บัวเหล่านี้บางครั้งจะสำคัญตัวผิด คิดว่าเป็นของจริง ทั้ง ๆที่ได้รับการสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง ชอบวางอำนาจ ทำตัวใหญ่กว่าคนธรรมดา จนไม่น่าคบหาสมาคม

วันหนึ่ง เมื่อคนรู้ความเป็นจริง ความเป็นของปลอมก็จะโผล่ขึ้นมา ความเชื่อถือและศักดิ์ศรี ก็จะหมดไป   จะเห็นได้ว่า บัวตั้งแต่ ๕-๑๐ เหล่านี้ เป็นบัวที่ทำงานไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ซึ่งอาจจะมีปัญหาแบบระยะสั้น หรือแบบระยะยาวก็ได้ ดังกล่าวไว้แล้วในแต่ละเหล่า  

ลองพิจารณาดูนะครับว่า ท่านเห็นบัวต่างๆ ดังกล่าวไปแล้ว อยู่ที่ใดบ้าง และท่านคิดว่ายังมีบัวเหล่าอื่นๆ ที่ผมยังไม่มาเขียนตรงนี้อีกหรือไม่ แต่สำหรับบัวรูปวาดหรือบัวแกะสลัก ผมถือว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับบัวกระดาษครับ คือเป็นของปลอมทั้งสิ้น   

เห็นไหมครับ จะทำงานทั้งทีต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แค่บัวเหล่าที่ ๔ ก็หนักแล้วครับ ยังมาเจอเหล่าที่ ๕-๑๐ อีก ยิ่งยากหนักเข้าไปอีก แม้แต่เขาคิดจะร่วมมือกับเรา ก็ยังทำได้ยาก เพราะยังติดอยู่ในระบบอื่นๆ ที่เขาต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้เสียก่อน

บางทีเราก็รอไม่ได้หรอกครับ เลยต้องทำกับบัวเหล่าที่ ๑ หรือ ๒ ก็พอแล้ว ที่เหลือก็ให้เขาไปจัดการตัวเองมาก่อน ถ้าขืนเอาตัวเราเข้าไปผูกพัน ก็จะกลายเป็น ตามสำนวนไทยว่า เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด คือ

นอกจากจะช่วยเขาไม่ได้แล้ว เรายังลำบากอีกด้วย   

หลบ ๆ หน่อยนะครับ

ขอให้โชคดีครับ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 69318
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 15
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น(15)

เรียนท่าน อาจารย์ ดร.แสวง

เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด

 "แต่ ถ้าให้โอกาศ บัวทั้งชาติ อาจเจริญได้" ครับ

ขอบคุณค่ะอาจารย์

ขอเรียนถามค่ะ ว่า เวลาเข้าชุมชน อาจารย์แยกบัวแต่ละเหล่าได้เร็วหรือช้าคะ และโดยวิธีใด อย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ

ก็นานพอจะหน้าแตกมาหลายครั้งแล้วครับ

ดร.แสวง ครับ

         อ่านแล้วก็ยังให้เข้าใจเพื่อนร่วมงานดีขึ้น ผมว่ามีทุกเหล่าเลยครับในองค์กรผม บัวพันธุ์ไหนธรรมชาติลักษณะเขาเป็นอย่างไร อ่านแล้วก็ประโยชน์กับเรา หรือกับเขาในการที่เราหรือเขาจะแสวงหาความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก แต่ก็ต้องอดทำ ...อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้ผมคิดว่าผมจะตั้งปริศนาถามพรรคพวกในที่ทำงานนะครับว่า  เฮ้ยพรรคพวก รู้ไหมคนเราเปรียบเหมือนบัวกี่เหล่า ว่ะ!.....ขอบคุณที่อาจารย์สังเคราะห์ สร้างสรรค์สิ่งดีๆสำหรับสังคมได้ประเทืองปัญญา

ครูนงครับ

ที่จริงมีมากกว่า ๑๐ เหล่า แต่เสนอเป็นแนวทางเริ่มต้นเท่านั้นครับ

  •  อาจารย์เทียบให้เห็นภาพที่ชัดมากครับ
  • หลายเหล่าก็หลายรูปแบบการทำงานนะครับ
  • คงต้องออกแรงมากหน่อยหากจะผลักดันไปทั้งหมด
  • ก็คงต้องเลือกทำ 2 เหล่าแรกก่อนนะครับ  ส่วนเหล่าอื่นๆ ก็เท่าที่ได้...
  • ขอบพระคุณมากครับ
  • ผมคิดว่า ช่วยเหล่าที่ อยู่ถัดจากตัวเรา เพียง 1 เหล่า ก็หนักพอแรงแล้วครับ
  • เหล่า ที่อยู่ ใกล้กัน มักจะสื่อสารถ่ายทอดกันได้ง่ายกว่าที่อยู่ห่างกัน
  • 1 ช่วย 4 ไม่ได้เพราะ 1 ลืมไปแล้วว่า 4 จะมาเป็น 3 ต้องทำยังไง ถ้าให้ 3 บอก 4 เขาจะบอกได้ดีและชัดกว่าครับ

ท่านสิงห์ป่าสัก

๒ เหล่าแรกมีคนทำเยอะ แทบหัวชนกันตายเลยครับ

แต่ทีเหลือนี่ต้องเข้าโรงซ่อมความคิด โรงซ่อมจิตใจ และมาฟื้นฟูอีกสารพัด กว่าจะเริ่มพัฒนา

 

ปัญหาคือราชการก็ไม่สน เพราะ เห็นผลช้าไม่ทันใจ NGO ก็ไม่ค่อยมี ไม่ค่อยทำ

กลุ่มชุมชนก็ทิ้ง

ปล่อยให้เป็นเหยื่อแร้งกา อย่างน่าสงสาร

จะเห็นจาก พวกขายที่ใช้หนี้ยังไม่พอ

อพยพแรงงาน

เข้าระบบแรงงานเอาเปรียบ

ขายศักดิ์ศรีไปเป็นผู้หญิงบริการ เป็นเมียฝรั่งแก่ๆ

ขายแรงงานไปต่างประเทศ

กระนั้นบางคนก็รอด บางคนก็ไม่รอด

 

ระบบธุรกิจก็เป็ของนายทุนต่างชาติ กดขี่สารพัด

โอ้ย.....จารนัยไม่หมดหรอกครับ

 

อาจารย์อรรณพ

เป็นแนวคิดที่ดี

แต่คนใกล้กันจะสอนกันยาก

และคนที่ยังมีปัญหานั้นจะไม่มีใครนับถือ

๒ อันนี้แหละที่เป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างที่อาจารย์เสนอ

ขอบคุณท่านอาจารย์แสวงมากครับที่ต่อยอดจากบัวเหล่าที่ 4 ...ผมว่ามี 10 เหล่า แค่นี้ก็แย่วุ่นวายที่จะแยกแยะไม่ถูกแล้วครับ..ด้วยความเคารพ

แยกไม่ยากหรอกครับคุณกัมปนาท

ปัญหาการแยกมีอยู่เรื่องเดียวที่บางคนอยู่คร่อมหลายเหล่านั่นแหละ

แต่ที่ยากกว่าคือ เราจะใช้วิธีการหรือนโยบายใดมาทำงานให้กับบัวเหล่าที่ ๕-๑๐ นี้ดี

และก็มีอยู่มากซะด้วยครับ

ไม่อยากให้บัวทั้ง10เหล่าเกิดขึ้นในสังคมไทยค่ะ
เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตที่ทุคนกำลังดำเนินอยู่ได้เพราะเค้าเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ค่ะ........
บัว ทุกคนเลือกได้ที่จะเป็นบัวแบบใด..